- หน้าแรก
- ผมแค่ขึ้นไปร้องเพลงแก้ขัด ทำไมยัยซุปตาร์ถึงจ้องจะจับผมทำสามี
- บทที่ 590 - กลิ่นอายงิ้วในเพลง ถ้าหากในตอนนั้น
บทที่ 590 - กลิ่นอายงิ้วในเพลง ถ้าหากในตอนนั้น
บทที่ 590 - กลิ่นอายงิ้วในเพลง ถ้าหากในตอนนั้น
บทที่ 590 - กลิ่นอายงิ้วในเพลง ถ้าหากในตอนนั้น
พอสวี่นั่วร้องจบ บรรยากาศในงานก็เดือดพล่าน
จ้าวเหล่ยเป็นแกนนำปรบมือโห่ร้อง แขกรับเชิญทุกคนต่างตื่นเต้น
ผู้กำกับ จางจื้อเฉียง ยิ้มจนตาหยีจนมองไม่เห็นลูกตา
เป็นไปตามคาด รุ่นพี่อวี๋เทียนเล่ยไม่เคยหลอกเขาจริงๆ
สวี่นั่วคนที่อวี๋เทียนเล่ยแนะนำมา เพียงคนเดียวก็แบกรายการ "ขับขานทั่วหล้า" ได้ทั้งรายการ นี่เพิ่งจะสถานีที่สอง เขาก็เซอร์ไพรส์ทุกคนมากเกินพอแล้ว
ถึงขนาดที่ว่ารายการ "หนึ่งคนหนึ่งเพลงดัง" ที่ช่องโมเดิร์นทีวีจัดขึ้น โดนเขาแย่งซีนไปจนหมดเกลี้ยง
ชื่อตำแหน่งหัวหน้าทีมวางแผน ท้ายที่สุดก็ยังสู้เขาลงมือเองไม่ได้
"ขออีกเพลง!"
"ร้องคู่! ร้องคู่!"
ผู้ชมไม่อยากให้เขาลงเวที
เวลาล่วงเลยไปถึงห้าโมงเย็นแล้ว แต่ผู้ชมยังคึกคัก กระทั่งห้องน้ำยังไม่ยอมไปเข้า
ไม่ต้องเสียตังค์ แถมเพลงยังเพราะขนาดนี้ พวกเขาแทบอยากให้รายการจัดยาวไปถึงเที่ยงคืนด้วยซ้ำ
"ขอเพลงรักร้องคู่หน่อยครับ!"
มีคนตะโกนขึ้นมา
ไม่มีแฟน ทุกคนก็ชอบจับคู่จิ้น ยิ่งมีคู่รักตัวจริงอยู่ในงาน ก็ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่
การได้ดูคนอื่นสาดความหวานใส่กัน คือความบันเทิงชั้นยอด
เมื่อกี้แม้ทั้งสองคนจะร่วมแสดงด้วยกัน มีช็อตหวานๆ ให้เห็น แต่ก็ยังหวานไม่พอ
คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งเล่นดนตรี ไม่ใช่น้ำตาลที่พวกเขาต้องการ
เพลงรักร้องคู่ต่างหากคือที่สุดแห่งความฟิน
ทำไมคนถึงชอบเพลงรักร้องคู่ขนาดนี้?
เรื่องนี้มีที่มา เพราะเพลงรักร้องคู่เอาไว้จีบสาวได้ง่ายไงล่ะ
ในร้านคาราโอเกะ คุณกดเพลงรักร้องคู่ขึ้นมา แล้วแกล้งทำเป็นร้องคนเดียวไม่เพราะ เชิญสาวที่หมายปองมาร้องด้วย
ร้องไปร้องมา เดี๋ยวก็ได้สบตาปิ๊งๆ กันเอง
สมมติว่าร้องเพราะด้วย เรื่องนี้ก็แทบจะสำเร็จไปกว่าครึ่ง
สมัยโบราณการเกี้ยวพาราสี การร้องเพลงเก่งก็เป็นอาวุธหนักอย่างหนึ่ง สมัยนี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน
สวี่นั่วยิ้มแล้วพูดว่า "วันนี้ตามใจทุกคนครับ พอดีเตรียมเพลงคู่ไว้เพลงหนึ่ง รอสักครู่นะครับ ขอพวกเราเตรียมตัวหน่อย"
จ้าวเหล่ยอุ้มซอหัวม้าขึ้นเวทีอย่างยิ่งใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มจนเห็นรอยตีนกา
เรื่องกินเผือกแบบเกาะขอบเวทีแบบนี้ จะขาดเขาไปได้ยังไง
ไม่ใช่แค่เขา คนอื่นก็ขึ้นมาด้วย
เสี่ยวซาอุ้มกีตาร์ไฟฟ้า โบกมือทักทายนักท่องเที่ยว เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง
อย่าเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่วงการบันเทิง แต่ความนิยมของเขามากกว่าดาราหลายคนเสียอีก
ในฐานะพิธีกรที่ผ่านรายการใหญ่ๆ มานับไม่ถ้วน เขาเป็นที่รักของผู้ชมสุดๆ
ปิงปิงไม่ได้ถือฮาร์โมนิก้าแล้ว แต่ไปยืนอยู่หน้ากลองชุด
ผู้ชมมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "ปิงปิงตีกลองชุดเป็นด้วยเหรอ"
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ"
"ภาพนี้มัน... ดูขัดตาพิกล"
"แย่แล้ว ฉันรู้สึกว่านั่วเหยียนไม่ได้มาดี นี่กะจะทำลายภาพลักษณ์ในฝันของทุกคนให้ยับเยินเลยใช่ไหม"
"นึกภาพเธอตีกลองชุดไม่ออกเลยจริงๆ"
หานรั่วถงเสนอตัวเป็นหางเครื่อง... เอ้ย แดนเซอร์
หยวนฮ่าวเซวียนจริงๆ แล้วไม่อยากขึ้นมา แต่เพื่อรักษาบรรยากาศอันกลมเกลียวของรายการ เขาก็เลยต้องขึ้นมาด้วย
เครื่องดนตรีที่เขาเลือกก็ผิดคาดเหมือนกัน เขาเลือกคีย์บอร์ดไฟฟ้า
คนทำเพลง พอจะเป็นเครื่องดนตรีบ้าง ไม่งั้นคงไปต่อยาก
ไลน์อัพนี้ถือว่าหรูหราหมาเห่ามาก หนึ่งนักร้องทีมชาติ หนึ่งดาราตัวท็อป สองพิธีกรระดับประเทศ และสามซูเปอร์สตาร์
มีแต่รายการของ CCTV เท่านั้นแหละที่ฟุ่มเฟือยขนาดนี้ ทุกคนต่างตั้งตารอว่าเพลงนี้จะเพราะขนาดไหน ถึงคุ้มค่ากับการระดมพลขนาดนี้
หลังจากทุกคนประจำที่ สวี่นั่วจับไมค์ขาตั้ง แล้วพูดว่า "เพลงนี้ชื่อว่า ถ้าหากในตอนนั้น (หรูกั่วตางสือ) ขอมอบให้ทุกคนครับ"
เสียงปรบมือดังสนั่น
ยังไม่ได้ฟังเพลง แค่ปรบมือรอไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
จนถึงตอนนี้ ในเรื่องการไม่ทำให้ผิดหวัง เขาไม่เคยทำให้ใครผิดหวังเลยสักครั้ง
ดนตรีดังขึ้น จ้าวเหล่ยเปิดหัวด้วยซอหัวม้า
เสียงสีซอที่ดูดิบๆ ให้ความรู้สึกถึงวันวาน
พอดนตรีขึ้น หลินหวั่นชิงก็เอื้อนเอ่ย
"พี่สาวมักบอกว่าโลกมนุษย์นั้นแสนดี
ชายทำนาหญิงทอผ้าเคียงคู่กาลเวลา"
เปิดมาด้วยเสียงงิ้ว ทำเอาทุกคนขนลุกซู่
เสียงงิ้วของหลินหวั่นชิง เคยฝึกฝนมาก่อน ตอนร้อง "ชื่อหลิง" (นักแสดงงิ้วสีชาด) ก็ทำเอาทุกคนว้าวมาแล้ว
คราวนี้งิ้วหวงเหมยถูกงัดออกมา เรียกเสียงปรบมือจากนักท่องเที่ยวได้อย่างบ้าคลั่ง
งิ้ว ถูกยกย่องว่าเป็นศิลปะชั้นสูงมาตลอด ไม่ว่าจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ มีงิ้วโผล่มาก็ต้องปรบมือไว้ก่อน
จังหวะนั้นหยวนฮ่าวเซวียนเริ่มพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด เสียงดนตรีใสกระจ่างสอดรับเข้ามา
"ทำไมตอนนั้นเธอถึงดีกับฉัน
แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เย็นชานัก
ฉันรู้ว่าความรักจะไปรั้งไว้ก็ยาก
ในเมื่อไม่ใช่ของฉัน ฉันก็ไม่ควรจะเอา"
มุมมองของเนื้อเพลง เล่าผ่านมุมมองของผู้ชาย
"นี่เลิกกันเหรอ"
"ทำไมฟังดูเศร้าจัง"
"เลิกกัน? โอกาสของฉันมาถึงแล้ว!"
ชาวเน็ตบางคนดีใจเก้อ
"ไปไกลๆ เลย เลิกกันก็ไม่ถึงคิวแกหรอก"
เพลง "ถ้าหากในตอนนั้น" นี้ สวี่นั่วใช้เวอร์ชันปี 2020 ที่สวีซงร้องคู่กับจูถิงถิง
ยังคงกลิ่นอายของเวอร์ชันดั้งเดิม แต่เพิ่มองค์ประกอบของงิ้วหวงเหมยเข้าไป เรียกได้ว่าเป็นความลงตัวระดับเทพ
ในสวนป่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือ หลินหวั่นชิงร้องเปิดไปสองประโยคแล้วก็เงียบไป ได้แต่จ้องมองสวี่นั่ว
"เธอกับฉันเคยมีความชอบเหมือนกัน
ข้างหูใครกันที่มีบทกลอนวนเวียนอยู่เสมอ
พวกเราสองคุยกันด้วยภาษาโบราณมันตลกจริงๆ
ยังหัวเราะเยาะโจโฉที่ลุ่มหลงเสียวเกี้ยว"
ชัดเจนแล้ว นี่มันเพลงอกหักรักคุด ผู้ชมที่แอบหวังว่าจะมีการหักมุมตอนจบต่างพากันถอนหายใจยาว
"เฮ้อ ฉันรู้อยู่แล้วว่าหมอนี่ไม่ใช่คนดี ความรักหวานๆ เก็บไว้ฟินคนเดียว ส่วนเพลงเรียกน้ำตาเอามาให้พวกเราฟัง"
"หมาจริงๆ"
"แต่เนื้อเพลงก็พูดถูกนะ คนเราคบกันก็เพราะมีความชอบเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"
"ไม่นะ ฉันคบใครฉันชอบที่นมใหญ่"
"วีรบุรุษมักเห็นพ้องต้องกัน"
สวี่นั่วมองไปทางหลินหวั่นชิง หลินหวั่นชิงส่ายหน้าเบาๆ
การโต้ตอบเล็กๆ น้อยๆ นี้ ช่างพอเหมาะพอเจาะ น่าสงสารจับใจ
ตอนนี้เองถึงมีคนตระหนักได้ว่า หลินหวั่นชิงยังไม่ได้ร้องเลยนี่นา
ไหนบอกว่าเพลงคู่? ทำไมมีแค่สองประโยค?
คนส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับหลินหวั่นชิง รอให้เธออ้าปาก
แต่ทว่าหลินหวั่นชิงไม่มีทีท่าว่าจะหยิบไมค์เลย เพียงแค่ยืนมองสวี่นั่วนิ่งๆ
"ฟ้าหม่นแล้ว ฝนร่วงหล่น
สายตาเริ่มพร่ามัว
เวลานี้ถึงรู้สึกได้ว่าเธอสำคัญเพียงใด
รักจากไป ใจจากไป
เธอบอกว่าเธอจะไปแล้ว
ฉันจะร้องเพลงพื้นบ้านบทสุดท้ายให้เธอฟัง"
เสียงของสวี่นั่วแฝงความจนใจ ความโดดเดี่ยว เขาหันไปมองหลินหวั่นชิง แล้วค่อยๆ ยกมือซ้ายขึ้น
ผู้ชมตื่นตัว มาแล้ว ในที่สุดก็มาแล้ว
เพลงนี้ร้องไปสองนาทีแล้ว หลินหวั่นชิงมีบทแค่สองประโยคแรก นี่ไม่ใช่วิสัยของนั่วเหยียน
ต่อให้จะป่วนแค่ไหน บทบาทของทั้งสองฝ่ายก็ควรจะพอๆ กัน
อย่างวงเฟิ่งหวง พี่โอเยดูเหมือนร้องน้อย แต่ท่อนแรปแกก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ แค่ภาพจำคนคิดว่าแกบทน้อยเฉยๆ
สำหรับหลินหวั่นชิง การมีบทแค่สองประโยค เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
และแล้ว หลินหวั่นชิงก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเบาๆ เปิดปากร้องออกมาทำเอาคนฟังหนังศีรษะชาหนึบ
ถึงขั้นน้ำตาคลอเบ้ากันเลยทีเดียว
เสียงงิ้วอีกแล้ว
ยังคงเป็นเสียงงิ้ว
ในขณะที่หลินหวั่นชิงยกมือขึ้น เสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นก็ดังประสานเข้ามาพร้อมกัน ซอหัวม้า กลองชุด กีตาร์ คีย์บอร์ด
ข้างๆ ยังมีหานรั่วถงร่ายรำอย่างชดช้อย
ผู้ชมทำตาไม่ถูก ไม่รู้จะดูตรงไหนดี
ดูเหมือนทุกคนจะเป็นตัวเอก ทุกคนก็น่าดูไปหมด
แต่ทว่า ตัวเอกในขณะนี้ มีเพียงคนเดียว
หลินหวั่นชิงกลายเป็นจุดรวมสายตาเพียงหนึ่งเดียว
"ฝนสีแดงสาดซัด ความทรงจำผุดพรายจะซ่อนอย่างไร
ดวงตางามดั่งสายน้ำของเธอไหลเวียนในใจฉัน
ฉากสุดท้ายที่ท่าข้ามเรือ วางจุดจบลงไว้
หากเธอกับฉันเป็นเพียงแค่แรกพบ ไยต้องโศกเศร้ากับการจากลา"
"ฝนสีแดงสาดซัด" ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก
แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในสวนป่ากูซูตอนนี้กลับเข้าใจได้ทันที ทุกคนพากันปรบมือ
"เดือนสี่โลกมนุษย์บุปผาร่วงโรย วัดป่าบนภูเขาดอกท้อเพิ่งแย้มบาน"
ต้นเดือนเมษายน เป็นฤดูกาลที่ดอกท้อบานสะพรั่ง
ในสวนป่ามีต้นท้อให้เห็นทั่วไป ลมพัดแผ่วเบา กลีบดอกท้อสีสดร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับสายฝน
ดอกท้อ ถูกใช้เปรียบเปรยถึงหญิงงามมาโดยตลอด
ใต้ต้นท้อ ก็เป็นฉากยอดฮิตในนิยายรัก
ในเพลง "ถ้าหากในตอนนั้น" นี้ หลินหวั่นชิงร้องถึงฉากที่พบกันใต้ต้นท้อในวันวาน แต่กลับต้องมาแยกจากกันที่ท่าข้ามเรือ
จุดเริ่มต้นช่างงดงามเกินบรรยาย แต่ยามจากลากลับเต็มไปด้วยความเสียใจ
นี่แหละคือ "หากชีวิตเป็นเพียงแค่แรกพบ" (เหรินเซิงรั่วจื่อหรูชูเจี้ยน)
บทกวีของน้าหลานซิ่งเต๋อบทนี้ เขียนความรู้สึก "มูฟออนไม่ได้" ของผู้คนนับไม่ถ้วนออกมา
ชีวิตใครบ้างที่ไม่มีเรื่องน่าเสียดาย?
ต่อให้เป็นฮ่องเต้ขุนนางหรือชาวบ้านร้านตลาด ทุกคนล้วนมีความเสียดาย
ความเสียดายนี้ จิ๋นซีฮ่องเต้ก็มี ถังไท่จงก็มี ต่อให้เป็นคนที่มีอำนาจที่สุดในโลก ก็หลีกหนีความเสียดายไม่พ้น ไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น
เสียงงิ้วไม่กี่ประโยคของหลินหวั่นชิง ทำเอาหลายคนนิ่งเงียบไป
คนที่ฟังรู้เรื่องนั่นแหละถึงจะเจ็บปวดที่สุด
หยวนฮ่าวเซวียนยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าดูแคลน
มนุษย์หนอ มักถูกความรักความใคร่ผูกมัด
ท่อน B ของเพลง เนื้อร้องส่วนใหญ่ซ้ำเดิม
ความสนใจของผู้ชม ย้ายไปอยู่ที่หลินหวั่นชิง
ต่อให้ตอนนี้สวี่นั่วจะเป็นคนร้อง
ต่อให้คีย์บอร์ดของหยวนฮ่าวเซวียนจะเคาะจนควันขึ้น
ต่อให้ซอหัวม้าของจ้าวเหล่ยจะสีจนไฟลุก
ต่อให้ปิงปิงจะหวดกลองชุดจนไม้หัก
แม้แต่การเต้นอันอ่อนช้อยของหานรั่วถงก็ไม่อาจแย่งสายตาผู้ชมไปได้
ทุกคนจดจ่อรอคอยให้หลินหวั่นชิงอ้าปาก
"ฝนสีแดงสาดซัด ความทรงจำผุดพรายจะซ่อนอย่างไร
ดวงตางามดั่งสายน้ำของเธอไหลเวียนในใจฉัน
ฉากสุดท้ายที่ท่าข้ามเรือ วางจุดจบลงไว้
หากเธอกับฉันเป็นเพียงแค่แรกพบ ไยต้องโศกเศร้ากับการจากลา"
ในที่สุดก็รอจนถึงท่อนงิ้วนี้ เสียงปรบมือดังสนั่น
หลินหวั่นชิงร้องท่อนหลัก สวี่นั่วร้องประสาน
สไตล์การร้องแบบป๊อปและแบบงิ้ว ผสมผสานกันอย่างลงตัว
หนึ่งร้องหนึ่งรับ บทเพลง "ถ้าหากในตอนนั้น" ก็ดำเนินมาถึงตอนจบ
ทุกคนลุกขึ้นยืน โค้งคำนับผู้ชม
"เยี่ยม!"
"สุดยอดไปเลย!"
"นี่คือเสน่ห์ของงิ้วสินะ?"
ผู้ชมในงานไม่หวงคำชมและเสียงปรบมือเลยแม้แต่น้อย
หลายคนยังคงจมดิ่งอยู่ในบทเพลง
"เอาอีกเพลง!"
"ใช่ๆ พวกเราไม่รีบกลับบ้าน!"
มีคนเริ่มตะโกนเรียกร้อง
แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เพลงก็คงร้องต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้
หลังจากผู้กำกับอธิบายเหตุผล นักท่องเที่ยวคนหนึ่งก็ถามขึ้น "ผู้กำกับ สถานีต่อไปพวกคุณจะไปไหน? ผมจะตามไปด้วย!"
"ใช่ๆ ไหนๆ ก็ออกมาเที่ยวแล้ว พวกคุณเที่ยวเก่ง ตามพวกคุณไปน่าจะสนุก"
ผู้กำกับปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เขาคงพาคือนักท่องเที่ยวทัวร์ทั่วประเทศไม่ได้จริงๆ
"ขอบคุณที่สนับสนุนครับ แต่ประเทศเรากว้างใหญ่ สถานที่สวยๆ งามๆ ยังมีอีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องตามพวกเราหรอกครับ"
กว่าจะกล่อมให้ผู้ชมล้มเลิกความคิดได้
ตอนนั้นเอง ผู้อำนวยการสวนป่า (สวนจ่าง) ก็เดินออกมา เขาถูมือไปมา มองสวี่นั่วเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด
[จบแล้ว]