- หน้าแรก
- ผมแค่ขึ้นไปร้องเพลงแก้ขัด ทำไมยัยซุปตาร์ถึงจ้องจะจับผมทำสามี
- บทที่ 440 - พี่โอเย้มีประโยชน์อะไร ผมขึ้นไปแทนก็ได้
บทที่ 440 - พี่โอเย้มีประโยชน์อะไร ผมขึ้นไปแทนก็ได้
บทที่ 440 - พี่โอเย้มีประโยชน์อะไร ผมขึ้นไปแทนก็ได้
บทที่ 440 - พี่โอเย้มีประโยชน์อะไร ผมขึ้นไปแทนก็ได้
ภาพตัดมาที่ใบหน้าของสวี่นั่ว
ผู้ชมคิดว่าจะได้เห็นคนกำลังกลั้นขำจนหน้าแดง แต่กลับพบว่าสีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจัง เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาเยี่ยงผู้พลีชีพเพื่อศิลปะ
คราวนี้ทำเอาทุกคนงงเป็นไก่ตาแตก
ดนตรีมันยิ่งใหญ่เร้าใจ ฟังแล้วเลือดพล่านจริงๆ แต่เสียง "โย่ โย่" สองทีของพี่โอเย้นั่น ไม่ทำให้พวกเขาหลุดบทบาทกันจริงๆ เหรอ?
กล้องกวาดไปรอบๆ เห็นวงซิมโฟนีตีหน้าเคร่งขรึม กับนั่วเหยียนผู้เปี่ยมปัญญาและดูศักดิ์สิทธิ์ ผู้ชมเริ่มสงสัยในชีวิต
แม้จะเคยฟัง 'โบยบินอย่างอิสระ' เวอร์ชันปกติมาแล้ว แต่พอได้ยิน "โย่ โย่" ก็ยังอดขำไม่ได้อยู่ดี แล้วคนบนเวทีพวกนี้ทำหน้าจริงจังขนาดนั้นได้ยังไง?
โลกใบนี้ มันบ้าไปแล้วจริงๆ
"ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับว่า
กลิ่นหอมตลบอบอวลตลอดทางและระลอกคลื่นที่พลิ้วไหว
ความคิดที่เปลี่ยนผัน และต้นสายปลายเหตุเหล่านั้น
กลิ่นหอมตลอดเส้นทางทำให้ฉันครุ่นคิดไม่หยุด"
พี่โอเย้ร้องแรป โดยมีวงซิมโฟนีวงใหญ่อยู่ข้างหลัง
ภาพนี้จะบอกว่าขัดตาก็ไม่ใช่ จะบอกว่าบ้าคลั่งก็ไม่เชิง
"เชี่ย ไม่แก้เนื้อร้องสักคำเลยเหรอ!"
"นั่วเหยียน คุณโดนพวกเขาจับจุดอ่อนอะไรได้หรือเปล่าเนี่ย?"
"แย่แล้ว วงดุริยางค์ซิมโฟนีแห่งนครเซี่ยงไฮ้โดนจับเป็นตัวประกันแล้ว"
"ฉันอยากรู้มาก พวกเขาไปกล่อมยังไงให้วงซิมโฟนีกับนั่วเหยียนยอมลดตัวลงมาเล่นด้วย?"
"นี่มันสิทธิพิเศษระดับลูกรักชัดๆ!"
'โบยบินอย่างอิสระ' เวอร์ชันต้นฉบับ พอมาเจอกับดนตรีบรรเลงแบบซิมโฟนี ทำเอาทุกคนสับสนไปหมด
อารมณ์สวิงไปมาระหว่าง "รู้สึกเชยๆ" กับ "เชี่ย โคตรเดือด"
"เดี๋ยวนะ พี่โอเย้ทำไมยังร้องอยู่?"
"ความพยายามไม่เคยทรยศใครจริงๆ สุดยอดมาก"
เหรินเจี๋ยถือไมค์แล้วเริ่มอีกรอบ
"โย่! โย่!"
คณะกรรมการแทบตกเก้าอี้
ผู้ชมฮือฮา
"โย่ โย่" รอบเดียวยังพอทน นี่เล่นสองรอบเลยเหรอ?
คนที่เคยฟังเพลงมาแล้วก็เฉยๆ แต่คนที่ไม่เคยฟังนี่สิตกใจแทบแย่
"ฉีหลิงรีบร้องเถอะ ฉันกลัวเดี๋ยวเขาจะโดนคนในวงดนตรีลุกขึ้นมาซ้อมเอา"
"ไม่รู้พวกเขาคิดยังไง แต่หมัดของฉันเริ่มกำแน่นแล้ว"
ท่ามกลางความคาดหวังของมหาชน ในที่สุดฉีหลิงก็ยกไมค์ขึ้น "ใครกันที่กำลังร้องเพลง?"
"อ่า ฉีหลิงร้องสักที โล่งอกไปที"
"ฉันก็เหมือนกัน อึดอัดแทบตาย"
"พี่โอเย้คุณจะทำอะไร!!!"
เหรินเจี๋ยถือไมค์สวนขึ้นมาประโยคหนึ่ง "for you"
ฉีหลิงร้องต่อด้วยเสียงกังวานทรงพลัง "มอบความอบอุ่นให้แก่ความเดียวดาย!"
จู่ๆ ก็มีเสียง "อะฮ้า!" ดังลอดออกมาจากซอกหลืบ
ผู้ชม: "นี่คุณเป็นคนพากย์เสียงเหรอ?"
"เครื่องเคาะจังหวะมนุษย์ชัดๆ"
"สุดยอด ทำไมอยู่ท่ามกลางเสียงร้องของฉีหลิงกับวงดนตรี เสียงพี่โอเย้ยังแทรกออกมาได้อีกล่ะเนี่ย!"
"ช่วยด้วย ฉันจะเป็นบ้าแล้ว"
ภาพตัดไปที่กรรมการ แต่ละคนอ้าปากค้าง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
สวี่นั่วที่หันหลังให้ทุกคนบนเวทียังคงมีสีหน้าเปี่ยมศรัทธา ราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
หารู้ไม่ว่าเขาแทบจะกลั้นขำจนช้ำในตายอยู่แล้ว
"เมฆขาวลอยล่อง ท้องฟ้ายังครามสดใส น้ำตาที่รินไหล"
พี่โอเย้: "Don't cry"
"ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้น ใช้ชีวิตเพียงลำพัง
มองเห็นสรวงสวรรค์ที่ห่างไกล และดอกไม้ไฟที่เจิดจรัส"
พี่โอเย้: "Hurry hurry time"
ผู้ชมยอมใจเลยจริงๆ จะว่าอายแทนก็อายจนนิ้วจิกพื้น แต่พอฟังไปฟังมาก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์แปลกๆ ไหนๆ ก็ต้องอายอยู่แล้ว สู้สนุกไปกับมันดีกว่าไหม?
"โย่ โย่!"
พอพี่โอเย้เริ่ม "โย่ โย่" อีกรอบ ผู้ชมบางคนก็เริ่มทำตัวลับๆ ล่อๆ ร้องตามเบาๆ
พอลองร้องดู ก็พบว่าเฮ้ย คนร้องตามเพียบเลยนี่หว่า!
เอ้า งั้นก็ร้องด้วยกันเลยสิ ปล่อยให้พี่โอเย้ร้องคนเดียวเดี๋ยวแกเขิน แย่งแกร้องให้แกเขินแทนดีกว่า
"baby go come on!"
ผู้ชมแย่งเนื้อร้องไปอย่างหน้าตาเฉย
คราวนี้ถึงตาเหรินเจี๋ยสงสัยในชีวิตบ้างแล้ว เนื้อเพลงน่าอายขนาดนี้พวกคุณยังจะแย่งอีกเหรอ?
ดูท่าทุกคนจะหิวแสงกันน่าดู
ตามหลักแล้วท่อนต่อไปควรจะเปลี่ยนเนื้อร้อง แต่ 'โบยบินอย่างอิสระ' ไม่เหมือนใคร เอ้า ไม่เปลี่ยนเว้ย จะเล่นแบบนี้แหละ
แม้จะใส่ชุดเป็นทางการ แต่ยืนอยู่บนเวที ทั้งคู่ก็ยังหลุดขำออกมา
ฉีหลิง: "ใครกันที่กำลังฟังเพลง?"
"It's me"
"ลืมเลือนความเดียวดาย"
"I love..."
ทั้งสองคนรับส่งกันไปมาบนเวที ทำเอาผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังดูการแสดงตลกคู่หู (เซี่ยงเซิง)
ถ้าจะเล่นตลกก็ว่าไปอย่าง ทุกคนรับได้
ประเด็นคือทั้งคู่แต่งตัวโคตรจะเป็นทางการ มีที่ไหนใส่สูทผูกไทมาเล่นตลกกัน?
แถมวงซิมโฟนีก็ไม่ได้ว่างงาน ดนตรีอลังการงานสร้าง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดเมฆ
ความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงผสมปนเปกันไปหมด ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
ในที่สุด เพลงก็เข้าสู่ท่อนฮุก การบรรเลงของวงซิมโฟนีก็ยิ่งเร้าใจขึ้น
ฉีหลิงโชว์พลังเสียงอันทรงพลัง
"โบยบินอย่างอิสระภายในใจเธอ
แสงดาวที่สุกสกาวล่องลอยไปชั่วนิรันดร์
ทิศทางตลอดเส้นทางส่องสว่างกลางใจฉัน
พรมแดนที่ห่างไกลตามฉันไปยังที่ไกลโพ้น!"
เดิมทีควรจะเป็นท่อนประสานเสียง แต่เหรินเจี๋ยกลับไม่ร้อง เขาเริ่ม... โบกมือจราจร
เหรินเจี๋ยแปลงร่างเป็นทีมสร้างบรรยากาศ คอยกำกับจังหวะการร้องของผู้ชม
ผู้ชมขำก๊าก "เวทีเดียว มีวาทยกรสองคนเลยเหรอ?"
"คนนึงคุมวงดนตรี อีกคนคุมคนดู"
"วงดนตรีคู่แท้ๆ แต่มีคนร้องแค่คนเดียว?"
"ฉันรู้แล้วว่าพี่โอเย้ไปเรียนวิชาโบกมือมาจากไหน ที่แท้ก็เรียนมาจากนั่วเหยียนนี่เอง"
"วาทยกรสองทาง ฉันเหมือนเคยเห็นในการแข่งขันบาสเกตบอลนะ"
การ "กำกับ" อันยอดเยี่ยมของเหรินเจี๋ย ทำให้บรรยากาศในฮอลล์เดือดพล่าน
กรรมการกลั้นขำไม่ไหว เอามือกุมหน้าผากส่ายหัวยิ้มๆ
"เหรินเจี๋ย คงจะเดินสายปั่นกระแสไปจนสุดทางแล้วล่ะ"
"จะว่าไปจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังดูไม่ออกว่าตำแหน่งของเขาคืออะไรกันแน่"
"จริง วงเฟิ่งหวงเหมือนจะมีแค่ฉีหลิงคนเดียวก็พอแล้วนะ"
"ดูจากตอนนี้ ความสามารถของพี่โอเย้มันหาคนแทนได้ง่ายมาก ไม่ต้องพูดอื่นไกล ในห้องส่งนี้สุ่มใครขึ้นไปสักคนก็ทำได้เหมือนกันเปี๊ยบ"
กรรมการวิจารณ์กันอย่างตรงไปตรงมา
นับตั้งแต่ทั้งคู่ดังเป็นพลุแตกเมื่อปีก่อน คำวิจารณ์เกี่ยวกับเหรินเจี๋ยก็มีไม่น้อย
ความเห็นส่วนใหญ่คือ "พี่โอเย้ไม่มีตัวตนเลย" "โชคดีที่มีเมียเก่ง" "ธรรมดามาก ไม่มีเอกลักษณ์" "ผมขึ้นไปแทนก็ได้"
นี่เป็นคำวิจารณ์ที่เจิงอี้แห่งวง Phoenix Legend (วงต้นแบบในโลกจริง) เคยโดนมาเหมือนกัน ปั่นกระแสได้ อู้งานได้ แต่จะกากจริงๆ ไม่ได้
ตอนนี้เหรินเจี๋ยในสายตาของทุกคน คือคนที่ทั้งอู้งานและทั้งกาก
"ไม่เข้าใจว่านั่วเหยียนคิดอะไรอยู่ ถ้าเปลี่ยนพี่โอเย้เป็นคนอื่น วงเฟิ่งหวงไม่บินสูงกว่านี้เหรอ?"
กรรมการกำลังตั้งข้อสงสัย แต่กลับนึกไม่ถึงว่า ภายใต้เสียงร้องอันทรงพลังของฉีหลิง และภายใต้การบรรเลงของวงซิมโฟนี เสียงของเหรินเจี๋ยที่ดูเหมือนจะเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนทุกคำ คนธรรมดาที่ไหนจะทำได้?
เสียงเพลงยังคงดำเนินต่อไป
"เมฆขาวลอยล่อง ท้องฟ้ายังครามสดใส น้ำตาที่รินไหล"
ท่ามกลางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ เหรินเจี๋ยทำหน้าเหมือนท่านประธานมาดเข้ม ส่ายนิ้วชี้ไปมา "Don't go"
ผู้ชมโดนดาเมจเต็มๆ
โอเค คุณชนะ ผมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
ฉีหลิงร้องต่อ "ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้น ใช้ชีวิตเพียงลำพัง
มองเห็นสรวงสวรรค์ที่ห่างไกล และดอกไม้ไฟที่เจิดจรัส"
เหรินเจี๋ยมาดประธานยกมือทำท่า "OK" แล้วรัว "โย่" ห้าครั้งติด
ผู้ชมขำกลิ้ง แต่เสียงร้องตามกลับดังขึ้นกว่าเดิม
ภายใต้การนำของเหรินเจี๋ย ผู้ชมร้องท่อนฮุกตามไปด้วย "โบยบินอย่างอิสระภายในใจเธอ~"
ถ้าบอกว่าเวอร์ชันเดิมฟังแล้ว 'มัน' เวอร์ชันซิมโฟนีก็ไม่ใช่แค่ 'มัน' แต่มัน 'เดือด' ฟังแล้วเลือดลมสูบฉีด
ถ้าไม่มีท่อนร้องของพี่โอเย้ก็คงดี
หลายคนมีความคิดแบบนี้
เสียงร้องของฉีหลิงเข้ากับวงซิมโฟนีได้อย่างลงตัวเป๊ะ แต่พี่โอเย้ดูแปลกแยกชอบกล
ตอนนั้นเอง พี่โอเย้ก็ยกไมค์ขึ้นมาแรปอีกรอบ
"คือความรู้สึกของการเดินทางไกลของฉัน
ไม่ควรปล่อยให้ฉันเจ็บปวดแบบนี้ต่อไป
อย่าบดบัง ฉันจะยืนหยัดเดินหน้าต่อ
สายลมแห่งโลกดึกดำบรรพ์ติดตามรอยเท้าเราไป
ฝีเท้าหนักอึ้ง หนักอึ้งจนสูญเสียตัวตน..."
ท่อนแรปที่ฟังดูมหัศจรรย์ ทันใดนั้นมีคนรู้สึกถึงความผิดปกติ
วงซิมโฟนียังบรรเลงอยู่นะ วงดนตรีร้อยกว่าชีวิต เสียงดังกระหึ่มจนกลบเสียงส่วนใหญ่ไปหมด
แล้วพี่โอเย้ที่แรปเสียงต่ำๆ เสียงของเขามันทะลุออกมาได้ยังไง?
"ทำไมพี่โอเย้ร้องเยอะจัง?"
"ฉันเข้าใจแล้ว กฎของพี่โอเย้ ร้องเยอะหนึ่งงาน ร้องน้อยหนึ่งงาน เพื่อรักษาสมดุล"
กรรมการบางคนเริ่มมองเหรินเจี๋ยใหม่อีกครั้ง ให้พวกเขามาร้องในสถานการณ์แบบนี้ โดยไม่ใช้เสียงสูงตะเบ็งแข่งกับวงซิมโฟนี แต่ยังทำให้เสียงตัวเองชัดเจนได้ มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้
แรปจบ เหรินเจี๋ยยังไม่หยุด เขาทำท่าควบม้าสะบัดแส้ "ย่ะ ย่ะ ย่ะ!"
ตบท้ายด้วยท่าดึงบังเหียนหยุดม้า พร้อมเสียง "ฮู่ว" ทำเอาผู้ชมขำก๊าก
ช่วงดนตรีบรรเลง เหรินเจี๋ยยืนบัญชาการให้ผู้ชมโบกแท่งไฟ ส่วนฉีหลิงขำจนตัวงอ
พอไม่มีเสียงร้อง ผู้ชมถึงมีสมาธิจดจ่อกับการบรรเลงของวงซิมโฟนี
พลังที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า สมกับชื่อเพลง 'โบยบินอย่างอิสระ' จริงๆ
ต่างจาก 'บทเพลงพิชิตค่ายกลวังกว่างหาน' ที่หึกเหิมดุดัน 'โบยบินอย่างอิสระ' ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจในชัยชนะ
แต่ดื่มด่ำอยู่บนฟ้าได้ไม่นาน ประโยค "Yo yo baby go come on" ก็กระชากพวกเขากลับลงมาสู่พื้นดินอย่างโหดร้าย
ผู้ชมหลายคนส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด
แรงกระแทกทางโสตประสาทที่ 'โบยบินอย่างอิสระ' มอบให้ ทำให้พวกเขาตื่นตะลึง แต่ก็รู้สึกว่าโดนพี่โอเย้ทำให้ค้างคาใจ แปลกๆ ชอบกล
เนื้อร้องของฉีหลิงยังพอว่า แต่พอพี่โอเย้อ้าปาก สิ่งที่ได้ยินกับภาพที่เห็นมันคนละเรื่องกันเลย ขัดแย้งกันสุดขั้ว
โชคดีที่ฉีหลิงเริ่มร้องอีกครั้ง
"โบยบินอย่างอิสระภายในใจเธอ
แสงดาวที่สุกสกาวล่องลอยไปชั่วนิรันดร์
ทิศทางตลอดเส้นทางส่องสว่างกลางใจฉัน
พรมแดนที่ห่างไกลตามฉันไป...ยังที่ไกลโพ้น"
ฉีหลิงย่อตัวลงเล็กน้อย ส่งสัญญาณว่า —— แม่จะพ่นไฟแล้วนะ
คำว่า "ยังที่ไกลโพ้น" เธอใช้เสียงสูงปรี๊ด ทะลุทะลวงเสียงดนตรีซิมโฟนีขึ้นมาอย่างโดดเด่น ไม่โดนกลบแม้แต่น้อย
ผู้ชมอึ้งกิมกี่ ไม่ใช่เพราะฉีหลิง แต่เพราะพี่โอเย้
แม้จะร้องมาตั้งหลายเพลง แต่ภาพจำของเหรินเจี๋ยก็ยังเป็น "จอมอู้งาน" "ทีมสร้างบรรยากาศ" "พี่โอเย้" แปะป้ายไว้อย่างแน่นหนา
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว เพราะเสียงสูงของพี่โอเย้ ดันดังกลบเสียงฉีหลิงไปอีก!
[จบแล้ว]