- หน้าแรก
- ผมแค่ขึ้นไปร้องเพลงแก้ขัด ทำไมยัยซุปตาร์ถึงจ้องจะจับผมทำสามี
- บทที่ 5 - คำขอของสาวงามใครจะกล้าปฏิเสธ
บทที่ 5 - คำขอของสาวงามใครจะกล้าปฏิเสธ
บทที่ 5 - คำขอของสาวงามใครจะกล้าปฏิเสธ
บทที่ 5 - คำขอของสาวงามใครจะกล้าปฏิเสธ
สวี่นั่วรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ก็ผมมันแฟนคลับตัวปลอมนี่หว่า จะไปรู้ได้ไงว่าคุณร้องเพลงอะไรบ้าง
โชคดีที่มีคนมาช่วยกู้สถานการณ์ไว้
“ท่านคณบดีครับ เราติดเทรนด์เวยปั๋วแล้วครับ!” ทีมงานร้องอย่างตื่นเต้น
ในยี่สิบอันดับแรกของเทรนด์เวยปั๋ว มีหัวข้อเกี่ยวกับงานจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยสื่อสารมวลชนเซี่ยงไฮ้อยู่ถึงสี่อันดับ
#ซุปตาร์หลินหวั่นชิงร้องเพลงในงานจบการศึกษามหาวิทยาลัยสื่อสารมวลชน
#เพลงสายลมที่พัดผ่านทำคนร้องไห้ทั้งงาน
#พิธีกรกู้สถานการณ์ระดับเทพ
#ไลฟ์สดงานจบการศึกษามหาวิทยาลัยสื่อสารมวลชน
ทุกคนต่างหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเวยปั๋ว
สวี่นั่วกดเข้าไปดูหัวข้อหนึ่ง
ในคลิปวิดีโอ เขาใส่สูท ถือกีตาร์ร้องเพลงสายลมที่พัดผ่าน
“พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ทุกคำร้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัยรุ่น นี่มันเทพบุตรชัดๆ!”
“แม่งเอ๊ย ตอนเลิกกับแฟนฉันยังไม่ร้องไห้เลย มาดูงานจบการศึกษาดันร้องไห้ซะงั้น!”
“ฟังเพลงนี้แล้ว เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปฤดูร้อนปีนั้น กลับไปหาแก๊งเพื่อนที่รู้ใจที่สุด”
“หนึ่งเสียงขอร้อง สวี่นั่วเดบิวต์เถอะ!”
“+10000”
“เพลงนี้จะปล่อยให้ฟังเมื่อไหร่เนี่ย? ตอนนี้ต้องมาเปิดคลิปฟัง ลำบากชะมัด”
สวี่นั่วยิ้ม เก็บมือถือลงกระเป๋า ดูท่าจะร้องได้ไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่ทำงานพัง
จางเฟิงขยับเข้ามาใกล้ “เสี่ยวสวี่ เพลงนี้ของเธอดีจริงๆ นะ เผลอๆ มีโอกาสได้เดบิวต์เลยนะเนี่ย”
“เสี่ยวหลิน เธอคิดว่าเพลงของเขาเป็นไง”
“เนื้อเพลงดีมาก ทำนองก็ยอดเยี่ยมค่ะ”
“แล้วเสี่ยวสวี่ร้องเป็นไง”
“...อืม อารมณ์มาเต็มมากค่ะ...” หลินหวั่นชิงชะงักไปนิดหนึ่ง
คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นเสือสิงห์กระทิงแรด ฟังออกกันทั้งนั้นว่าหลินหวั่นชิงละเว้นประโยคหลังไว้ว่าอะไร
สวี่นั่วหน้ามืดลงทันตา แม้จะรู้ตัวเองดีว่าร้องเพลงห่วย แต่โดนคนสวยวิจารณ์ว่า 'ไม่ไหว' แบบนี้ ในใจก็อดเจ็บจี๊ดไม่ได้เหมือนกัน
จางเฟิงหลุดขำพรืด “เสี่ยวหลิน เธอนี่ยังเป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ระวังจะเสียเปรียบเขานะ”
หลินหวั่นชิงนิ่งเงียบ เธอเองก็เจ็บตัวมาไม่น้อยเพราะนิสัยแบบนี้ แต่สันดานมันเป็นแบบนี้ไปแล้ว จะให้เปลี่ยนปุบปับก็คงยาก
งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงท้าย หลินหวั่นชิงขึ้นร้องเพลงอีกครั้ง ปลุกบรรยากาศในงานให้คึกคักขึ้น ยอดคนดูในไลฟ์ที่เริ่มตกลงก็ดีดกลับขึ้นมา แต่ก็ไม่เคยทะลุห้าแสนอีกเลย
หลินหวั่นชิงร้องเพลงปิดท้าย งานเลี้ยงจบการศึกษาก็เป็นอันจบลงอย่างเป็นทางการ
คลิปวิดีโอที่ถ่ายจากมุมต่างๆ ของผู้ชมถูกอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่างๆ
เพลง ‘สายลมที่พัดผ่าน’ แพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก
ส่วนใหญ่เป็นคำชม แต่แน่นอนว่าย่อมมีเสียงวิจารณ์แง่ลบปะปนมาบ้าง
“เพลงดีนะ แต่คนร้องเสียงธรรมดามาก เสียดายเพลงดีๆ หมด”
“ท่อนเสียงสูงเห็นชัดเลยว่าร้องไม่ถึง ถ้าให้นักร้องสายพลังมาโชว์ รับรองว่าไม่ใช่สภาพนี้แน่”
“เสียของชะมัด”
“ทำลายเพลงดีๆ ไปเลย”
หลังเวที สวี่นั่วกำลังช่วยเก็บของ
หลินหวั่นชิงเดินนวยนาดด้วยเรียวขายาวสวยมาหยุดข้างๆ สวี่นั่ว ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูด
“มีอะไรเหรอครับรุ่นพี่?” สวี่นั่วหันไปเห็นเธอยืนเหม่ออยู่ข้างๆ
“เพลงนี้ของเธอ ลิขสิทธิ์ยังอยู่ที่เธอใช่ไหม” หลินหวั่นชิงลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจถาม
เธอเดบิวต์ตอนอายุ 20 เข้าวงการมา 5 ปี ร้องเพลงมาไม่น้อย แต่ก็ยังวนเวียนอยู่แค่ระดับนักร้องแถวหน้า จะก้าวขึ้นไปเป็นซุปตาร์ระดับตำนานต้องอาศัยวาสนา
และเพลง ‘สายลมที่พัดผ่าน’ นี้แหละคือวาสนาของเธอ
หลินหวั่นชิงรู้สึกโชคดีที่ตอบรับคำเชิญของอาจารย์
ถ้าเพลงนี้สวี่นั่วเป็นคนแต่ง งั้นเขาก็น่าจะแต่งเพลงอื่นได้อีก
หมอนี่อาจจะดูเจ้าชู้ไปหน่อย แต่ก็ถือว่ามีพรสวรรค์
หลินหวั่นชิงปักใจเชื่อไปแล้วว่าสวี่นั่วต้องเป็นคนเจ้าชู้แน่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ยินคำพูดทะลึ่งๆ ของเขา หรือเพราะหน้าตาของเขากันแน่
“ลิขสิทธิ์ยังไม่ได้จดเลยครับ”
“ฉันสอนเธอเอง” หลินหวั่นชิงโพล่งออกมา ดูเหมือนจะรู้ตัวว่ารุกหนักเกินไป ใบหน้าจึงเริ่มซับสีเลือด
“ได้สิครับ”
ทั้งสองนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ หลินหวั่นชิงเปิดเครื่อง “โน้ตเพลงของเธอล่ะ?”
“เอ่อ... ไม่ได้พกมา เดี๋ยวผมเขียนตอนนี้เลย”
หลินหวั่นชิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ แล้วขยับหลีกทางให้เขาใช้เมาส์กับคีย์บอร์ด
สวี่นั่วเปิดโปรแกรม แล้วเริ่มเรียบเรียงดนตรีอย่างลื่นไหล สีหน้าจริงจังจดจ่อ
หลินหวั่นชิงนั่งอยู่ข้างๆ มองดูท่าทางตั้งใจทำงานของเขาแล้วก็เผลอเหม่อลอย
หมอนี่ก็ดูหล่อดีเหมือนกันนะ หลินหวั่นชิงตกใจกับความคิดตัวเอง รีบหันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
“รุ่นพี่? รุ่นพี่ครับ?”
สวี่นั่วเรียกสองสามที เห็นเธอนิ่งไปเลยยกมือโบกตรงหน้าด้วยความงุนงง
“ห๊ะ? ว่าไงนะ?” หลินหวั่นชิงได้สติ
“ผมเขียนเสร็จแล้วครับ” สวี่นั่วทำหน้าแปลกๆ แอบชำเลืองมองใบหูที่แดงระเรื่อของเธอ ก็ดูน่ารักดีแฮะ
“อ๋อ โอเค เดี๋ยวฉันช่วยจดทะเบียนให้” หลินหวั่นชิงแย่งเมาส์ไป แล้วรัวนิ้วพิมพ์ข้อมูลช่วยเขาจดทะเบียนลิขสิทธิ์
“จะใช้นามปากกาไหม”
สวี่นั่วลูบคางครุ่นคิด “ชื่อ ‘นั่วเหยียน (คำมั่นสัญญา)’ แล้วกัน”
มือของหลินหวั่นชิงชะงักกึก เม้มริมฝีปากแน่น หันมามองหน้าเขาอย่างลึกซึ้ง
“ทำไมถึงนึกถึงชื่อนี้ล่ะ”
“เพราะดีครับ” สวี่นั่วตอบส่งๆ
หยางฮ่าวหนานส่งสายตาตำหนิเพื่อนว่าไม่ได้เรื่องเอาซะเลย
หลินหวั่นชิงไม่พูดอะไรต่อ
เห็นเธอจัดการเสร็จเรียบร้อย สวี่นั่วก็ละสายตาจากการชื่นชมความงาม มองนานไปเดี๋ยวจะเสียมารยาท
“เสร็จแล้วเหรอครับ”
“อื้ม” หลินหวั่นชิงมองเขาอย่างแปลกใจ “เธอไม่ได้ดูฉันทำเหรอ”
“อะแฮ่ม ดูสิ ดูอยู่” สวี่นั่วแตะจมูกแก้เก้อ
“เพลงนี้เธอจะร้องเองหรือเปล่า” หลินหวั่นชิงลังเลก่อนจะเอ่ยถาม
“รุ่นพี่อยากได้เหรอครับ” สวี่นั่วยักคิ้ว
“อยากได้” หลินหวั่นชิงกระพริบตาปริบๆ
สวี่นั่วยิ้ม กำลังจะอ้าปากพูด ใครจะใจแข็งปฏิเสธสาวสวยที่บอกว่า ‘อยากได้’ ลงล่ะ
หยางฮ่าวหนานหมดคำจะพูด หันหลังเดินหนีไปเลย
ตอนนั้นเองก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“รุ่นพี่คะ ฉันเป็นแฟนคลับพี่ค่ะ ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมคะ”
หลินหวั่นชิงขมวดคิ้ว ใครช่างไม่มีตาดูตาม้าตาเรือ เธอปกำลังคุยเรื่องเพลงอยู่แท้ๆ หันไปก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่
“ใช่ๆ รุ่นพี่ครับ ช่วยเซ็นให้เธอหน่อยนะครับ”
สวี่นั่วเงยหน้าขึ้น หรี่ตามอง “หลี่อิงจวิ้น ไหนนายบอกปวดท้องไง?”
หลี่อิงจวิ้นชะงัก รีบเอามือกุมท้อง “ก็ปวดนิดหน่อย แต่พอกินยาแล้วก็ดีขึ้นน่ะ” พูดจบก็แกล้งไอค่อกแค่กสองสามที
“ไปซื้อยาที่ไหนมา”
“เอ่อ... ห้องพยาบาลมหาวิทยาลัยครับ”
จางเฟิงได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินเข้ามา ถามเสียงเข้ม “เธอคือหลี่อิงจวิ้น?”
หลี่อิงจวิ้นสายตาล่อกแล่ก แข็งใจทำท่านิ่ง เหลือบมองกระเป๋าใบใหม่ที่จางจิ่นสะพายอยู่ “สวัสดีครับท่านคณบดี คือท้องผมไม่ค่อยดี...”
“แล้วเธอกลับมาทำไม สวี่นั่วเขาขึ้นแสดงแทนไปแล้ว” จางเฟิงเสียงเครียด
“ผม...”
“พอได้แล้ว เธอไปซะ” จางเฟิงชี้ไปที่ประตู “ตอนนี้ พวกเธอสองคนออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”
ถ้าป่วยจริง จางเฟิงก็พอจะเข้าใจได้ แต่ดูสภาพตอนนี้สิ ในมือถือถุงแบรนด์เนม แล้วดูประเป๋าใบใหม่เอี่ยมของจางจิ่นนั่นอีก คนแก่เขี้ยวลากดินอย่างจางเฟิงมีหรือจะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่ไม่เห็นแก่เกียรติยศของส่วนรวมแบบนี้แม้แต่น้อย
ไล่ทั้งสองคนไปแล้ว จางเฟิงก็หันไปสั่งงาน “ตรวจสอบประวัติการรักษาที่ห้องพยาบาลเมื่อกี้ทีซิ”
“ครับท่าน”
หลินหวั่นชิงลังเลเล็กน้อย ก่อนกระซิบว่า “สวี่นั่ว เดี๋ยวออกไปหาที่คุยกันหน่อยไหม”
“ได้ครับ” สวี่นั่วตรึกตรองดูแล้ว ถ้าอยากเข้าวงการบันเทิง เกาะกระแสหลินหวั่นชิงไว้ก็ไม่เลว จึงพยักหน้าตอบรับ “แต่ผมต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
“งั้นฉันรอที่หน้ามหาวิทยาลัยนะ”
เมื่อนัดแนะเวลากันเรียบร้อย ทั้งคู่ก็แยกย้ายออกจากห้องควบคุม