- หน้าแรก
- กู้เซียวยอดนักสืบจากโรงพยาบาลจิตเวช จำลองอาชญากรรมแสนครั้ง ผมกลายเป็นยอดนักสืบ
- บทที่ 136 สอนศิษย์จนอาจารย์ต้องอดตาย
บทที่ 136 สอนศิษย์จนอาจารย์ต้องอดตาย
บทที่ 136 สอนศิษย์จนอาจารย์ต้องอดตาย
บทที่ 136 สอนศิษย์จนอาจารย์ต้องอดตาย
"เอ่อ..."
"ตอนนั้นเขาติดตั้งเครื่องดักฟังไว้ในกรมตำรวจ ผมกลัวว่าถ้าบอกพวกคุณไปแล้ว เขาจะไหวตัวทัน"
กู้เซียวลูบจมูกตัวเอง
"มีคนเคยสอนฉันไว้นะ ว่าต้องรู้จักอ่าน 'ภาษากาย' ของคนอื่น"
"อย่างเช่น เวลาคนโกหก ก็จะเผลอลูบจมูก สายตาจะเลื่อนไปทางขวาโดยไม่รู้ตัว"
อันชูเซี่ยเม้มปาก ก่อนจะยื่นมือไปบีบจมูกของกู้เซียว
"มีด้วยเหรอ?"
กู้เซียวหัวเราะแห้งๆ อย่างอับอาย
นี่มัน... สอนศิษย์จนอาจารย์ต้องอดตายของจริง
"แน่นอนสิ ฉันจะไม่เข้าใจนายได้ยังไง?"
"ด้วยความสามารถของนาย ถ้าได้รู้ว่ามีเครื่องดักฟัง การจะหามันให้เจอเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว การจะหลอกฆาตกรก็ง่ายเหมือนกัน"
"แต่นายกลับไม่พูดอะไรเลย แม้แต่เรื่องเครื่องดักฟังที่เจอในตอนนั้นก็ไม่ได้บอก"
"นายคิดจะไปหาเขาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?"
"คิดจะปล่อยเขาไป?"
อันชูเซี่ยใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของกู้เซียวให้หันมามองเธอ แล้วถามด้วยท่าทีจริงจัง
"ไม่ใช่นะ..."
กู้เซียวรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย
ความคิดนั้น เขายอมรับว่าเคยมีแวบเข้ามาในหัวจริงๆ
แม้ว่าสุดท้ายแล้วเหตุผลจะเอาชนะความคิดนั้นไปได้ แต่เมื่อเคยคิดขึ้นมาแล้ว พอถูกอันชูเซี่ยอ่านใจออก ก็รู้สึกร้อนตัวอยู่บ้าง
"นายต้องจำให้ขึ้นใจนะ ว่านายเป็นตำรวจ"
"ต่อให้ฆาตกรจะน่าเห็นใจ หรือมีเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ แต่ตราบใดที่ทำผิดกฎหมาย หน้าที่ของเราก็มีแค่จับกุมเขาเท่านั้น"
อันชูเซี่ยใช้นิ้วก้อยจิ้มหน้าผากของกู้เซียว
"เข้าใจแล้ว"
"คุณหนูของผม"
กู้เซียวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ก็จริงอย่างที่เธอว่า
เพราะความผูกพันกับการจำลองอาชญากรรม ทำให้เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรบางคน เขามักจะเผลอไผลไปบ้าง
ความคิดแบบนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เจอกับคดีลูกสาวแพทย์นิติเวชถูกหั่นศพแล้ว
บางครั้งเขาก็รู้สึกสับสนวุ่นวาย จนแยกไม่ออกว่าตัวเองเป็นราชันแห่งอาชญากรรมในโลกจำลอง หรือเป็นตำรวจในโลกแห่งความจริง
การมีอันชูเซี่ยที่เป็นเหมือนเข็มทิศศีลธรรมอยู่ข้างๆ ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เขาเดินหลงทางได้
บางทีในชีวิตคนเราอาจไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญเลยก็ได้
คู่ดูตัวที่ผิดคน...
ทุกอย่าง ล้วนเป็นพรหมลิขิต
"แล้วก็อีกเรื่อง!"
"ต่อไปห้ามนายไปสถานที่อันตรายแบบนั้นคนเดียว ห้ามไปพบกับฆาตกรที่อันตรายแบบนั้นตามลำพังเด็ดขาด!"
"ฉันไม่อยากเป็นม่ายขันหมากก่อนจะได้แต่งงานนะ"
อันชูเซี่ยมองท่าทียิ้มระรื่นของกู้เซียว แล้วพูดอย่างฉุนเฉียว
"โอเค โอเค"
"มีคนขึ้นรถมาแล้ว อย่าเพิ่งคุยเรื่องคดีเลย"
กู้เซียวหัวเราะเบาๆ
พลางใช้นิ้วเคาะเบาะที่นั่งเบาๆ
เด็กคนนี้นี่ ทำไมถึงลากไปเรื่องแต่งงานได้นะ?
ผมไปตกลงจะแต่งงานกับคุณตอนไหนกัน?
"ว่าไงนะ?!"
อันชูเซี่ยหน้าแดงก่ำทันที
เธอใช้นิ้วเคาะเบาะที่นั่งเช่นกัน
น่าโมโหนัก!
เจ้าหมอนี่กล้าดียังไงมาบอกว่ายังไม่ได้ตกลงจะแต่งงานกับฉัน?!
"หืม?"
กู้เซียวมองอันชูเซี่ยที่เคาะรหัสมอร์สอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นมา
"คุณไปเรียนรหัสมอร์สมาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
กู้เซียวเคาะถาม
ก่อนหน้านี้ อันชูเซี่ยยังไม่เชี่ยวชาญรหัสมอร์สขนาดนี้
แต่เมื่อครู่กลับอ่านความหมายของเขาออกในทันที
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
"คุณหนูอย่างฉันไม่มีทางยอมตามหลังนายตลอดไปหรอกนะ"
อันชูเซี่ยเคาะตอบอย่างทะนงตน
นับตั้งแต่ที่ได้เห็นความสามารถด้านรหัสมอร์สของกู้เซียวในครั้งก่อน เธอก็ทั้งนับถือและอิจฉา
ช่วงที่ผ่านมาจึงใช้ความพยายามไปไม่น้อย ในที่สุดก็ได้ทีอวดต่อหน้ากู้เซียวสักครั้ง
"ดีมาก ดีมาก"
"แต่ความระมัดระวังยังน้อยไปหน่อย ถ้าสังเกตเห็นขโมยที่เพิ่งขึ้นรถมาเมื่อกี้ได้จะดีมาก"
กู้เซียวเม้มปากแล้วเคาะนิ้ว
"????"
"ขโมย???"
อันชูเซี่ยตกใจเล็กน้อย
รีบเงยหน้ามองไปทางด้านหน้าของรถโดยสาร
เมื่อครู่มีคนขึ้นมาหลายคน ชายหนุ่มคนหนึ่งชิงที่นั่งได้ก่อนใคร แต่กำลังลุกขึ้นสละที่นั่งให้คนชราที่ขึ้นมาทีหลัง
คนอื่นๆ ต่างก็นั่งกันตามที่ของตัวเอง อันชูเซี่ยไม่เห็นมีอะไรน่าสงสัย
"นายหมายถึงชายหนุ่มคนนั้นเหรอ?"
อันชูเซี่ยถาม
"ไปกันเถอะ"
กู้เซียวเห็นชายหนุ่มคนนั้นกำลังจะลงจากรถ จึงไม่มีเวลาอธิบายมากนัก รีบพาอันชูเซี่ยลงจากรถไป
ทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นก้าวลงจากรถ ก็ถูกกู้เซียวคว้าตัวไว้
เขาล้วงเข้าไปในเสื้อผ้าของชายคนนั้นแวบหนึ่ง ในมือก็มีกระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งปรากฏขึ้น
"คุณป้าครับ กระเป๋าสตางค์ของคุณตกอยู่บนพื้น"
กู้เซียวโยนกระเป๋าสตางค์กลับเข้าไปทางหน้าต่างรถโดยสาร
"บ้าเอ๊ย แกกล้ามาขวางทางทำมาหากินของข้าเรอะ?"
ชายหนุ่มเห็นกระเป๋าสตางค์ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ถูกเอาคืนไป ก็จ้องกู้เซียวด้วยสายตาอาฆาตทันที
"ไป ไปคุยกันข้างๆ หน่อย!"
"วันนี้ข้าจะหักแขนแกสักข้าง!"
เขาโบกมือเรียกพรรคพวก ชายหนุ่มอีกสามสี่คนก็กรูกันเข้ามา
ลากตัวกู้เซียวไปยังป่าละเมาะข้างๆ
สองนาทีต่อมา
ชายหนุ่มทั้งห้าคนต่างมีใบหน้าบวมปูดฟกช้ำ กอดหัวนั่งยองๆ อยู่บนพื้น
"พี่ชาย พวกผมผิดไปแล้ว"
ชายหนุ่มคนนั้นเช็ดเลือดกำเดา พลางมองกู้เซียวตัวสั่นงันงก
"ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม?"
"เพิ่งเข้าวงการ?"
กู้เซียวเอ่ยถาม
"พี่ชายตาถึงจริงๆ ครับ พวกผมเพิ่งจะเข้าวงการ อยากจะลองวิชาหาข้าวกิน"
"ไม่คิดว่าจะมาเจอของแข็งอย่างพี่ชายเข้า พวกผมยอมแล้วครับ"
ชายหนุ่มรีบพูด
"รู้จักเฒ่าหกไหม?"
กู้เซียวถาม
"เฒ่าหก?"
"หมายถึงราชันโจรท่านหกแห่งเมืองเทียนไห่เหรอครับ?"
"เคยได้ยินชื่อครับ"
ชายหนุ่มหลายคนพยักหน้า
"ไปหาเฒ่าหก แล้วบอกว่ากู้เส่าให้พวกนายไป"
"ไปหาข้าวกินกับเขาซะ"
"ไปได้แล้ว"
กู้เซียวโบกมือไล่
"นี่มัน..."
ชายหนุ่มหลายคนมีท่าทีครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย แต่เมื่อได้ยินกู้เซียวบอกให้ไปได้แล้ว ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไป
"กู้เซียว ทำไมนายไม่สั่งสอนพวกเขาให้หลาบจำ?"
"แล้วยังจะให้พวกเขาไปหาเฒ่าหกอีก?"
"คิดจะให้พวกเขาไปพัฒนาฝีมือการขโมยเหรอ?"
"ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนะ"
อันชูเซี่ยถามกู้เซียว
"มั่วแล้ว"
"เฒ่าหกตอนนี้น่ะ เป็นนักธุรกิจที่ถูกกฎหมายดีๆ นี่เองนะ"
"ผมออกเงิน ลงทุนให้พวกของเฒ่าหกทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ มีทั้งบริษัทรับเปิดกุญแจ บริษัทโลจิสติกส์ แล้วก็บริษัทขนส่งพัสดุ"
"ขโมยบางคนก็มีฝีมืออยู่บ้าง"
กู้เซียวกล่าว
"ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?"
"มิน่าล่ะ ช่วงนี้ถึงได้มีแต่คนพูดว่าความสงบเรียบร้อยในเมืองเทียนไห่ของเราดีขึ้นเยอะเลย"
อันชูเซี่ยตกตะลึงเล็กน้อย
ไม่น่าเชื่อว่ากู้เซียวจะทำอะไรแบบนี้อยู่เบื้องหลังมากมาย
เมื่อครู่เธอไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ก็ตำหนิกู้เซียวไปเสียแล้ว ช่างไม่สมควรจริงๆ
ต้องยอมรับเลยว่า การจัดการของกู้เซียวแบบนี้ เป็นการใช้คนได้เหมาะสมกับงานจริงๆ
ให้ขโมยไปเปิดบริษัทรับเปิดกุญแจ
ฮ่าๆ!
"แต่ก็มีเรื่องร้องเรียนเยอะเหมือนกัน น่าปวดหัวมาก"
"ผมต้องโทรไปอธิบายกับสถานีตำรวจชุมชนทั้งวันเลย"
กู้เซียวพูดอย่างจนใจ
"ทำไมถึงมีเรื่องร้องเรียนล่ะ?"
อันชูเซี่ยถาม
"คนพวกนี้พอได้ทำงานสุจริตก็กระตือรือร้นกันน่าดู"
"ยกตัวอย่างเรื่องส่งพัสดุก็ได้ ถ้าที่บ้านไม่มีคนอยู่ ปกติแค่วางของไว้หน้าประตูก็พอแล้ว แต่พวกเขากลับบอกว่าต้องแสดงฝีมือ ส่งมอบให้ถึงในบ้านให้ได้"
"เอาของไปวางไว้บนโต๊ะกาแฟในบ้านให้ลูกค้า แถมยังช่วยลูกค้าทำความสะอาดเก็บขยะอีกต่างหาก"
"พอลูกค้ากลับบ้านมาก็ตกใจแทบตาย"
กู้เซียวพูดอย่างจนปัญญา
อันชูเซี่ยฟังจนถึงกับอึ้งไปเลย
ทั้งสองคนคุยกันไปพลาง เรียกแท็กซี่กลับไปที่กรมตำรวจ
แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลับพบว่าในห้องทำงานมีคนแปลกหน้าอยู่สองคน
[จบตอน]