เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย

บทที่ 10 ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย

บทที่ 10 ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย


บทที่ 10 ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมแล้วหวังเฟิงพึงพอใจอย่างมากกับการอัญเชิญเหยาเย่วออกมาได้ เพราะเมื่อนิกายเทวะเซียนเติบโตขึ้น การบริหารจัดการภายในนิกายก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และเหยาเย่วผู้ซึ่งเคยปกครองวังบุปผาอันยิ่งใหญ่ ย่อมมีฝีมือในการบริหารจัดการอย่างไม่ต้องสงสัย!

แม้เหยาเย่วจะมีนิสัยเย็นชาและหยิ่งยโส แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบ หวังเฟิงมั่นใจว่าเขายังคงควบคุมนางได้อยู่หมัด

"ดูหน้าต่างคุณสมบัติของเหยาเย่ว!" หวังเฟิงสั่งการทันทีอย่างไม่ลังเล

"ติ๊ง หน้าต่างคุณสมบัติของเหยาเย่วมีดังนี้:

ชื่อ: เหยาเย่ว

ฉายา: โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า, ประมุขวังบุปผา

ระดับพลัง: ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น

เคล็ดวิชา: วิชาหยกกระจ่าง, ย้ายบุปผาต่อหยก (ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด)

ศาสตรายุทธ์: กระบี่โลหิตชาด (ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด)!"

เมื่อเห็นหน้าต่างคุณสมบัติของเหยาเย่ว หวังเฟิงก็ถึงกับสะท้าน สมกับที่เป็นยอดยุทธ์หญิงอันดับหนึ่งในยุคสมัยของนาง แข็งแกร่งจริงๆ ที่สำคัญที่สุดคือ หวังเฟิงรู้ดีว่าตัวละครที่อัญเชิญมาจากระบบนั้น จะวัดพลังรบจากระดับพลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยกูเฉิงหรือไซมึ้งชวยเสาะ พลังรบของพวกเขาลล้วนเหนือกว่าระดับพลังที่แสดงให้เห็นไปไกลโข เหยาเย่วผู้นี้ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

วูบ!

ในขณะที่หวังเฟิงกำลังทึ่ง มิติภายในมหาตำหนักก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทันใดนั้น ร่างในชุดขาวก็ร่อนลงมาจากความว่างเปล่าอย่างแผ่วเบา ชายเสื้อพลิ้วไหวราวกับขี่สายลม นางสวมชุดขาวราวหิมะ ผมยาวสลวยดุจเมฆหมอก ท่วงท่าสง่างามดั่งนางเซียน

เมื่อได้เห็นใบหน้านั้น หวังเฟิงถึงกับตัวแข็งทื่อ ชั่วขณะนั้น เขาหาคำมาบรรยายความงามของเหยาเย่วไม่ได้เลย บนร่างของนางดูเหมือนจะมีมนต์สะกดที่น่าเกรงขามติดตัวมาแต่กำเนิด

"เหยาเย่ว คารวะท่านประมุข!"

เสียงไพเราะกังวานแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาดังก้องไปทั่วมหาตำหนัก เมื่อมองดูร่างงามดุจเซียนที่ก้มศีรษะให้เขา ต้องยอมรับว่า ในใจของหวังเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกภูมิใจขึ้นมา

"ไม่ต้องมากพิธี ต่อไปเจ้าคอยติดตามรับใช้ข้างกายประมุขผู้นี้!" หวังเฟิงพิจารณาเหยาเย่ว พยักหน้าแล้วเอ่ยปาก

เยี่ยกูเฉิงและไซมึ้งชวยเสาะ ทั้งสองคนหลงใหลในวิถีกระบี่ และเมื่อชักกระบี่ต้องมีเลือดตกยางออก ไม่เหมาะจะให้ติดตามข้างกาย ส่วนจอมมารเสวียนซ่านั้นก็เหมาะอยู่หรอก แต่ถ้าให้ติดตามแค่จอมมารเสวียนซ่าคนเดียว หวังเฟิงก็ไม่วางใจ ร่างกายบอบบางของเขาตอนนี้ รับฝ่ามือของจอมมารเสวียนซ่าไม่ไหวแน่ๆ

"รับทราบ ท่านประมุข!" เหยาเย่วตอบรับอย่างนอบน้อม สีหน้ายังคงเย็นชาไร้อารมณ์ ไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ปรากฏ

ฟังเสียงของเหยาเย่ว หวังเฟิงทอดถอนใจ น้ำเสียงนี้เย็นชาไร้หัวใจ แต่ก็ไพเราะอ่อนหวาน หากเหยาเย่วไม่เย็นชาและโหดเหี้ยมขนาดนี้ ลำพังแค่รูปโฉมและน้ำเสียงอันไพเราะของนาง ก็คงเพียงพอที่จะทำให้บุรุษทั่วหล้าคลั่งไคล้ไล่ตาม แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็คงไม่ใช่เหยาเย่วแล้ว

"เจ้าออกไปก่อนเถอะ ไว้ประมุขผู้นี้จะออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ เจ้าค่อยตามมา!" หวังเฟิงเอ่ยปาก แม้เหยาเย่วจะงดงามหยาดเยิ้ม แต่ความเย็นชาของนางก็ทำเอาเขาหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ

"เจ้าค่ะ!"

ได้ยินดังนั้น เหยาเย่วก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม จากนั้นร่างงามก็ขยับวูบ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา

หลังจากเหยาเย่วจากไป หวังเฟิงก็สงบจิตใจลง เริ่มตรวจสอบระดับพลังของตัวเองและทำความคุ้นเคยกับพลังในร่างกาย

............

อีกด้านหนึ่ง หลังจากเหยาเย่วออกมาจากมหาตำหนักนิกาย นางก็สุ่มเลือกหอเก๋งหลังหนึ่งแล้วเข้าไปพักอาศัย ซึ่งในขณะนั้น จอมมารเสวียนซ่าเพิ่งจะเดินออกมาจากหอเก๋งข้างๆ พอดี

"แปลกจริง นิกายเทวะเซียนเป็นนิกายเร้นลับโบราณไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมียอดฝีมืออยู่แค่ไม่กี่คน? คนอื่นๆ ไปไหนกันหมด? ตามหลักแล้ว นิกายเร้นลับโบราณไม่น่าจะมีคนแค่นี้นี่นา!"

จอมมารเสวียนซ่าพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย

หวังเฟิงบอกให้พวกเขาเลือกหอเก๋งได้ตามสบาย จอมมารเสวียนซ่าจึงไม่เกรงใจ เดินเลือกทีละหลัง แน่นอนว่าดูเหมือนเลือกที่พัก แต่จริงๆ แล้วเขากำลังสืบดูตื้นลึกหนาบางของนิกายเทวะเซียน แต่ที่ทำให้จอมมารเสวียนซ่าแปลกใจคือ หอเก๋งเหล่านี้กลับว่างเปล่า แม้แต่ตำหนักบางแห่งก็ยังว่างเปล่าไม่มีคน

หากนิกายเทวะเซียนเป็นนิกายเร้นลับที่ยิ่งใหญ่จริง ก็ไม่ควรมีคนน้อยขนาดนี้ หรือไม่ นิกายเทวะเซียนก็เป็นแค่เสือกระดาษ มีคนอยู่แค่นั้นจริงๆ หรือไม่ก็ ยอดฝีมือคนอื่นๆ ของนิกายเทวะเซียนยังคงหลับใหลอยู่ ยังไม่ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

สำหรับนิกายเร้นลับ จอมมารเสวียนซ่าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง โดยปกติแล้ว เมื่อนิกายเร้นลับที่แท้จริงปิดตัว ยอดฝีมือในนิกายมักจะเข้าสู่ภาวะจำศีล เพื่อลดการสูญเสียอายุขัย รอคอยยุคทองมาถึงค่อยตื่นขึ้นมา

พวกที่ดูเหมือนเร้นกาย แต่จริงๆ แล้วยังเคลื่อนไหวอยู่ในทวีป ไม่นับว่าเป็นนิกายเร้นลับที่แท้จริง

และในสายตาของจอมมารเสวียนซ่า นิกายเทวะเซียนคือนิกายเร้นลับที่แท้จริง ดังนั้นเขาจึงเอนเอียงไปทางข้อหลังมากกว่า เพราะนิกายเทวะเซียนให้ความรู้สึกที่ไม่ธรรมดากับเขา

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด จอมมารเสวียนซ่าก็เดินตรงไปทางหอเก๋งที่เหยาเย่วอยู่ เขาเดินก้มหน้าคิดอะไรเพลินๆ จนเข้ามาใกล้หอเก๋งของเหยาเย่ว เขาคิดว่าหอเก๋งหลังนี้คงไม่มีคนอยู่เหมือนหลังก่อนๆ จึงตั้งใจจะผลักประตูเข้าไปโดยไม่ทันคิด

ตูม!

ทันทีที่มือของจอมมารเสวียนซ่าแตะถูกประตูหอเก๋ง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมาจากภายใน ประตูหอเก๋งเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้น ฝ่ามือที่เปล่งแสงระยิบระยับก็พุ่งกระแทกเข้าใส่จอมมารเสวียนซ่าอย่างจัง ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของเขา!

ปัง!

จอมมารเสวียนซ่าที่ไม่ทันระวังตัว รับฝ่ามืออันน่ากลัวนี้เข้าไปเต็มๆ ร่างกระเด็นปลิวไปกระแทกพื้นหินไกลออกไป พื้นหินแตกกระจาย แผ่นดินสั่นสะเทือน

"หากกล้าบุกรุกอีก ตาย!"

จากนั้น เสียงสตรีที่ไพเราะแต่ไร้ความปรานีก็ลอยออกมาจากหอเก๋ง ดังระเบิดข้างหูจอมมารเสวียนซ่า แล้วประตูหอเก๋งก็ปิดลงเอง ทุกอย่างกลับสู่ความสงบเงียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"อั่ก! ยอด... ยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์อีกคนเหรอ?"

จอมมารเสวียนซ่ากระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือด แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองเลยสักนิด จ้องมองหอเก๋งหลังนั้นด้วยความตื่นตระหนก ในใจเกิดคลื่นยักษ์ถาโถม ข้อสงสัยก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา

ดูท่า จะเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ เหล่ายอดฝีมือของนิกายเทวะเซียนต่างหลับใหลกันหมด ยังไม่ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ คนผู้นี้ก็น่าจะเพิ่งตื่นขึ้นมาเพราะถูกเขารบกวนแน่ๆ

คิดได้ดังนั้น จอมมารเสวียนซ่าก็เหงื่อแตกพลั่ก เขารู้สึกว่าการกระทำที่เที่ยวไล่เปิดดูหอเก๋งทีละหลังของเขาก่อนหน้านี้ มันรนหาที่ตายชัดๆ

นาทีนี้ จอมมารเสวียนซ่าเกิดความยำเกรงต่อนิกายเทวะเซียนจากใจจริง เอะอะก็มียอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์โผล่ออกมา นิกายแบบนี้ เขาอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวดีกว่า ไม่อย่างนั้นเกิดไปปลุกตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้เข้า เขาคงตายโดยไม่รู้ตัวแน่

นี่เพิ่งผ่านไปไม่เท่าไหร่ นิกายเทวะเซียนก็มียอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์โผล่มาสองคนแล้ว หากบอกว่าในนิกายเทวะเซียนมียอดฝีมือขอบเขตเทวะยุทธ์ที่เหนือกว่าขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์อยู่ด้วย จอมมารเสวียนซ่าก็เชื่อสนิทใจ

เขามองดูร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสของตัวเอง ใบหน้าฉายแววขมขื่น ตอนนี้หน้าอกข้างซ้ายมีรอยกระบี่ ข้างขวามีรอยฝ่ามือ เขาที่เป็นถึงจอมมารเสวียนซ่าผู้ยิ่งใหญ่ พอออกมาจากผนึกปุ๊บก็โดนจับกดลงกับพื้นทุบเอาๆ มันช่างน่าอัดอั้นตันใจจริงๆ

ที่สำคัญคือเขายังไม่กล้าเอาคืน ได้แต่แอบไปหลบเลียแผลเงียบๆ อยู่มุมห้อง

คิดได้ดังนั้น จอมมารเสวียนซ่าก็หมดอารมณ์จะไปสำรวจหอเก๋งหลังอื่นต่อ เลือกหอเก๋งว่างๆ สักหลังแล้วมุดหัวเข้าไปทันที

............

วันรุ่งขึ้น ณ มหาตำหนักนิกายเทวะเซียน หวังเฟิงเรียกหลิงเฟยอู่มาพบ แล้วกล่าวอย่างมีความหมาย "เฟยอู่ เจ้าเพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตขุนพลยุทธ์ ระดับพลังยังไม่เสถียรใช่หรือไม่?"

"เจ้าค่ะ ท่านประมุข! แต่ท่านอาจารย์ได้วางแผนการฝึกเพื่อปรับพื้นฐานระดับพลังให้เฟยอู่เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!" หลิงเฟยอู่ตอบเสียงเบา มองหวังเฟิงด้วยสายตาเลื่อมใส

"ดี แต่ที่ประมุขผู้นี้เรียกเจ้ามา เพราะมีเรื่องจะวานให้ทำ!" หวังเฟิงพยักหน้า กล่าวออกมา ในใจกลับแอบแปลกใจ ดูท่าเยี่ยกูเฉิงจะตั้งใจรับหลิงเฟยอู่เป็นศิษย์จริงๆ เยี่ยกูเฉิงผู้สันโดษเย็นชา ถึงกับทุ่มเทดูแลหลิงเฟยอู่ขนาดนี้

"เชิญท่านประมุขสั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ เฟยอู่ยินดีทำถวายหัว!" ได้ยินคำพูดของหวังเฟิง ใบหน้าจิ้มลิ้มของหลิงเฟยอู่ก็ฉายแววจริงจัง รีบตอบรับทันที

"ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก! ประมุขผู้นี้อยากให้เจ้าช่วยหลี่ชิง ศิษย์พี่ของเจ้าฝึกฝน!" หวังเฟิงโบกมือ กล่าว

"เอ่อ.... ท่านประมุข ตอนนี้เฟยอู่เพิ่งจะขอบเขตขุนพลยุทธ์ จะไปสอนศิษย์พี่หลี่ชิงบ่มเพาะได้ยังไงเจ้าคะ?" ได้ยินดังนั้น หลิงเฟยอู่อึ้งไปเล็กน้อย ถามด้วยความสงสัย

"ประมุขผู้นี้อยากให้เจ้าไปซ้อมคู่กับหลี่ชิง ทางที่ดีคือซ้อมให้ปางตาย เอาแค่ไม่ตาย จะซ้อมยังไงก็ได้!"

"เข้าใจละ... ห๊ะ?"

ตอนแรก หลิงเฟยอู่ฟังคำพูดของหวังเฟิงแล้วก็ตั้งใจจะตอบรับ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ ร่างกายสั่นสะท้าน ท่านประมุขโหดกับศิษย์ขนาดนี้เลยเหรอ?

หรือว่าท่านประมุขจะมีรสนิยมชอบทรมานคน?

หวังเฟิงเห็นหลิงเฟยอู่ตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด ก็รู้ทันทีว่าแม่หนูนี่คิดไปไกลแล้ว จึงอธิบายว่า "ศิษย์พี่หลี่ชิงของเจ้าแม้จะเป็นคนธรรมดา แต่มีกายาที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่ยังไม่ได้รับการปลุกให้ตื่นเท่านั้น หากปลุกให้ตื่นได้ จะต้องสั่นสะเทือนโลกหล้าแน่นอน!"

"และวิธีที่จะปลุกกายาของศิษย์พี่หลี่ชิงให้ตื่นได้ ก็คือต้องใช้การโจมตีจากภายนอกกระตุ้น!"

ได้ยินคำอธิบายของหวังเฟิง หลิงเฟยอู่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กายาอะไรกันที่ต้องโดนซ้อมถึงจะตื่น?

"ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองดูได้ ขอแค่ไม่ตีศิษย์พี่หลี่ชิงของเจ้าให้ตาย ต่อให้บาดเจ็บสาหัสแค่ไหน ไม่นานศิษย์พี่หลี่ชิงของเจ้าก็จะกลับมาโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิม!"

"เจ้าค่ะ ท่านประมุข ศิษย์จะไปช่วยศิษย์พี่หลี่ชิงเดี๋ยวนี้!" ได้ยินดังนั้น หลิงเฟยอู่ไม่ลังเลอีกต่อไป โค้งคำนับหวังเฟิงอย่างนอบน้อม แล้วเดินออกจากตำหนักไปหาหลี่ชิง

สำหรับคำพูดของหวังเฟิง หลิงเฟยอู่เชื่อถืออย่างที่สุด แต่เรื่องนี้มันแปลกประหลาดเกินไป หลิงเฟยอู่จึงตั้งใจจะลองดูสักครั้ง หากเป็นจริงตามที่ท่านประมุขว่า ในฐานะศิษย์น้อง นางย่อมต้องทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยศิษย์พี่หลี่ชิงปลุกกายาให้ตื่นขึ้น

มองแผ่นหลังของหลิงเฟยอู่ที่เดินจากไป แววตาของหวังเฟิงฉายแววลึกล้ำ พึมพำว่า "หลี่ชิง หวังว่าเจ้าจะทนไหว เมื่อเจ้าปลุกกายาเต่าเซียนวิญญาณยุทธ์ได้แล้ว เจ้าถึงจะมีคุณสมบัติพอนั่งตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายเทวะเซียนได้อย่างมั่นคง"

..........

"ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเฟยอู่มาหาศิษย์พี่มีธุระอันใดรึ?" ในหอเก๋งที่หลี่ชิงพักอยู่ หลี่ชิงมองหลิงเฟยอู่ที่ปรากฏตัวตรงหน้าด้วยความสงสัย เอ่ยถาม

"ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย!"

หลิงเฟยอู่ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ประสานมือคารวะหลี่ชิง กล่าวเสียงหวาน จากนั้นปราณยุทธ์ในร่างก็พวยพุ่ง ฝ่ามือหยกคู่งามยื่นออกไป กระแทกใส่หลี่ชิงอย่างจัง!

จบบทที่ บทที่ 10 ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย

คัดลอกลิงก์แล้ว