- หน้าแรก
- สู้เขานะคุณหมออู่ ยอดคุณหมออัจฉริยะกับภารกิจปั้นหมอเทวดา
- บทที่ 490 รองศาสตราจารย์
บทที่ 490 รองศาสตราจารย์
บทที่ 490 รองศาสตราจารย์
บทที่ 490 รองศาสตราจารย์
อย่างไรก็ตาม สำหรับอู่เสี่ยวฟู่แล้ว สถานการณ์เช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต้องรู้ไว้ว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ต้องการตัวเขาอย่างมาก อยากจะดึงตัวเขามาเป็นอาจารย์ผู้สอนของมหาวิทยาลัยใจจะขาด ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ อันที่จริงทางมหาวิทยาลัยได้เกลี้ยกล่อมจนอู่เสี่ยวฟู่ตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาจะได้รับภารกิจให้เดินทางไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศ F อย่างกะทันหัน ทำให้แผนการต้องถูกพักไว้ชั่วคราว
แต่ถึงกระนั้น เมื่ออู่เสี่ยวฟู่กลับมาในครั้งนี้ อธิการบดีก็รีบโทรศัพท์หาเขาทันที และในครั้งนี้อู่เสี่ยวฟู่ก็ได้ให้คำตอบที่แน่นอนในที่สุด โดยบอกว่าเขาจะไม่เลื่อนไปอีกอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายโรงพยาบาลจึงช่วยผลักดันให้อู่เสี่ยวฟู่เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแพทย์อาวุโสอย่างเต็มกำลัง ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์
และไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโรงพยาบาลหรือฝ่ายมหาวิทยาลัย ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังว่า แม้จะไม่กล้ารับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะสามารถทำให้อู่เสี่ยวฟู่คว้าตำแหน่งระดับสองมาได้ในคราวเดียว แต่รับรองว่าตำแหน่งระดับสามนั้นผ่านฉลุยอย่างแน่นอน หากทำไม่ได้ พวกเขาก็คงไม่มีหน้าไปพบอู่เสี่ยวฟู่อีกแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของหรงเฉียว อู่เสี่ยวฟู่ก็กล่าวขอบคุณ แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำไปเพื่อดึงตัวเขาไว้ แต่เมื่ออีกฝ่ายแสดงความจริงใจถึงขนาดนี้ จะไม่รับน้ำใจเลยก็คงไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยคิดที่จะย้ายออกจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่
อวี๋ซื่อฝู่อายุน้อยกว่าหรงเฉียวราวห้าหกปี เมื่อถึงเวลาที่หรงเฉียวเกษียณอายุ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะตกเป็นของอวี๋ซื่อฝู่ ถึงตอนนั้นโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ก็จะยิ่งกลายเป็นเหมือนสวนหลังบ้านของอู่เสี่ยวฟู่ ที่ไหนก็ไม่ดีเท่าบ้าน หากไม่จำเป็นจริงๆ อู่เสี่ยวฟู่ก็ไม่อยากจะจากสถานที่ที่เขาทำงานหนักมาหลายปีไป
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องได้รับการประเมินตำแหน่งอยู่ดี เพราะนี่คือสิ่งที่รับรองความสามารถและจะติดตัวเขาไปทุกที่
แม้ว่าการเป็นหัวหน้าแพทย์อาวุโสตอนอายุสามสิบอาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่อู่เสี่ยวฟู่ก็รู้สึกว่า หากตอนนี้ยังไม่ได้ตำแหน่งหัวหน้า ก็คงจะรู้สึกเสียความรู้สึกอยู่บ้าง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ผมเคยเสี่ยงชีวิตมาแล้วนะ
ตอนเย็น อู่เสี่ยวฟู่กับชวีอิ่งกลับไปที่บ้านของอู๋จิงเลวี่ยด้วยกัน เมื่ออู๋จิงเลวี่ยได้ยินว่าทางโรงพยาบาลจะประเมินให้อู่เสี่ยวฟู่เป็นหัวหน้าแพทย์อาวุโสระดับสาม ก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้อู๋จิงเลวี่ยไม่ค่อยเข้าใจระบบตำแหน่งในโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางให้เขาไปศึกษาหาข้อมูลหลังจากมีหลานชายเป็นหมออย่างอู่เสี่ยวฟู่
หัวหน้าแพทย์อาวุโสระดับสาม เทียบเท่าระดับอธิบดีเลยนะ! แม้จะเป็นแค่ตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะยังห่างไกลจากตำแหน่งจริงอยู่มาก แต่การได้รับตำแหน่งเทียบเท่าระดับอธิบดีตอนอายุสามสิบ จะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก! ในบรรดาหลานๆ รุ่นนี้ ตอนนี้อู่เสี่ยวฟู่อายุน้อยที่สุด แต่กลับไต่เต้าได้เร็วที่สุด สิ่งนี้จะไม่ทำให้อู๋จิงเลวี่ยตื่นเต้นได้อย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนาคตของอู่เสี่ยวฟู่นั้นสดใสอย่างเห็นได้ชัด หากในอนาคตเขาไม่อยากเป็นหมอแล้ว และต้องการหันไปเอาดีทางการเมือง การใช้ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นบันไดเข้าสู่วงการการเมืองก็เป็นเรื่องง่ายดาย สิ่งสำคัญคือจุดเริ่มต้นนี้ ตราบใดที่อู่เสี่ยวฟู่ต้องการ การเปลี่ยนจากตำแหน่งเทียบเท่าให้กลายเป็นตำแหน่งจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เพียงแต่ ต่อให้เป็นอู๋จิงเลวี่ยก็ไม่อยากให้อู่เสี่ยวฟู่ทิ้งอาชีพแพทย์ไปจริงๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าอู่เสี่ยวฟู่รักในวิชาแพทย์มากกว่า และยังมีพรสวรรค์ในด้านนี้มากกว่าด้วย
เรื่องการเลื่อนตำแหน่งย่อมไม่สามารถสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
วันอังคาร หลังจากอู่เสี่ยวฟู่จัดการงานเสร็จ ก็เดินทางมาที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ สำหรับตำแหน่งศาสตราจารย์อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะต้องรอให้ผ่านการพิจารณาในระดับเมืองก่อน แต่ตำแหน่งรองศาสตราจารย์นั้นไม่ยุ่งยากขนาดนั้น มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่สามารถอนุมัติให้อู่เสี่ยวฟู่ได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้เพราะอู่เสี่ยวฟู่ไม่ได้มีตำแหน่งในมหาวิทยาลัย และไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ การประเมินตำแหน่งศาสตราจารย์จึงถูกเลื่อนออกไปตลอด ครั้งนี้อู่เสี่ยวฟู่ตอบตกลงแล้ว อธิการบดีย่อมไม่ลังเลอีกต่อไป จัดการตำแหน่งรองศาสตราจารย์ให้อู่เสี่ยวฟู่โดยตรง แต่งตั้งให้เป็นรองหัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยและสอนประจำสาขาวิชา พร้อมกับมอบหมายหน้าที่การสอนวิชาศัลยศาสตร์ให้กับอู่เสี่ยวฟู่
วันนี้อู่เสี่ยวฟู่มาเพื่อทำเรื่องเอกสาร แม้จะบอกว่าทำเรื่องเอกสาร แต่ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ที่จริงแล้วขั้นตอนทุกอย่างถูกทำให้เรียบง่ายที่สุด เขามาที่นี่ก็แค่เซ็นชื่อไม่กี่ครั้งเท่านั้น
พูดตามตรงแล้ว บรรยากาศแบบนี้ทำให้อู่เสี่ยวฟู่รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาคือหัวหน้าฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัย ข้างๆ ยังมีผู้บริหารคนอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยอีกหลายคน ในขณะที่อู่เสี่ยวฟู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ หัวหน้าฝ่ายวิชาการก็เป็นคนพลิกหน้าเอกสารให้เขา “ใช่ครับ อาจารย์อู่ เซ็นตรงนี้อีกที่หนึ่งก็เรียบร้อยแล้วครับ”
คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าอู่เสี่ยวฟู่เป็นบุคคลสำคัญอะไรเสียอีก ในตอนนี้อู่เสี่ยวฟู่ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง “อาจารย์ชิ่งครับ ผมทำเองได้ ท่านรีบนั่งลงเถอะครับ”
อาจารย์ชิ่งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “คุณทำเองได้ก็จริง แต่ผมกลัวว่าถ้าช้าไปเดี๋ยวเรื่องจะพลิกผันได้น่ะสิ คุณไม่รู้หรอกว่า ไม่ว่าจะเป็นท่านอธิการบดีหรือพวกเราเอง ต่างก็รอคอยให้คุณมานานแล้ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปเกือบปี คุณไม่รู้หรอกว่าพวกนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตำหนิพวกเราว่าอย่างไรบ้าง
คนที่กล้าหน่อยก็พูดตรงๆ เลยว่าพวกเราไม่ทำงาน ปรมาจารย์ในแวดวงวิชาการอย่างคุณ แถมยังจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยของเราแท้ๆ กลับไม่เชิญกลับมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้พวกเขาบ้าง คุณไม่รู้หรอกครับว่าพวกเราฟังแล้วก็อับอายเหมือนกัน นี่พวกเรารอแล้วรอเล่า ในที่สุดก็ได้ตัวคุณกลับมาแล้วนี่ครับ แน่นอนว่าต้องรีบจัดการให้เร็วหน่อยสิครับ”
คำพูดนี้แน่นอนว่าเกินจริงไปมาก แต่การต้อนรับของมหาวิทยาลัย ทำให้ในใจของอู่เสี่ยวฟู่รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง
บัณฑิตยอมตายเพื่อผู้ที่รู้ใจ เดิมทีอู่เสี่ยวฟู่ยังเตรียมที่จะต่อรองกับพวกเขาเรื่องขอบเขตการสอนสักหน่อย แต่พอเห็นแบบนี้แล้วก็ช่างมันเถอะ สอนวิชาศัลยศาสตร์ก็เอา อย่างมากก็แค่เหนื่อยขึ้นอีกหน่อยในอนาคต อายุก็ยังน้อย ทนไหวอยู่ ส่วนเรื่องที่ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก ในตอนนี้อู่เสี่ยวฟู่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด ในเมื่อคนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเขา แล้วเขาจะมัวลังเลอะไรอีกล่ะ
ก็แค่สอนหนังสือไม่ใช่เหรอ พอนึกถึงตอนที่เขาเรียนวิชาศัลยศาสตร์ อาจารย์ก็แค่ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็เข้าสู่โหมดอ่านสไลด์ PowerPoint อย่างไรเสียเขาก็ต้องทำได้ถึงระดับนั้นอยู่แล้ว แล้วก็ค่อยยกตัวอย่างเคสทางศัลยกรรมมาเล่าประกอบเป็นครั้งคราว แค่นี้ระดับการสอนก็จะดูเหนือชั้นขึ้นมาทันที
มองแบบนี้แล้ว การสอนวิชาศัลยศาสตร์ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น
ส่วนเรื่องที่จะทำได้ต่ำกว่าความคาดหวังของนักศึกษาหรือไม่นั้น นั่นไม่ใช่เรื่องที่อู่เสี่ยวฟู่ต้องพิจารณาแล้ว ขอร้องล่ะ เขาเพิ่งจะอายุสามสิบ จบจากมหาวิทยาลัยมาไม่นาน เพิ่งจะเปลี่ยนสถานะจากนักศึกษามาเป็นอาจารย์ นี่เป็นการสอนครั้งแรกของเขา ทำได้ถึงระดับนี้ก็ถือว่าเหนือกว่าอาจารย์หลายคนแล้วไม่ใช่หรือ
เมื่อผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอำนวยความสะดวกถึงขนาดนี้แล้ว ขั้นตอนต่างๆ จะล่าช้าได้อย่างไรกัน ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อู่เสี่ยวฟู่ก็ได้กลายเป็นครูของประชาชนผู้ทรงเกียรติคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะในหรือนอกโรงพยาบาล ผู้คนต่างก็เรียกอู่เสี่ยวฟู่ว่า ‘อาจารย์อู่’ ด้วยความเคารพ ตอนนี้เขากลับได้เป็น ‘อาจารย์อู่’ จริงๆ แล้ว
อู่เสี่ยวฟู่ยังค้นพบข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นหมอแล้วมาเป็นครูอีกด้วย นั่นคือ ไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู
และอีกอย่าง การเป็นหมอแล้วมาเป็นครู เงินเดือนสองเท่า ความสุขสองเท่าเลยนะ
จะว่าไปแล้ว หลังจากทำเรื่องเอกสารเสร็จเรียบร้อย พอมองดูตารางสอนที่มหาวิทยาลัยจัดให้ อู่เสี่ยวฟู่กลับรู้สึกตั้งตารอคอยคาบเรียนแรกของตัวเองอยู่ไม่น้อย
“อาจารย์อู่ครับ ตารางสอนครั้งนี้ ท่านดูหน่อยนะครับว่ามีอะไรต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่”
อันที่จริงแล้วภาระงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้หนักมากนัก ตราบใดที่ไม่ได้รับผิดชอบงานวิจัยและการสอนในห้องปฏิบัติการ แค่สอนอย่างเดียว เกรงว่าหนึ่งสัปดาห์จะได้หยุดสามสี่วันเลยทีเดียว อย่างเช่นตารางสอนฉบับนี้ ภาระการสอนของอู่เสี่ยวฟู่มีเพียงวันพุธและวันอาทิตย์ วันพุธหนึ่งคาบ วันอาทิตย์หนึ่งคาบ คาบละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ใช้ระบบการสอนแบบชั้นเรียนรวมขนาดใหญ่ หนึ่งคาบเรียนคือหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซึ่งแตกต่างจากระดับการศึกษาอื่นๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วในแต่ละวันจะไม่ค่อยมีเรียนเต็มวัน อย่างมากก็เรียนสามคาบ หรือไม่ก็สองคาบ
ตอนนี้อู่เสี่ยวฟู่สอนวิชาศัลยศาสตร์ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ในแต่ละรุ่นโดยพื้นฐานแล้วจะมีชั้นเรียนเวชศาสตร์คลินิกสามสิบห้อง แต่ในมหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่ก็ยังแบ่งออกเป็นคณะต่างๆ และคณะที่ใช้โรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งเป็นโรงพยาบาลสำหรับฝึกงานก็คือคณะแพทยศาสตร์คลินิกที่หนึ่ง อู่เสี่ยวฟู่ในฐานะแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่ง ภาระการสอนจึงถูกจัดให้อยู่ในห้าชั้นเรียนคลินิกของคณะแพทยศาสตร์คลินิกที่หนึ่ง
หนึ่งห้องมีนักศึกษาสี่สิบคน ห้าห้องรวมแล้วก็สองร้อยคน ทั้งหมดจะเรียนรวมกันในห้องบรรยายขนาดใหญ่ สัปดาห์ละสองคาบวิชาศัลยศาสตร์ และทั้งหมดสอนโดยอู่เสี่ยวฟู่
วิชาศัลยศาสตร์โดยทั่วไปจะเริ่มเรียนหลังจากเรียนวิชาพื้นฐานเสร็จสิ้นแล้ว หนึ่งปีก่อนจะเริ่มฝึกงานทางคลินิก หรือก็คือตอนปีสามหรือปีสี่ มหาวิทยาลัยการแพทย์ตงไห่จัดให้เริ่มเรียนวิชาศัลยศาสตร์ในเทอมปลายของปีสาม สัปดาห์หน้าก็จะเปิดเทอมแล้ว อู่เสี่ยวฟู่ก็จะได้เริ่มสอนทันทีพอดี ไม่ต้องไปแทนที่อาจารย์คนไหน
“อาจารย์อู่ครับ งั้นก็ตกลงตามนี้นะครับ วันพุธหน้าเริ่มคาบเรียนวิชาศัลยศาสตร์คาบแรกของท่าน ถึงตอนนั้นพวกเราจะไปให้กำลังใจท่านนะครับ”
ห๊ะ?
เดิมทีอู่เสี่ยวฟู่ก็ตั้งตารอคอยอยู่แล้ว แต่คำพูดของอธิการบดีกลับทำให้เขาถึงกับงงไปเลย อะไรกัน เป็นอาจารย์ก็เป็นไปสิ ทำไมยังมีธรรมเนียมที่อาจารย์คนอื่นต้องเข้ามาสังเกตการณ์การสอนด้วยล่ะ