- หน้าแรก
- สู้เขานะคุณหมออู่ ยอดคุณหมออัจฉริยะกับภารกิจปั้นหมอเทวดา
- บทที่ 290 ปากอีกาของพี่ชายคนดี
บทที่ 290 ปากอีกาของพี่ชายคนดี
บทที่ 290 ปากอีกาของพี่ชายคนดี
บทที่ 290 ปากอีกาของพี่ชายคนดี
แม้จะกล่าวว่าในโลกนี้มีผู้มีความสามารถอยู่มากมาย แต่ระดับเดียวกับอู่เสี่ยวฟู่เกรงว่าจะมีไม่กี่คน
ไม่ว่าอย่างไร นี่คือครั้งที่ประเทศหัวมีความหวังมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา หากประสบความสำเร็จ การแข่งขันผ่าตัดระดับโลกครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน และโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ของพวกเขาจะกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้
หรงเฉียวเองก็มีความทะเยอทะยาน เหตุใดศักยภาพทางการแพทย์ของตงไห่ต้องด้อยกว่าจิงตูด้วย ตราบใดที่การแข่งขันครั้งนี้อู่เสี่ยวฟู่สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ และโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ได้สร้างเวทีการแข่งขันผ่าตัดระดับโลกครั้งแรกของประเทศจีนขึ้นมา เมื่อนั้นโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ก็มีความหวังที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด
ต่อให้ทางการจะไม่จัดลำดับ แต่ในใจของประชาชน ในใจของคนไข้ และในวงการแพทย์ ชื่อเสียงนี้ย่อมไม่ธรรมดา สายตาของมวลชนนั้นเฉียบคมเสมอ
เขายืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานผู้อำนวยการ ในเวลานี้หรงเฉียวเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและมาดมั่น ครั้งนี้จะไม่มีใครสามารถขัดขวางโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ได้ อู่เสี่ยวฟู่ คุณต้องเอาชนะให้ได้นะ
อู่เสี่ยวฟู่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ภายในใจของหรงเฉียวคิดอะไรอยู่ ก่อนเครื่องบินจะขึ้นเขาได้แจ้งสถานการณ์ให้พ่อแม่ทราบและตั้งค่าโหมดเครื่องบินทันที
ชวีอิ่งเอนกายพิงไหล่ของอู่เสี่ยวฟู่อย่างแผ่วเบา เมื่อไปถึงประเทศ M ครั้งนี้ เธอจะต้องอยู่ที่นั่นต่อ สถานีวิจัยมีกำหนดระยะเวลาสองปี ครั้งต่อไปที่เธอจะกลับมาก็คือตอนหมั้นกับอู่เสี่ยวฟู่ ซึ่งก็คือช่วงวันชาติ
ส่วนกำหนดการแต่งงาน พวกเขาก็เตรียมจะจัดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้าหลังจากที่เธอกลับมา
“พี่ฉู่ ก้นมีตะปูงอกออกมาหรือไงครับ?”
ที่นั่งของฉู่จิ่งหมิงอยู่ไม่ไกลจากอู่เสี่ยวฟู่นัก อู่เสี่ยวฟู่เห็นท่าทางของเขาได้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นฉู่จิ่งหมิงขยับก้นไปมาไม่หยุด อู่เสี่ยวฟู่จึงเอ่ยยิ้มๆ
ฉู่จิ่งหมิงได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าบึ้ง “ก้นนายน่ะสิมีตะปูงอก ฉันแค่ไม่ค่อยชินกับการนั่งเครื่องบินเท่านั้นแหละ”
ไม่ชินงั้นเหรอ!
อู่เสี่ยวฟู่เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ “หรือว่า! หรือว่า!”
เมื่อฉู่จิ่งหมิงเห็นว่าอู่เสี่ยวฟู่กำลังจะเข้าใกล้ความจริง เขาก็ยิ่งเปลี่ยนสีหน้า “ฉันไม่ได้กลัวการนั่งเครื่องบินนะ อย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้า ระวังฉันจะตีนาย”
ฮ่าๆๆ!
เสียงของฉู่จิ่งหมิงไม่เบาเลย รอบข้างเกือบทั้งหมดเป็นคนของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา
“ที่แท้หมอฉู่ก็กลัวการนั่งเครื่องบินเหรอเนี่ย? มิน่าล่ะถึงไม่เคยเห็นหมอฉู่นั่งเครื่องบินเลย ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!”
“นั่นสิหมอฉู่ บอกพวกเราหน่อยสิว่ามีเรื่องราวอะไรหรือเปล่า หรือว่าคุณกลัวความสูง มาเถอะ เล่าออกมาให้พวกเราดีใจหน่อย”
ทุกคนต่างล้อเลียนฉู่จิ่งหมิง ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาก ความประหม่าเล็กน้อยจากการที่จะไปแข่งขันมลายหายไปสิ้น
“ไร้สาระ อย่าพูดมั่วสั่ว ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้กลัว แค่ไม่ชิน ไม่ชิน เข้าใจไหม”
คำพูดที่เหมือนจะแก้ตัวแต่ยิ่งตอกย้ำความจริงนี้ไม่มีใครเชื่อ ทุกคนหัวเราะกันหนักกว่าเดิม ฉู่จิ่งหมิงถลึงตาใส่อู่เสี่ยวฟู่ เป็นเพราะอู่เสี่ยวฟู่แท้ๆ อยู่ดีๆ มาถามซอกแซกทำไม
อู่เสี่ยวฟู่เองก็หัวเราะอย่างมีความสุข แต่ก็ยังกดมือปรามทุกคน “เอาละๆ หมอฉู่แค่เป็นริดสีดวง เลยนั่งไม่ค่อยถนัด พวกคุณอย่าเดามั่วกันเลย เลิกหัวเราะได้แล้ว มีความเห็นอกเห็นใจกันหน่อยสิครับ”
พออู่เสี่ยวฟู่พูดแบบนี้ ทุกคนก็ยิ่งหัวเราะก้องไปใหญ่ ริดสีดวงเหรอ คิดไปได้นะอู่เสี่ยวฟู่
ฉู่จิ่งหมิงแทบจะลุกขึ้นมาท้าดวลกับอู่เสี่ยวฟู่ โชคดีที่แอร์โฮสเตสเดินมาพอดี ไม่อย่างนั้นศึกใหญ่คงปะทุขึ้นแน่ๆ
ชวีอิ่งในตอนนี้ก็หัวเราะจนตัวสั่น “เสี่ยวฟู่ คุณนี่ร้ายจริงๆ”
โอกาสที่จะมีผู้โดยสารล้มป่วยกะทันหันบนเครื่องบินมีมากแค่ไหน จริงๆ แล้วไม่น้อยเลย โดยเฉพาะคนอย่างฉู่จิ่งหมิงที่นั่งเครื่องบินครั้งแรก ยิ่งมีโอกาสที่จะไปเปิดสวิตช์อาการป่วย หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ง่าย
หากสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าหน้าของฉู่จิ่งหมิงซีดลงไปบ้าง โชคดีที่เขามีการตรวจร่างกายอยู่เสมอ สภาพร่างกายจึงไม่มีปัญหาอะไร หลังจากผ่านความตื่นเต้นในช่วงแรกไปได้ก็ดีขึ้นมาก
เครื่องบินเริ่มเร่งความเร็วเพื่อทะยานขึ้นฟ้า หลังจากฉู่จิ่งหมิงตื่นเต้นไปอีกระลอก ในที่สุดเขาก็ผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเขาก็พบว่าการนั่งเครื่องบินก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร เขาสามารถก้าวข้ามความกลัวได้ในทันที
ถึงขั้นที่ฉู่จิ่งหมิงยังมีอารมณ์หันไปพูดกับอู่เสี่ยวฟู่ว่า
“เหล่าอู่ นายว่าในคลิปที่ชอบพูดกันว่า พอเครื่องบินขึ้นปุ๊บก็จะมีผู้โดยสารป่วยฉุกเฉิน แล้วก็มีหมอปรากฏตัวออกมาช่วย ตอนนี้พวกเรามีหมอมากันเป็นโขยงขนาดนี้ จะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนั้นขึ้นบ้างไหมนะ”
อู่เสี่ยวฟู่ได้ยินก็ส่ายหน้า ฝันไปเถอะ เรื่องแบบนี้แม้โอกาสจะมีไม่น้อย แต่จะประจวบเหมาะขนาดที่พวกเขาจะมาเจอเข้าพอดีได้ยังไง
ทันใดนั้น เหตุการณ์ระทึกขวัญก็เกิดขึ้น!
“บนเครื่องบินมีคุณหมอไหมคะ? เราต้องการความช่วยเหลือค่ะ!”
ในขณะที่อู่เสี่ยวฟู่กำลังจะตอบโต้ฉู่จิ่งหมิง เสียงประกาศฉุกเฉินในห้องโดยสารก็ดังขึ้น ทำเอาอู่เสี่ยวฟู่สะดุ้งรีบปลดเข็มขัดนิรภัยและลุกขึ้นทันที ฉู่จิ่งหมิงก็ตามมาติดๆ อู่เสี่ยวฟู่แอบด่าฉู่จิ่งหมิงในใจว่าเป็นพวกปากอีกาจริงๆ
หากย้อนเวลากลับไปไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้
ตอนเครื่องบินทะยานขึ้น คุณตาคนหนึ่งในห้องโดยสารข้างๆ จู่ๆ ก็หน้าซีด รีบเอื้อมมือไปจับเมียแก่ๆ ที่นั่งข้างกาย ลมหายใจเริ่มติดขัด คุณตาและคุณยายตั้งใจจะไปหาลูกชายและหลานชายที่ประเทศ M เพราะลูกยุ่งมากไม่มีเวลาบินมารับ พวกเขาจึงตั้งใจจะเดินทางไปกันเอง
เพียงแต่การนั่งเครื่องบินครั้งแรกนี้ ทั้งคุณตาและคุณยายต่างก็ตื่นเต้น ตอนที่คุณยายถูกจับมือกระทันหันเธอยังคิดว่าคุณตาเห็นเธอตื่นเต้นเลยจะช่วยปลอบ
แต่หลังจากนั้นคุณยายก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สีหน้าของคุณตาดูไม่ดีเลย ทำไมหน้าถึงได้เปลี่ยนเป็นสีม่วงแบบนั้น
“ตาแก่! ตาแก่! เป็นอะไรไป ตาแก่!”
แอร์โฮสเตสที่อยู่สุดทางเดินห้องโดยสารได้ยินเสียงร้องเรียกของคุณยาย หัวใจก็เต้นรัว เสียงนี้เธอคุ้นเคยเหลือเกิน เพราะเธอเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตลอดการทำงานแปดปี คราวก่อนมีผู้โดยสารหัวใจวายกะทันหัน แม้จะมีการกู้ชีพฉุกเฉินแต่ก็ช่วยไว้ไม่ได้ เหตุการณ์นั้นยังคงทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นก็มีคนตะโกนเรียกแบบนี้เหมือนกัน เธอจึงวิ่งไปยังต้นเสียงตามสัญชาตญาณทันที
เมื่อเห็นคุณตาล้มฟุบอยู่ที่ที่นั่ง ไม่ว่าคุณยายจะเรียกอย่างไรก็ไม่มีการตอบสนอง และเมื่อเห็นใบหน้าสีม่วงคล้ำนั้น แอร์โฮสเตสก็รู้สึกเหมือนใจจะสลาย
เธอไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้นเธอก็ทุ่มเทฝึกซ้อมเทคนิคการกู้ชีพอย่างหนัก คราวก่อนบนเครื่องบินไม่มีหมออาชีพ หน้าที่การกู้ชีพจึงเป็นของพวกเธอ สุดท้ายผู้โดยสารช่วยไว้ไม่ได้ พวกเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเทคนิคการกู้ชีพของพวกเธอไม่ดีพอหรือเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
ไม่มีใครอยากมองดูชีวิตที่ยังมีลมหายใจต้องจากไปต่อหน้าต่อตาได้ง่ายๆ ดังนั้นนับจากนั้นเป็นต้นมา เธอและแอร์โฮสเตสคนอื่นๆ ในทีมต่างก็พยายามฝึกฝนเทคนิคการกู้ชีพอย่างหนัก
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนนี้ การกระทำของพวกเธอจึงเกือบจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ
หลังจากตรวจพบว่าหัวใจและลมหายใจของชายชราหยุดเต้น แอร์โฮสเตสหลายคนก็ช่วยกันพยุงเขานอนลงกับพื้นและเริ่มทำการนวดหัวใจ (CPR)
ในเวลาเดียวกัน กัปตันได้รับรายงานเรื่องผู้โดยสารมีปัญหา จึงรีบสั่งให้ประกาศตามหาหมอทันที
แอร์โฮสเตสในห้องโดยสารของอู๋เสี่ยวฟู่เห็นคนนับสิบพุ่งตัวออกมาพร้อมกันก็ตกใจ “พวกคุณ!”
ไม่รอให้เธอถาม อู๋เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที
“พวกเราเป็นหมอจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ เร็วเข้า คนไค้อยู่ที่ไหน พาพวกเราไปที”
หมอจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่! มากันตั้งสิบกว่าคนเลยเหรอ!
ให้ตายสิ แอร์โฮสเตสเผยสีหน้าดีใจออกมา หมอเยอะขนาดนี้ แถมยังเป็นหมอจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่อีก ครั้งนี้คนไข้มีทางรอดแล้วจริงๆ
“เร็วค่ะ ตามฉันมา”
แอร์โฮสเตสรีบนำทางอู๋เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังห้องโดยสารข้างๆ
“มาแล้วค่ะ คุณหมอมาแล้ว”
ผู้คนในห้องโดยสารที่กำลังมองดูการกู้ชีพอย่างเคร่งเครียด เมื่อได้ยินว่าหมอมาแล้วก็รีบหลีกทางให้ ในใจเกิดความยินดีขึ้นมาตามสัญชาตญาณ แม้หมอมาจะไม่ได้หมายความว่าจะช่วยชีวิตคนไข้ได้แน่นอน แต่อย่างน้อยที่สุดความหวังก็มีมากขึ้นมหาศาล
“พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ตรงนี้ให้พวกเราจัดการเอง!”
อู่เสี่ยวฟู่กล่าวขึ้น แอร์โฮสเตสได้ยินดังนั้นก็รีบถอยออกไป แม้จะเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าชุดยูนิฟอร์มของเธอเปียกโชกราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เมื่อได้ยินว่าอู๋เสี่ยวฟู่และเพื่อนๆ เป็นหมอ เธอก็ยิ่งรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง
อู่เสี่ยวฟู่กวาดตามองเพียงครั้งเดียวก็พอจะเข้าใจอาการของคุณตาในเบื้องต้น
ใบหน้าซีดเผือดจนเป็นสีม่วง เส้นเลือดที่คอไหลเวียนช้าอย่างเห็นได้ชัด หรือแทบจะหยุดนิ่ง มือทั้งสองข้างเหยียดตึง หมดสติไปแล้ว
เขาไม่ลังเล รีบขึ้นคร่อมคุกเข่าบนตัวคนไข้เพื่อทำการนวดหัวใจ (CPR) ต่อทันที
เมื่อเทียบกับแอร์โฮสเตส อู่เสี่ยวฟู่สามารถควบคุมจังหวะการกดหน้าอกได้อย่างแม่นยำกว่ามาก เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ หากไม่มีบุคลากรทางการแพทย์อยู่ด้วย การกู้ชีพอาจไม่พิถีพิถันนัก แต่การทำ CPR อย่างถูกจังหวะและสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการกู้ชีวิตคนไข้ได้มากขึ้น
“ฉู่จิ่งหมิง ช่วยทำ CPR ต่อด้วย”
หมอหลี่จากแผนกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกเริ่มตรวจสอบอาการของคนไข้ และสั่งให้เตรียมเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)
ชวีอิ่งและคนอื่นๆ เข้าไปสอบถามข้อมูลจากคุณยาย จึงได้รู้ว่าคนไข้มีโรคหัวใจประจำตัวอยู่แล้ว ก่อนขึ้นเครื่องก็กินยามาเป็นพิเศษ เขามีอาการหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) และลิ้นหัวใจไมตรัลปิดไม่สนิทมานานหลายปีแล้ว
ก่อนขึ้นเครื่องครั้งนี้ จริงๆ พวกเขาก็แอบกังวล แต่ลูกชายไม่ได้กลับบ้านมาหกปีแล้วที่ประเทศ M ตอนนี้มีหลานชายด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าถ้าไม่ไปครั้งนี้ จะยังมีโอกาสได้เห็นหน้าลูกชายกับหลานชายอีกไหม จึงฝืนใจขึ้นเครื่องมา
ผลปรากฏว่าพอเครื่องบินขึ้นได้ไม่นานก็เกิดเรื่องทันที
รอบที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
“เตรียมกระตุกหัวใจ”
หมอหลี่จากแผนกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกกล่าวขึ้นทันที อู่เสี่ยวฟู่ผละออกจากตัวคนไข้ โดยมีฉู่จิ่งหมิงช่วยรีบถอดเสื้อส่วนบนของคนไข้
“ถอยไป ทุกคนถอยออกไปก่อน”
แม้พื้นที่ทางเดินในห้องโดยสารนี้จะค่อนข้างกว้าง แต่ก็กว้างเพียงแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากคนรุมล้อม อากาศจะถ่ายเทไม่สะดวก แอร์โฮสเตสเตรียมหน้ากากออกซิเจนมาให้ ชวีอิ่งรีบสวมให้คนไข้ทันที
ทว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาและสถานที่ที่จะมามุงดู
หรงซินรีบจัดระเบียบให้คนอื่นๆ แยกย้ายออกไป
ติดตั้งแผ่นนำไฟฟ้า
“หนึ่ง สอง!”
หมอหลี่ขานจังหวะ แล้วใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าที่มีอยู่บนเครื่องบินทำการกระตุกหัวใจทันที
ปกติคนไข้จะมีอาการหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอยู่แล้ว เมื่อโรคหัวใจกำเริบกะทันหัน การทำ CPR เพียงอย่างเดียวอาจไม่เห็นผลทันที ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีปัญหาเรื่องหัวใจสั่นพลิ้วร่วมด้วย
ผลลัพธ์จากการกระตุกหัวใจเป็นสิ่งที่น่าคาดหวัง
“ได้ผล ทำต่อเลย”
หมอหลี่เหลือบมองข้อมูลบนหน้าจอเครื่องกระตุกหัวใจแล้วร้องออกมาด้วยความดีใจ อู่เสี่ยวฟู่ขึ้นไปคร่อมและทำ CPR ต่อทันที
“เฮือก!”
หน้ากากที่มีลมหายใจและไม่มีลมหายใจนั้นแตกต่างกัน หลังจากทำ CPR หัวใจคนไข้กลับมาเต้นอีกครั้ง ลมหายใจเริ่มฟื้นคืน บนหน้ากากของคนไข้เกิดฝ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือฝ้าที่เกิดจากการที่คนไข้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กะทันหัน
“เอาละ ฟื้นขึ้นมาแล้ว”
อู่เสี่ยวฟู่กล่าวด้วยความดีใจ คนในห้องโดยสารต่างก็ส่งเสียงเชียร์ออกมาพร้อมกัน
“เยี่ยมไปเลย ช่วยกลับมาได้แล้ว”
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ย่อมยากจะจินตนาการถึงความรู้สึกสะเทือนใจที่กระบวนการกู้ชีพมีต่อคนธรรมดา คนที่เกือบจะเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อผ่านการกู้ชีพจนฟื้นกลับมา สำหรับหลายๆ คนแล้ว นี่คือปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง
จะมีอะไรที่น่าประทับใจและสะเทือนใจไปกว่าการได้เห็นชีวิตหนึ่งถูกช่วยกลับมาต่อหน้าต่อตา
และหลังจากได้เห็นเหตุการณ์นี้ หลายคนจึงเข้าใจความหมายของหมอในช่วงเวลาวิกฤตที่มีต่อผู้ป่วยและต่อชีวิต
แปะๆๆ!
เสียงปรบมือดังขึ้น แต่อู่เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ รีบหลีกทางให้ หมอหลี่ยังคงตรวจสภาพร่างกายของคนไข้ ประตูเครื่องบินเปิดออกแล้ว เครื่องบินเพิ่งจะขึ้นแต่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ จึงต้องร่อนลงจอดฉุกเฉินทันที
ทางสนามบินได้ประสานงานเจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉินประจำสนามบินมาเตรียมพร้อมแล้ว
เปลสนาม รถพยาบาลประจำสนามบิน ทุกอย่างมาพร้อมแล้ว
เมื่อเครื่องบินลงจอด พวกเขาก็รีบเข้ามาดูสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าคนไข้ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“จากนี้ส่งต่อให้พวกเราเองครับ”
ทีมแพทย์สนามบินกล่าวกับพวกอู่เสี่ยวฟู่ ซึ่งพวกเขาก็ไม่มีข้อคัดค้านใดๆ แม้คนจะถูกช่วยกลับมาได้แล้ว แต่หลังจากนี้ยังต้องไปตรวจรักษาฉุกเฉินต่อที่โรงพยาบาลเพื่อให้มั่นใจว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
อุปกรณ์บนเครื่องบินนั้นจำกัด แม้พวกเขาจะมีความสามารถล้นเหลือ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
ในเวลาเช่นนี้ ไม่แบ่งแยกหรอกว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนจีน ต่อให้มีแพทย์แผนจีนอยู่ที่นี่ แต่ถ้าไม่มีตัวยา ไม่มีเข็ม ก็เหมือนหญิงเก่งที่ไร้ข้าวสารจะมาหุงข้าว
เข็มสำหรับฝังเข็มของแพทย์แผนจีน หากจะนำติดตัวมาด้วยก็ต้องโหลดใต้เครื่องเท่านั้น
“ขอบคุณพวกคุณมาก ขอบคุณจริงๆ นะคะ”
คุณยายในตอนนี้มองดูตาแก่ของตนที่ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ด้วยดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตา เธอกล่าวขอบคุณอู๋เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ อย่างสุดซึ้ง
หลังจากส่งคนไข้ลงจากเครื่องบินไปแล้ว อู่เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อู่เสี่ยวฟู่สวมชุดกีฬาซึ่งตอนนี้เปียกไปไม่น้อย เขาใช้มือดึงเสื้อขึ้นแล้วปล่อยลงเพื่อให้รู้สึกสบายตัวขึ้นบ้าง
บอกตามตรง กีฬาที่เหนื่อยที่สุดในโลกก็คือการทำ CPR
การทำ CPR หนึ่งรอบเหนื่อยไม่น้อยไปกว่าการวิ่งร้อยเมตรหนึ่งครั้ง ลองนึกภาพการวิ่งร้อยเมตรห้ารอบติดต่อกันดูสิ จะพอเข้าใจความรู้สึกได้
“ขอบคุณพวกคุณมากครับ ขอบคุณจริงๆ รบกวนพวกคุณช่วยบันทึกข้อมูลให้เราหน่อยได้ไหมครับ?”
เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องคนหนึ่งกล่าวกับพวกอู่เสี่ยวฟู่ อู่เสี่ยวฟู่มองไปทางหรงซิน หรงซินเข้าใจความหมาย จึงรีบพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลสองคนตามแอร์โฮสเตสออกไป
ในขณะเดียวกัน ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างก็รู้แล้วว่าอู่เสี่ยวฟู่และคณะเป็นหมอจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่งแห่งตงไห่ และยังรู้ด้วยว่าพวกเขากำลังจะเป็นตัวแทนของประเทศหัวไปร่วมการแข่งขันผ่าตัดระดับโลก จึงพากันปรบมือให้อีกครั้ง
คนที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติมักจะเป็นที่รักของผู้คนเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเพิ่งจะช่วยชีวิตคนไปคนหนึ่งด้วย
ขณะเดียวกัน ในใจของพวกเขาก็รู้สึกว่าคุณตานั้นโชคดีจริงๆ ใช่แล้ว เมื่อล้มป่วยกะทันหัน กลับมีหมอเก่งๆ นับสิบคนพุ่งออกมาช่วยทันที แถมยังเป็นหมอหนุ่มสาวระดับท็อปของตงไห่อีกด้วย นี่มันต้องโชคดีขนาดไหนกันนะ
การกู้ชีพที่ดูสับสนวุ่นวายแต่เป็นระบบนั้น ตอนนี้พวกเขาก็พอจะดูออกบ้าง แค่ดูก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาเลย
เมื่อกลับมายังที่นั่ง แอร์โฮสเตสตั้งใจจะอัปเกรดที่นั่งให้อู๋เสี่ยวฟู่และคนอื่นๆ แต่อู่เสี่ยวฟู่และเพื่อนๆ รีบปฏิเสธไป แม้บนเครื่องบินจะมีเจตนาดี แต่พวกเขาก็ไม่ควรจะรับผลประโยชน์นี้ไว้ เมื่อเห็นพวกอู่เสี่ยวฟู่ปฏิเสธ แอร์โฮสเตสจึงนำน้ำร้อนและของต่างๆ มาบริการให้แทน
“หมออู่ การทำ CPR ของคุณนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ห้ารอบผ่านไปท่าทางยังไม่เปลี่ยนเลย ร่างกายต้องดีขนาดไหนกันเนี่ย น่าอิจฉาจริงๆ วัยรุ่นมันดีอย่างนี้นี่เอง”
การทำ CPR นั้นเรียนรู้ได้ง่าย แต่ผลลัพธ์ที่แต่ละคนทำออกมานั้นไม่เหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจังหวะ แค่จะรักษาท่าทางให้ไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบที่สองก็ยากแล้ว นับประสาอะไรกับห้ารอบติดต่อกันโดยที่ท่าไม่เปลี่ยนเลย ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัด คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าวิ่งร้อยเมตรครั้งที่ห้าจะยังทำเวลาได้เท่าครั้งแรก
ยิ่งไปกว่านั้นคือการวิ่งห้าร้อยเมตรติดต่อกัน
ดังนั้นในการปฏิบัติงานจริง การกู้ชีพหรือทำ CPR มักจะใช้คนหลายคนสลับกันทำ
ยิ่งในช่วงท้ายๆ ยิ่งต้องรับประกันประสิทธิภาพของการกู้ชีพ บุคลากรทางการแพทย์ต่างก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เมื่อพบว่าท่าทางเริ่มผิดเพี้ยนจนอาจไม่ได้มาตรฐานในการกู้ชีพ ก็จะรีบขอเปลี่ยนคนทันที แน่นอนว่าหากไม่มีคนให้เปลี่ยน ก็ต้องฝืนทำต่อไป
เพราะฉะนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องมีสมรรถภาพทางกายที่ดี
น่าเสียดายที่คนเข้าเวรดึกบ่อยๆ แค่เวลานอนยังไม่พอ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องออกกำลังกายเลย หมอเหล่านี้ถึงได้อิจฉาอู๋เสี่ยวฟู่ขนาดนี้
“เหอะๆ นี่แหละครับข้อได้เปรียบของวัยรุ่น พวกคุณอิจฉากันไม่ลงหรอก”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสองสามคนในตอนนี้กลับขยิบตาให้ชวีอิ่ง “พวกเราไม่อิจฉานายหรอก พวกเราอิจฉาหมอชวีต่างหาก”
ชวีอิ่งไม่คิดว่าพวกเขาจะลามมาถึงเธอ จึงได้แต่หน้าแดงด้วยความอาย
อู่เสี่ยวฟู่ไม่กล้าปล่อยให้พวกเขาล้อเลียนตัวเองต่อ จึงรีบหันไปหาคู่หูคนสนิทอย่างฉู่จิ่งหมิง
“หมอฉู่ ผมต้องบอกเลยนะว่า ปากของคุณเนี่ย ผ่านพิธีปลุกเสกมาแน่ๆ”
สายตาที่ฉู่จิ่งหมิงมองอู่เสี่ยวฟู่นั้นเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หมอนี่ไม่รักดีเลยนะ เขาอุตส่าห์กลัวว่า
อู่เสี่ยวฟู่จะงัดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แล้วก็โดนจนได้จริงๆ
“นั่นสิหมอฉู่ ปากคุณนี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ พอพูดว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้น เรื่องก็เกิดขึ้นมาจริงๆ”
ฉู่จิ่งหมิงอยากจะโต้แย้งสักหน่อย แต่ก็พบว่าตัวเองไร้คำโต้แย้งสิ้นดี จึงได้แต่พูดว่า “บังเอิญน่ะ บังเอิญ”
อย่างไรก็ตาม ฉู่จิ่งหมิงสาบานกับตัวเองเลยว่า ครั้งหน้าจะไม่พูดพล่อยๆ อีกแล้ว มันช่างศักดิ์สิทธิ์เกินไป บุคลากรทางการแพทย์นี่มีเรื่องลี้ลับจริงๆ อย่างเช่นเรื่องแก้วมังกรหรือมะม่วงอะไรพวกนั้น
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันได้ยินมาว่าตอนหมอฉู่เข้าเวร แค่พูดจาไม่ระวัง รับรองว่าต้องยุ่งไปทั้งคืนแน่ๆ”
“ใส่ร้าย นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ!”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม หลังจากช่วยคนได้แล้ว อารมณ์ของทุกคนก็ดีขึ้นมาก
“เนื่องจากเครื่องบินมีปัญหาชั่วคราว ขณะนี้เครื่องบินต้องดีเลย์ออกไป เราจะพยายามบินอีกครั้งให้เร็วที่สุด ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดอดทนรอ ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจครับ”