เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Ep.301 - การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Ep.301 - การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Ep.301 - การตัดสินใจครั้งสำคัญ


1/2

Ep.301 - การตัดสินใจครั้งสำคัญ

จางเสี่ยวเฉียงเอ่ยถาม “แล้วพวกเราควรทำยังไงกับเชลยสองตัวนี้?”

ฮังอวี่ตอบคำถามด้วยการกระทำของเขา

กระบี่ในมือวูบไหว แทงตัดขั้วหัวใจของสองมนุษย์จิ้งจอกอย่างไร้ปราณี

พลังชีวิตของเย่กู่ เย่โน่เหือดหายอย่างสมบูรณ์ ตายลงทันที ปล่อยแต้มวิญญาณสีเขียวแบ่งมาทางฮังอวี่ เสี่ยวไป๋ หวังเอ๋อ และราชินีมด

นอกจากนี้ ไอเท็มหลายชิ้นดรอปออกมา

มีทั้งโพชั่น คัมภีร์สกิล และอุปกรณ์

อุปกรณ์สีเขียวมีทั้งสิ้นสี่ชิ้น : ไม้เท้าและรองเท้าของเย่โน่ เกราะหนังและแหวนของเย่กู่

แม้อุปกรณ์ทั้งสี่ชิ้นจะมีคุณภาพสีเขียวในเลเวล 9 และ 10 ทั้งสิ้น

แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันถูกใช้งานมานาน

ค่าความทนทานเหลือไม่มากแล้ว

อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้มีค่าเป็นพิเศษในโลกวิญญาณ แต่ที่พวกมันครอบครองสิ่งเหล่านี้ได้ก็นับว่าดีแล้ว เพราะโลกวิญญาณไม่เหมือนโลกจริง ช่องทางการค้าขายของที่นี่ค่อนข้างล้าหลัง การเข้าถึงวัสดุค่อนข้างยาก

เนื่องจากขาดแคลนวัสดุซ่อมแซม ส่งผลให้อุปกรณ์ดีๆหลายชิ้นแทบไม่เหลือค่าความทนทาน ยากที่จะซ่อมแซมมได้ในทันที จนสุดท้ายกลายเป็นเพียงเศษซาก

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ต่อสู้

การสึกหรอของอุปกรณ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นยุทโธปกรณ์ของชนพื้นเมืองในโลกฝ่ายวิญญาณจึงมีไม่มากนัก

แน่นอน ถึงอุปกรณ์พวกนี้จะมีค่าความทนทานน้อย แต่หากนำพวกมันออกไปประมูลขายในโลกมนุษย์ เกรงว่าคงได้ราคาดีไม่น้อย

ในโลกมนุษย์มีประชากรเป็นจำนวนมาก อย่างแค่เฉพาะเจียงเฉิงก็ปาไป 10 ล้านคนแล้ว พลเมืองถูกส่งไปยังที่ต่างๆในโลกวิญญาณ ดังนั้นสามารถแลกเปลี่ยนหรือหาวัสดุได้อย่างสะดวกสบาย การซ่อมแซมอาวุธเหล่านี้จึงไม่ยากเย็น

เจียงหนานรู้สึกประหลาดใจ “พี่มหาเทพฆ่าพวกมันทำไม?”

“ถ้าไม่ฆ่าพวกมัน เธอจะให้เก็บพวกมันไว้ฉลองปีใหม่ด้วยกันหรือไง?” ฮังอวี่เก็บอาวุธและพูดต่อ “พวกเรามีกันแค่หลักสิบคน และทุกคนไม่สามารถอยู่ในโลกวิญญาณได้ตลอดเวลา ถ้าต้องมาคอยเฝ้าเจ้าสองตัวนี้ คงลำบากเกินไป”

จางเสี่ยวเฉียงกล่าวขึ้นในเวลานี้ “แต่ว่านะลูกพี่ฮัง ถ้าพวกเราฆ่ามัน แบบนี้พวก มนุษย์จิ้งจอกในเมืองหุบเขาเดียวดายต้องรู้เรื่องแน่!”

ฮังอวี่ตอบกลับ “ต่อให้เราไม่ฆ่ามัน สุดท้ายพวกที่อยู่ในเมืองหุบเขาเดียวดายก็จะสังเกตเห็นว่าสหายทั้งสองไม่กลับมาอยู่ดี ถึงตอนนั้นพวกมันอาจส่งทีมออกค้นหา แต่ถ้าเราฆ่าพวกมัน นี่จะเป็นการขู่ให้พวกมันรู้สึกกลัว ไม่กล้าผลีผลามเข้ามาบุกโจมตีเรา”

ถ้าพวกมนุษย์จิ้งจอกส่งทีมออกค้นหา

ถึงเวลาเรื่องราวคงยุ่งยากแน่นอน

ดังนั้นฆ่าเพื่อกระตุ้นให้พวกมนุษย์จิ้งจอกเกิดความระแวงจะดีกว่า

อย่างไรเสีย พลังรบของมนุษย์จิ้งจอกสองตัวนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย ดังนั้นหลังจากพบว่าสหายทั้งสองได้รับการยืนยันว่าตาย ด้วยบุคลิกนิสัยหวาดระแวงของพวกมัน บวกกับยังคงไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่นอน ดังนั้นไม่น่ากระทำการหุนหันพลันแล่น

อดีตเจ้าเมืองหุบเขาเดียวดายเปลี่ยนมือได้อย่างไรยังจำได้ไหม?

ไม่ใช่แค่เรื่องเกิดการต่อสู้กันภายใน แต่ยังรวมไปถึงเรื่องที่เพิกเฉยต่อภัยคุกคามภายนอก!

สำหรับพวกมนุษย์จิ้งจอกแล้ว อาณาเขตของเมืองหุบเขาเดียวดายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้น เมื่อตระหนักว่ามีภัยคุกคามไม่ทราบที่มาจากภายนอก พวกมันก็ยิ่งจะระแวง ไม่กระทำการโดยไม่ยั้งคิด

เย่โน่ เย่กู่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก

การฟื้นคืนชีพของพวกมันจึงน่าจะใช้เวลาแค่ซักราวๆ 5 - 6 วัน

แทนที่จะเสี่ยงออกสำรวจ คิดว่าพวกมนุษย์จิ้งจอกน่าจะรอให้ทั้งสองฟื้นคืนชีพเพื่อถามไถ่สถานการณ์มากกว่า

ถึงตอนนั้น เมื่อทราบว่าภัยอันตรายจากภายนอกไม่ได้ร้ายแรง ถึงค่อยจัดทัพออกล่า

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณสวรรค์ที่พวกมันไม่มีมือถือโลกวิญญาณ มิฉะนั้นหากมันส่งข้อมูลของพวกเขา รายงานออกไปก่อนตาย กลุ่มของฮังอวี่คงประสบกับความโชคร้ายอย่างแน่นอน

ฮังอวี่สั่งการว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป ทุกคนต้องระมัดระวังเวลาเดินทาง ควรดื่มโพชั่นลบกลิ่นอายหรือโพชั่นซ่อนเร้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเราจะไม่ถูกพวกระดับสูงของศัตรูค้นพบ”

ฉูเทียนหัวกล่าวเสียงขรึม “พรสวรรค์โดยกำเนิดของพวกมนุษย์จิ้งจอกคือการสอดแนม ไม่ว่าพวกเราจะพยายามกลบร่องรอยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถปกปิดได้ทั้งหมด มาตรการป้องกันนี้ไม่สามารถใช้ในระยะยาวได้”

“เหล่าฉูพูดถูกแล้ว การหมกตัวอยู่แต่ในถ้ำไม่ใช่แผนระยะยาว ถ้าพวกเราอยากยืนหยัดในโลกวิญญาณได้อย่างแท้จริง พวกเราต้องมีอาณาเขตเป็นของตัวเอง!” ฮังอวี่กล่าว “และเมืองหุบเขาเดียวดายก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว!”

ฉูเทียนหัวเอ่ยถาม “นี่นายต้องการจะยึดเมืองหุบเขาเดียวดาย?”

“ไม่ใช่ผมต้องการยึดเมือง แต่เป็นพวกเราต้องยึดเมือง!” ฮังอวี่กล่าว “ขืนพวกเราไม่มีอาณาเขตเป็นหลักแหล่ง คงยากที่จะเติบโตในอนาคต ... แม้เมืองหุบเขาเดียวดายจะมีขนาดเล็ก แต่ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

ทุกคนเงียบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฮังอวี่พูดถูก

ฐานที่มั่นในถ้ำไม่มั่นคง กระทั่งเรื่องเสบียงยังไม่สามารถรับประกันได้

สภาพแวดล้อมของอาณาจักรมังกรโลกานั้นแตกตต่างกับป่าแห่งการเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง สำหรับคนทั่วไป เมืองและอาณาเขตไม่ใช่แค่พื้นที่ปลอดภัย แต่ยังเป็นแหล่งเสบียงสำหรับพวกเขา และยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาและเติบโตอีกด้วย

ในไม่ช้า ผู้คนจะเข้าใจถึงความสำคัญเรื่องอาณาเขต

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทุกคนกังวลคือจะทำอย่างไรเพื่อยึดอาณาเขตนี้ ...

เพราะถึงเมืองหุบเขาเดียวดายจะเป็นแค่เมืองขนาดเล็ก

แต่ภายในเมือง มีพวกระดับเจ้าถิ่นอยู่มากกว่า 18 ตน!

อีกทั้งยังมีพลรบชั้นยอดอย่างน้อยหลายร้อยนาย!!

งั้นพวกเราจะสู้ยังไง?

แค่บุกเข้าไปแล้วรอดมาได้ก็บุญท่วมหัวแล้ว

ฮังอวี่กล่าว “ทุกคนอย่าพึ่งวิตก พวกเรายังมีเวลาอีก 5 - 6 วันในการเตรียมตัว ระหว่างนี้น่าจะมีมนุษย์เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และผมคิดว่าทีมของพวกเราน่าจะเติบโตขึ้น”

เจียงหนานกำหมัดและกล่าวว่า “พี่มหาเทพพูดถูก คนทั่วโลกกำลังพยายามหลุดพ้นจากป่าแห่งการเริ่มต้น ต่อไปทีมของพวกเราจะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นต่อให้พวกเราถูกกลุ่มมนุษย์จิ้งจอกพบตัว พวกมันก็ไม่มีทางกำจัดเราได้!”

ฮังอวี่กล่าว “ในช่วงนี้ ทุกคนไม่ควรอยู่เฉยเช่นกัน ต้องรีบทำงานอย่างหนัก ออกล่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม?”

“รับทราบ”

“พวกเราเข้าใจ”

“พวกเราจะรีบก้าวตามลูกพี่ฮังให้ทัน!”

จางเสี่ยวเฉียงและคนอีกนับสิบที่เดิมกระสับกระส่าย เวลานี้ตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

แม้บอสฮังจะไม่ใช่ผู้นำโดยตรง แต่เขาได้กลายเป็นผู้นำในจิตใจของทุกคนไปแล้ว ทั้งหมดรู้สึกว่าตราบใดที่บอสฮังยังอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีปัญหาใดที่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้

ฮังอวี่ออกล่ามอนสเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อกลับมาถึงถ้ำ

จ้าวหมิง ฉูเทียนหัวก็เชิญเขาเข้ามาทันที

ตอนแรกฮังอวี่คิดว่าทั้งคู่กำลังวางแผนที่จะหารือเรื่องแผนการโจมตีมนุษย์จิ้งจอก

แต่ผลที่เจอกลับเหนือความคาดหมาย

จ้าวหมิงกล่าวว่า “ฉันได้หารือกับฉูเทียนหัวแล้ว และพวกเราตัดสินใจที่จะสนับสนุนนายอย่างเป็นทางการในฐานะผู้นำของพวกเราในโลกวิญญาณนับจากนี้ไป”

ฮังอวี่ตกใจ “ผมเนี่ยนะ? ไม่เอาหรอก!”

เหล่าจ้าวเหล่าฉูเกือบอาเจียนเป็นเลือด

เฮ้พี่ชาย! นายช่วยไว้หน้าพวกเราหน่อยจะได้ไหม?

อันที่จริง ไม่ว่าจ้าวหมิง ฉูเทียนหัวจะยอมรับหรือไม่ อิทธิพลของฮังอวี่ได้แซงหน้าพวกเขาไปไกลโขแล้ว

หากฮังอวี่เอ่ยปาก

ว่าจะจัดตั้งกองกำลังในโลกวิญญาณอย่างเป็นทางการ

อย่างน้อยคงมีคนของจ้าวหมิงและฉูเทียนหัวกว่าครึ่งจากไปและเข้าร่วมกับเขา

ฉูเทียนหัวกล่าว “ที่พวกเรากำลังจะบอกก็คือ ฉันรวมไปถึงลูกน้องของฉันทั้งหมดจะกลายเป็นคนของนายนับจากนี้ไป และจะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสองค่ายอีก!”

ฮังอวี่เข้าใจ

แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเป็นผู้นำ

แต่พูดตามตรง เขาเป็นแค่ ‘ผู้นำในยามสงคราม’ เท่านั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อใดก็ตามที่มีการสู้รบครั้งใหญ่ ฮังอวี่จะถูกขอให้ออกหน้าในฐานะแม่ทัพสั่งการ แต่หลังจบการต่อสู้หรือหมดหน้าที่แล้ว เขาก็ไม่สามารถสั่งการได้อีกต่อไป

เมื่อปราศจากอำนาจทางการเงิน

ปราศจากอำนาจทางกำลังพล

เขาก็ไม่สามารถควบคุมทีมได้

ฮังอวี่จึงเป็นแค่ผู้นำเพียงในนาม ว่ากันตามจริงเป็นผู้บัญชาการยามที่ทุกคนต้องการเท่านั้น

ส่วนเหตุผลที่การต่อสู้ในทุกๆครั้งดำเนินไปอย่างราบรื่น ก็เนื่องมาจากการสนับสนุนของหัวหน้าค่ายทั้งสาม ซึ่งคอยควบคุมทีมของตัวเองทางอ้อมอีกทอดหนึ่ง

แต่ตอนนี้ หัวหน้าค่ายทั้งสองตัดสินใจแล้ว

พวกเขายินดีสละสิทธิ์ในการนำทีม และหันมาขึ้นตรงต่อฮังอวี่

และนี่เป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะทีมทั้งสองคือชนชั้นยอดจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีคุณภาพและได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดี และทุกคนถูกส่งตรงถึงมือเขาโดยที่ตัวเองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

ขุมกำลังทั้งสองใช้โอกาสนี้เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว

และให้ฮังอวี่ขึ้นเป็นผู้นำทีมอย่างแท้จริง

ฮังอวี่เอ่ยถาม “พวกคุณคิดดีแล้วหรอ? ทีมของพวกคุณในตอนนี้ ทุกคนเป็นคนที่พวกคุณฝึกฝนและขัดเกลามาเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายกลับมอบให้ผม?”

ฉูเทียนหัวกล่าว “ไม่เป็นไร ฉันสร้างทีมนี้ขึ้นมาก็จริง แต่ไม่ได้เห็นแก่ตัวถึงขั้นอยากเก็บเอาไว้คนเดียว”

จ้าวหมิงกล่าวต่อว่า “ฉันเคยคิดเหมือนกันว่าตราบใดที่อดทนและฝึกฝนทีม ฉันอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต ... แต่พอออกจากป่าแห่งการเริ่มต้นและเข้าสู่อาณาจักรมังกรโลกา ฉันก็เข้าใจถึงปัญหามากมาย”

ใช่!

หลังจากขุมกำลังมนุษย์เข้าสู่โลกเบื้องบน

เมื่อต้องเผชิญหน้าชนพื้นเมือง พวกเขายังคงอ่อนแอเกินไป

แค่เมืองเล็กๆที่ครอบครองโดยมนุษย์จิ้งจอกยังไม่สามารถรับมือได้

ด้วยขุมกำลังเพียงเล็กน้อย เกรงว่าการพิชิตโลกวิญญาณคงเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน ตื่นได้แล้ว! ถึงเวลาที่พวกเขาต้องยอมรับความจริง!

ตราบใดที่ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

สุดท้ายย่อมเกิดจุดอ่อน

ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญมากในเวลานี้

ฉูเทียนหัว จ้าวหมิงได้หารือกันแล้ว

และทั้งสองตัดสินใจร่วมมือ รวมทีมเข้าด้วยกัน

แต่เรื่องเดียวที่น่าหนักใจก็คือใครเล่าจะขึ้นเป็นหัวหน้า?

ให้จ้าวหมิงขึ้นเป็นหัวหน้า? แบบนั้นฉูเทียนหัวไม่มีทางยอมรับอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน หากให้ฉูเทียนหัวขึ้นเป็นหัวหน้า? จ้าวหมิงย่อมไม่พอใจ

และนั่นไม่ใช่เฉพาะพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลูกน้องของทั้งสองฝ่ายด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นทำไมให้มอบตำแหน่งนี้ให้แก่ฮังอวี่เล่า?

ยกให้ฮังอวี่เป็นหัวหน้า

และพวกเขาทั้งสองเป็นรองหัวหน้า

แบบนี้ไม่เท่ากับเป็นการแก้ปัญหาหรอกหรือ?

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การทำแบบนี้สามารถผุกมัดฮังอวี่ให้เข้าร่วมทีมได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้ฮังอวี่ซึ่งเป็นยอดฝีมือจากนอกทีม ได้ขึ้นเป็นผู้นำที่แท้จริงของทุกคน

หากอยากฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมถอยครึ่งก้าว เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไป

แม้พวกเขาจะรู้สึกเสียดาย แต่ทั้งเหล่าจ้าวและเหล่าฉูคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วนับแต่เข้าสู่โลกวิญญาณ และมันมากพอที่จะเป็นตัวตัดสินการพัฒนาของทีมในอนาคต!

จบบทที่ Ep.301 - การตัดสินใจครั้งสำคัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว