- หน้าแรก
- ข้าสุ่มระบบใหม่ทุกวัน
- บทที่ 2121 สังหาร
บทที่ 2121 สังหาร
บทที่ 2121 สังหาร
### บทที่ 2121 สังหาร
อันซินเอ๋อร์มองธารลาวาเบื้องล่าง
พลังของนางใกล้จะมอดดับลงแล้ว
นางเองก็ใกล้จะทานทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ส่วนยอดฝีมือที่อยู่ด้านบนก็รุกคืบเข้ามาทุกขณะ
อันซินเอ๋อร์สิ้นไร้หนทางโดยสิ้นเชิง
ขึ้นไปก็มีแต่ความตาย ทั้งยังจะถูกหยามเกียรติ กระโดดลงไปก็มีแต่ความตาย...
ในเมื่อไร้ซึ่งทางเลือก...
อันซินเอ๋อร์หลับตาลง
ทันใดนั้น นางก็พลันลืมดวงตางามขึ้น พลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่าง เงาเลือนรางของหงส์เพลิงปรากฏขึ้นเบื้องหลัง ดวงตางามของนางส่องประกายสีแดงเพลิง ในชั่วพริบตาที่พลังปะทุออกมา ทุกสิ่งรอบกายนางก็ปั่นป่วนวุ่นวาย
“อะไรนะ? เจ้าใช้กระบวนท่านี้ได้ด้วยรึ”
เมื่อเห็นภาพนี้ คนเหล่านั้นต่างแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ
นางในวัยนี้จะใช้กระบวนท่าเช่นนี้ได้อย่างไร?
เป็นไปไม่ได้!
“ในเมื่อต้องตาย เช่นนั้นพวกท่านก็จงมาตายเป็นเพื่อนข้าเถอะ”
พลังอันน่าสะพรึงกลัวของอันซินเอ๋อร์ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
ตูม—
แม้แต่พื้นดินที่อยู่ห่างไกลออกไปในบริเวณนี้ก็ยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ส่วนเย่เทียนอี้ก็อยู่ในอุโมงค์แห่งนี้เช่นกัน เขาพลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนหินร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน เย่เทียนอี้หลบหลีกอย่างต่อเนื่อง
“ข้างหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
เมื่อทุกอย่างสงบลง เย่เทียนอี้จึงรีบมุ่งหน้าไป
อีกด้านหนึ่ง พลังอันน่าสะพรึงกลัวของอันซินเอ๋อร์ได้ทำลายโขดหินทั้งหมดในอากาศอย่างรุนแรง
ร่างของนางร่วงหล่นลงสู่ธารลาวา พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของชายชราทั้งสาม
“ไม่!!”
ผิ่นเทียนห่าวตะโกนลั่น
เขาไม่ได้เศร้าโศกเสียใจเพราะยอดฝีมือทั้งสามคนต้องตาย แต่ที่เขาเจ็บใจคือตนยังไม่ได้แตะต้องอันซินเอ๋อร์แม้แต่ปลายเล็บ นางก็ชิงตายไปเสียแล้ว
“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบเอ๊ย!”
ผิ่นเทียนห่าวกัดฟันกรอด
และในตอนนี้เอง เย่เทียนอี้ก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาเห็นผิ่นเทียนห่าวที่อยู่เบื้องหน้า
ผิ่นเทียนห่าวได้สติกลับคืนมา สายตาจับจ้องไปที่เย่เทียนอี้
“เจ้าเป็นใคร?”
ผิ่นเทียนห่าวขมวดคิ้ว มองเย่เทียนอี้อย่างระแวดระวัง
เขารู้ดีว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น และยิ่งรู้ว่าตราบใดที่ไม่ใช่คนที่ตนรู้จัก ก็ล้วนเป็นคนที่ต้องฆ่าทิ้ง
เพียงแต่คนผู้นี้ช่างดูหนุ่มแน่นนัก ช่างดูไม่สมเหตุสมผล
ในเมื่อไม่รู้จัก เช่นนั้นก็น่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่... ไม่ใช่คนของตระกูลผิ่นเป็นแน่ และย่อมไม่ใช่ตระกูลฮั่ว เพราะคนของตระกูลฮั่วล้วนมีผมสีแดงเพลิง
หรือจะเป็นศิษย์จากสำนักใด?
ไม่สิ... สถานที่เช่นนี้จะให้ศิษย์เข้ามาได้อย่างไร? อย่างน้อยในครั้งนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้
คนตระกูลอันรึ?
ไม่ใช่... เขาก็ไม่รู้จักอยู่ดี
แม้คนตระกูลอันจะมีไม่น้อย แต่คนรุ่นเดียวกันที่สามารถเข้ามาได้ย่อมไม่ธรรมดา ตามหลักแล้วเขาควรจะรู้จัก
“แล้วเจ้าเป็นใคร?”
เย่เทียนอี้เอ่ยถามเรียบๆ
“เจ้าไม่รู้จักข้ารึ?”
ผิ่นเทียนห่าวถามกลับ
เย่เทียนอี้ส่ายหน้า สายตากลับมองลงไปยังสถานการณ์เบื้องล่าง
พลังวิญญาณสวรรค์ปฐพีที่นี่ช่างเข้มข้นยิ่งนัก
คาดว่าใต้ธารลาวานี้น่าจะมีของวิเศษซุกซ่อนอยู่
“ด้วยขอบเขตพลังต่ำต้อยเช่นนี้ เจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร?”
ผิ่นเทียนห่าวมองเย่เทียนอี้อย่างสงสัย
อีกทั้ง พลังธาตุอัคคีที่แผ่ออกมาจากร่างของมันคืออะไรกัน?
กลับให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ยิ่งนัก!
คงอาศัยของสิ่งนี้ถึงได้มาถึงที่นี่สินะ?
ของวิเศษชั้นยอดธาตุอัคคีรึ?
เช่นนั้นเขาผิ่นเทียนห่าวจะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด
ที่สำคัญคือขอบเขตพลังของคนผู้นี้ต่ำมาก
เขาจัดการได้ง่ายดายเกินไปแล้ว
ช่างเถอะ ในเมื่อสวรรค์ปิดประตูไปบานหนึ่ง ก็ย่อมเปิดหน้าต่างให้อีกบาน... และบัดนี้หน้าต่างบานนั้นก็ได้ปรากฏขึ้นแล้วมิใช่หรือ?
ขอเพียงแข็งแกร่งขึ้น ต่อไปจะมีหญิงงามให้เขาเชยชมอีกมากมายนัก!
“เจ้าหาสถานที่นี้พบได้อย่างไร?”
ผิ่นเทียนห่าวเริ่มชวนเย่เทียนอี้คุย พลางหาโอกาสลงมือสังหารในชั่วพริบตา
“เจ้าเป็นใคร? แล้วข้าต้องตอบเจ้าด้วยรึ?”
เย่เทียนอี้เหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ
“นายน้อยผู้นี้คือผิ่นเทียนห่าวแห่งตระกูลผิ่น”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เย่เทียนอี้กลับรู้จัก
อันฉิงเคยบอกเขาไว้
“เช่นนั้นข้าก็รู้จักแล้ว”
“แล้วเจ้าเล่า?”
ผิ่นเทียนห่าวเอ่ยถาม
“ได้ยินมาว่าตระกูลผิ่นและตระกูลฮั่วร่วมมือกันสังหารอันซินเอ๋อร์แห่งตระกูลอัน ข้าจึงมาดูเสียหน่อย”
เย่เทียนอี้กล่าวอย่างเรียบเฉย
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เทียนอี้ ผิ่นเทียนห่าวก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่
ให้ตายสิ?
เจ้าจะรู้เรื่องนี้ก็ช่าง จะพูดออกมาก็ช่าง แต่เจ้ารู้ว่าข้าคือผิ่นเทียนห่าวแล้วยังกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าข้าอีก... นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
ผิ่นเทียนห่าวไม่คิดมากอีกต่อไป แอบกำหมัดแล้วซัดเข้าใส่เย่เทียนอี้ทันที
ตามสถานการณ์ปกติแล้ว หมัดนี้ของเขา ต่อให้เย่เทียนอี้ไม่ตายก็ต้องพิการ
ด้วยขอบเขตพลังที่เหนือกว่า ขอเพียงทำให้มันบาดเจ็บเล็กน้อย ต่อให้มันมีของวิเศษที่ร้ายกาจ ผิ่นเทียนห่าวก็ไม่กังวล
ทว่า...
หมัดของเขากระแทกเข้าร่างของเย่เทียนอี้ ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งที่ห่อหุ้มกำปั้นของตนไว้
ยิ่งไปกว่านั้น หมัดของเขายังรู้สึกร้อนระอุอย่างยิ่ง ในชั่วพริบตานั้น เขารู้สึกราวกับว่าหมัดของตนเองกำลังจะหลอมละลาย
เย่เทียนอี้ระวังตัวอยู่แล้ว ทว่าคนผู้นี้ก็หาใช่ยอดฝีมือที่มีขอบเขตพลังสูงส่งจนน่าเหลือเชื่อ เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตเทวะแท้จริงเท่านั้น
แม้จะยังแข็งแกร่งกว่าเย่เทียนอี้มาก แต่กายเนื้อของเย่เทียนอี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีเปลวเพลิงจากไข่มุกเทพเพลิงคอยคุ้มกาย การคิดจะใช้หมัดธรรมดาที่อาบพลังวิญญาณเพื่อทำให้เย่เทียนอี้พิการนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้
“อ๊า—”
ผิ่นเทียนห่าวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พลางกุมหมัดของตนแล้วรีบถอยห่างออกไป
“บัดซบ!”
เขามองหมัดที่ถูกเผาจนเห็นเลือดเนื้อ แล้วจ้องมองเย่เทียนอี้อย่างเคียดแค้น
เย่เทียนอี้ก็มองไปที่เขาเช่นกัน
“ข้านึกว่าเจ้าจะสงบเสงี่ยมกว่านี้เสียอีก”
เย่เทียนอี้กล่าวเรียบๆ
“เหอะๆๆ”
ผิ่นเทียนห่าวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ให้ตายสิ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? เหตุใดข้าถึงรู้สึกราวกับว่าตนเองที่อยู่ขอบเขตเทวะแท้จริง กำลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตราชันเทพกันเล่า?
เขากำลังหวาดเกรงสิ่งใดอยู่?
“ส่งของวิเศษมา นายน้อยผู้นี้อาจจะไว้ชีวิตเจ้า”
ผิ่นเทียนห่าวกล่าวกับเย่เทียนอี้อย่างเย็นชา
เย่เทียนอี้ยื่นมือออกไป กระบี่เทพที่เสี่ยวจื่อเอ๋อร์มอบให้เขาปรากฏขึ้นในฝ่ามือ
ในเมื่อที่นี่ไม่มีผู้ใด เย่เทียนอี้ย่อมไม่คิดจะสิ้นเปลืองศาสตราศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนหรือของร้ายกาจชิ้นอื่นเพื่อสังหารคนผู้นี้
“กระบี่ชั้นดี”
เมื่อเห็นกระบี่ในมือของเย่เทียนอี้ ดวงตาของผิ่นเทียนห่าวก็เป็นประกาย
แม้จะไม่รู้ว่านี่คือกระบี่อะไร แต่เขาก็ดูออกว่ามันเป็นกระบี่ชั้นเลิศ
“กระบี่เล่มนี้ของเจ้า ก็เป็นของนายน้อยผู้นี้แล้ว”
พลังปราณบนร่างของผิ่นเทียนห่าวพลุ่งพล่าน
“กฎแห่งพลัง”
เมื่อเผชิญหน้ากับคนเพียงคนเดียว เย่เทียนอี้จึงใช้กฎแห่งพลังโดยตรง!
เพื่อปิดฉากการต่อสู้ให้เร็วที่สุด เขาจึงปลดปล่อยเคล็ดวิชาจักรพรรดิมารออกมาโดยตรง
ในชั่วพริบตานั้น ผิ่นเทียนห่าวกลับรู้สึกว่าพลังกดดันของคู่ต่อสู้กำลังข่มเขาอยู่
อะไรกัน?
ฟุ่บ—
ด้วยการเคลื่อนย้ายมิติเพียงครั้งเดียว เย่เทียนอี้ก็มาถึงเบื้องหน้าของเขา
ผิ่นเทียนห่าวที่ไม่ยอมเชื่อในเรื่องเหลือเชนนี้ พุ่งเข้าปะทะกับเย่เทียนอี้อีกครั้งหนึ่ง... ทว่าผลลัพธ์คือร่างไร้วิญญาณของเขาที่ล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น
วิญญาณของเขาทะลักออกจากร่าง แต่ก็ถูกฝ่ามือของเย่เทียนอี้บดขยี้จนสลายไปกลางอากาศ
แม้เขายังมีไพ่ตายอีกนับไม่ถ้วนที่ยังไม่ได้ใช้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว
เย่เทียนอี้ถอดแหวนมิติจากนิ้วของเขาออกมา แล้วตรวจสอบดูครู่หนึ่ง
“ของดีมีอยู่ไม่น้อย แต่น่าเสียดาย...”
น่าเสียดายที่ไม่มีของวิเศษระดับสุดยอดอยู่เลย