เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 เจ้านั่นแหละคือราชาแห่งความอวดดี

บทที่ 130 เจ้านั่นแหละคือราชาแห่งความอวดดี

บทที่ 130 เจ้านั่นแหละคือราชาแห่งความอวดดี


###

เช้าวันถัดมา เย่เทียนอี้ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินออกจากห้อง พลันต้องแปลกใจที่เห็นมู่เชียนเสวี่ยกำลังง่วนอยู่ในครัว ท่าทางของเธอที่ดูเงอะงะอยู่หน้าเตา ทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมา

ดูเหมือนเรื่องเมื่อคืนจะเลือนหายไปจากใจของเธอแล้ว ทว่าภายในจิตใจของเธอย่อมยังหลงเหลือรอยร้าวอยู่บ้างแน่

แต่กระนั้น... มันก็ตลกสิ้นดี! เทพธิดาผู้สูงส่งที่เก่งกล้าไร้เทียมทาน กลับยืนทำอาหารอย่างทุลักทุเลเช่นนี้ มันช่างน่ารักเกินห้ามใจ!

ความจริงเธอสามารถทำอาหารได้อย่างง่ายดายด้วยพลัง แต่เพราะคำพูดของเย่เทียนอี้ที่ว่า ความสนุกของการทำอาหารอยู่ที่กระบวนการ มิใช่ผลลัพธ์ ทำให้เธอเลือกจะลงมือเองอย่างแท้จริง

เมื่อมีเย่เทียนอี้อยู่คอยชี้แนะ เธอก็พอรับมือได้ ทว่าเมื่อไม่มีเขา ทุกอย่างก็ดูจะวุ่นวายไปหมด กระทะด้านหนึ่งเริ่มมีควันคลุ้งขึ้นมา แต่เธอกลับเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ล้างผัก!

เย่เทียนอี้ได้กลิ่นไหม้ รีบเดินเข้าไปปิดไฟแล้วแย่งมีดจากมือของเธอมาหั่นผักแทน

"พี่สาวเทพธิดา ปล่อยให้ข้าทำเถอะ"

เขายิ้มให้เธอก่อนจะหั่นผักอย่างคล่องแคล่ว

มู่เชียนเสวี่ยมองเขา พอเย่เทียนอี้หันมาสบตาก็อดหัวเราะไม่ได้

"ดูหน้าของเจ้าเสียก่อน"

มู่เชียนเสวี่ยหันไปมองกระจกตรงผนัง แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของตนเปื้อนคราบเขม่าเป็นทาง

"ยากกว่าที่คิด"

เธอเช็ดหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่ว

"ข้าจะสอนเจ้าวิธีง่ายที่สุด"

เย่เทียนอี้ยิ้มพูด

"ก่อนจะทำอาหาร ให้คิดลำดับขั้นตอนให้ดี แล้วเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดให้พร้อมก่อนเปิดไฟ แบบนี้จะไม่วุ่นวายแน่นอน"

"เข้าใจแล้ว"

...

หลังอาหารเช้า เย่เทียนอี้มุ่งหน้าไปยังสถาบันเทียนสุ่ย วันนี้บรรยากาศภายในต่างออกไป เพราะเหล่าบุตรหลานจากตระกูลใหญ่ สถาบันชั้นนำ และอาณาจักรต่าง ๆ ได้หลั่งไหลเข้าสู่นครศักดิ์สิทธิ์เทียนสุ่ย แน่นอนว่าสถาบันอื่นอีกสามแห่งก็เป็นเช่นเดียวกัน

เย่เทียนอี้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพวกนั้นไม่ไปพักที่โรงแรมหรือเรือนรับรอง เหตุใดต้องมาแออัดอยู่ในสถาบันทั้งสี่แห่ง?

ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน จุดสำคัญอยู่ที่ในอีกไม่ช้า จะมีโบราณสถานแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับเหล่าผู้เยาว์ โดยผู้แข็งแกร่งแห่งหอเทียนจีได้คำนวณไว้ว่า โบราณสถานนี้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

ดังนั้น บรรดาสถาบันและตระกูลใหญ่ทั้งหลายจึงตกลงกันว่า ให้ผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมรวมตัวกัน ณ สถาบันทั้งสี่แห่ง เพื่อสะดวกต่อการพักพิง และที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือการได้แลกเปลี่ยนและประลองกัน ซึ่งหากแยกย้ายกันไปพักตามโรงแรม ก็ย่อมหมดโอกาสเช่นนี้

เมื่อเย่เทียนอี้มาถึงสถาบัน ก็ถูกซือเจียอีลากตัวไปเข้าร่วมพิธีต้อนรับ

"ข้าพูดตามตรงเถอะซือเป่าเปา ข้าไม่คิดจะต้อนรับพวกนั้นเลยนะ!"

เย่เทียนอี้บ่นพลางเดินตามหลังเธอไปอย่างจำนน

"มีผู้แข็งแกร่งมากมายในรุ่นเดียวกันมาร่วมงาน หากเจ้าไม่ไป ก็เหมือนดูแคลนพวกเขา ดูแคลนสถาบัน และแม้แต่ตระกูลกับสถาบันอื่น ๆ ด้วย หากถูกเพ่งเล็ง เจ้าเดือดร้อนแน่"

ซือเจียอียิ้มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"พูดความจริงมาเถอะ"

เย่เทียนอี้หรี่ตาใส่เธอ

ซือเจียอียิ้มแย้มยิ่งขึ้น

"ก็... ข้าแค่อยากให้เจ้าไปดูพวกอวดดีนั่นน่ะสิ! พวกจากสถาบันกับตระกูลใหญ่น่ะ ท่าทางยโสโอหังเหลือเกิน เมื่อวานหัวหน้าชั้นสิบของพวกเราเข้าไปจับมือกับคนพวกนั้น ยังโดนเมินใส่เลย เจ้าคิดดูสิ จะไม่โมโหได้ยังไง?"

เย่เทียนอี้: "..."

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?"

ซือเจียอีเดินมาหยุดตรงหน้าเย่เทียนอี้ วางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าเขาแล้วกล่าวว่า

"เพราะฉะนั้น... เจ้า เย่เทียนอี้ ในฐานะราชาแห่งความอวดดีของสถาบันเทียนสุ่ย เจ้าจะทนได้หรือ? ไปกับข้าเถอะ เราจะไปขัดเกลาความยโสของพวกนั้นกันหน่อย!"

ใช่แล้ว ซือเจียอีทนไม่ได้! แม้พวกเขาจะสูงศักดิ์และแข็งแกร่งเพียงใด แต่การเหยียดหยามผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ เย่เทียนอี้อาจจะเป็นจอมกะล่อนก็จริง แต่เขาอย่างน้อยก็ไม่ได้ทำตัวข่มเหงใคร

แม้ในสายตาซือเจียอี เย่เทียนอี้จะยังเทียบคนพวกนั้นไม่ได้ แต่ก็แปลกนัก... เธอกลับรู้สึกว่า เย่เทียนอี้ต้องมีวิธีเล่นงานพวกอวดดีพวกนั้นได้แน่นอน!

"ก็ได้ ข้าจะลองดู"

เย่เทียนอี้ไหวไหล่แล้วเดินไปพร้อมเธอ

ที่ลานกว้างของสถาบัน นักเรียนทุกคนมารวมตัวกันอย่างคึกคัก เหล่าคนจากภายนอกกำลังยืนอยู่บนเวที กล่าวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มมั่นใจ มีอยู่ราวสามสิบคน เป็นชายเสียส่วนใหญ่ประมาณยี่สิบห้าคน หญิงเพียงห้าคน สิ่งที่ทำให้เย่เทียนอี้ตกใจก็คือ... หลิวชิงอวี่ก็มาด้วย! และยังมีอีกหนึ่งคนคุ้นหน้า เหอฉางอวี่!

บนเวทียังมีไป๋หานเสวี่ย ฉินเชา หลินฉางเทียน และฮั่วสุ่ย นักเรียนเด่นของสถาบันร่วมยืนอยู่ด้วย

เย่เทียนอี้เห็นกับตาว่า มีหัวหน้าชั้นเรียนของสถาบันพยายามจะจับมือกับชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้น แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้มารยาท แถมอีกฝ่ายยังหยิบผ้าเช็ดมือขึ้นมาเช็ดมือราวกับรังเกียจ

นี่มันอะไรกัน?

ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงทำราวกับตนสูงส่งกว่าผู้อื่นถึงเพียงนี้? โลกนี้มันไม่ยุติธรรมถึงขั้นนี้เชียวหรือ?

"เกิดอะไรขึ้น?" เย่เทียนอี้ถามซือเจียอี

"ตอนนี้เป็นช่วงกล่าวทักทายกันอย่างเป็นทางการ ไป๋หานเสวี่ยกับพวกก็คือหน้าตาของพวกเรา แต่ก็มีแค่ไป๋หานเสวี่ยเท่านั้นที่พอจะสู้ไหว ที่เหลือโดนถล่มราบ ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าหลี่ป๋อเหรินคิดอะไร ถึงต้องจัดงานต้อนรับแบบนี้ แล้วก็พูดว่าการได้แลกเปลี่ยนกับพวกนั้นเป็นโอกาสดี เจ้าขึ้นไปช่วยสถาบันเรากู้ศักดิ์ศรีหน่อยเถอะ!"

เย่เทียนอี้: "...ไม่ใช่นะ พี่สาว คนอย่างไป๋หานเสวี่ยยังสู้ไม่ได้ แล้วข้าจะไปสู้ใครได้? ข้าก็โดนกระทืบเหมือนกันนั่นแหละ!"

"เชอะ ข้าไม่รู้รึไงว่าเจ้ามีแต่แผนชั่วเต็มหัว ขนาดพวกฉินเชา หลินฉางเทียนเจ้ายังเล่นมาแล้ว ในงานประชันกวีเจ้าก็เฉิดฉายจนคนทั้งเมืองจำได้ พวกนั้นถึงจะเก่ง แต่ข้ารู้สึกว่าพอเจอเจ้าเข้าไป ต้องโดนกดแน่นอน!"

พูดตามตรง ซือเจียอีคิดเช่นนั้นจริง ๆ แม้เย่เทียนอี้จะเป็นจอมกะล่อน แต่เขากลับทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ได้เสมอ

"เจ้าก็ผลักข้าเข้ากองไฟเลยนี่นะ ถ้าพวกมันแค้นข้าขึ้นมาล่ะ?" เย่เทียนอี้ตอบ

ซือเจียอีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวานแล้วว่า

"ถ้าเจ้าทำได้สำเร็จ ข้าจะส่งรูปข้าใส่ชุดนักเรียนให้เจ้าดู ยี่สิบแบบเลยนะ!"

ดวงตาเย่เทียนอี้เปล่งประกายทันที

"แค่ก ๆ ๆ ก็ไม่ได้มีเสน่ห์อะไรนักหรอกนะ... แต่เอาก็เอาเถอะ!"

เมื่อสิ้นคำของเย่เทียนอี้ นักเรียนบนเวทีก็กล่าวแนะนำตัวพอดี

"เล่ยเฟิง บุตรคนโตของตระกูลเล่ย แห่งจักรวรรดิเล่ยหลิง วันนี้ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนสถาบันเทียนสุ่ย และได้รู้จักคนเก่งมากมาย โดยเฉพาะคุณหนูไป๋หานเสวี่ย"

เล่ยเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มสุภาพ แล้วส่งสายตาไปทางไป๋หานเสวี่ย

คำพูดประโยคนั้นแสดงให้เห็นถึงความหยิ่งผยองชัดเจน กล่าวอวดตนเองต่อหน้านักเรียนเรือนหมื่นอย่างไม่เกรงใจ ในนัยน์ตาของเขา พวกที่นี่ทั้งหมดไร้ค่า! แม้แต่เมืองศักดิ์สิทธิ์เทียนสุ่ยก็ไม่อยู่ในสายตา

ไป๋หานเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

"คุณหนูผู้เลอโฉม ไม่ทราบว่าหลังพิธีจะกรุณาไปดื่มน้ำชากับข้าสักถ้วยได้หรือไม่?"

เล่ยเฟิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่แฝงความจองหองอย่างเห็นได้ชัด

หลี่ป๋อเหรินบนเวทีรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง เขาในฐานะผู้อำนวยการไม่สามารถต่อกรกับอำนาจเบื้องหลังของคนพวกนี้ได้เลย สู้ก็ไม่ได้ ไม่ต้อนรับก็ไม่ได้ เสียใจนักที่ไม่ฟังซือเจียอีตั้งแต่แรก

"ไปตายซะเถอะ!"

เย่เทียนอี้สบถแล้วเดินพรวดขึ้นเวทีด้วยความเดือดดาล!

จบบทที่ บทที่ 130 เจ้านั่นแหละคือราชาแห่งความอวดดี

คัดลอกลิงก์แล้ว