- หน้าแรก
- ก็ผมมีระบบร่างแยกข้ามมิติ สกิลจากนิยายจีนทุกเรื่องมาอยู่ที่ผม
- บทที่ 8 - การเติบโตของเด็กหนุ่ม
บทที่ 8 - การเติบโตของเด็กหนุ่ม
บทที่ 8 - การเติบโตของเด็กหนุ่ม
บทที่ 8 - การเติบโตของเด็กหนุ่ม
เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่านสมอง แล้วเขาก็คว้าประกายไฟนั้นไว้ได้ทันท่วงที ลู่หมิงเฟยรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า โอกาสดีๆ แบบนี้ ถ้าเขายังไม่ทำอะไรเลย มันจะมิต้องเสียของไปกับชุดสูทแพงๆ และทรงผมสุดเนี๊ยบนี้หรอกเหรอ
ส่วนเรื่องอนาคตจะเป็นยังไง ก็ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน
“ใครจะไปรู้ล่ะ ใจผู้หญิงน่ะเดายากที่สุดแล้ว” หลัวซู่นอนพิงเบาะอย่างเกียจคร้าน เขาไม่ใช่คนประเภทชอบดับความฝันคนอื่น แต่กลับยุส่งเสียด้วยซ้ำ “ถ้านายอยากสารภาพรักจริงๆ พี่สั่งกุหลาบแดงเก้าสิบเก้าดอกให้ได้นะ รับรองว่าเฟี้ยวสุดๆ”
“กุหลาบแดงมันจะดูเสี่ยวไปไหมพี่...” ลู่หมิงเฟยเริ่มจินตนาการถึงฉากการสารภาพรักของตัวเอง แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยจากนอกรถก็ดึงเขาออกมาจากจินตนาการ
มันคือเสียงของจ้าวเมิ่งหัว กับสองพี่น้องสวีเหยี่ยนและสวีเหมี่ยว
“เดี๋ยวพวกแกสองคนหลอกให้มันใส่ไอ้ชุดนั่นนะ ห้ามหลุดปากเด็ดขาดล่ะ”
“วางใจเถอะลูกพี่ ลูกพี่น่ะตั้งใจสารภาพรักไปเถอะ เรื่องลู่หมิงเฟยยกให้พวกเราจัดการเอง รับรองว่ามันจะยอมทำตามทุกอย่างแบบเชื่องๆ เลย”
“ไอ้หมอนั่นนึกว่าตัวเองซ่อนเนียนนักหรือไง ทั้งโรงเรียนเขาก็รู้กันหมดแล้วว่าไอ้คางคกนี่อยากจะกินเนื้อหงส์ คืนนี้แหละจะทำให้มันรู้จักตัวเองซะที”
ทั้งสามคนคุยกันไปพลางเดินไกลออกไป ลู่หมิงเฟยที่กำลังจะเปิดประตูรถออกไปทักทายถึงกับชะงักแข็งทื่อไปทั้งตัว คำพูดติดอยู่ในคอ ร่างกายเริ่มเย็นเฉียบไล่ตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมา
ถ้าคนทั้งชั้นรู้กันหมดแล้ว เฉินเหวินเหวินจะไม่รู้ได้ยังไง?
ลู่หมิงเฟยอยากจะค้านในใจ แต่ความจริงมันค้ำคอ เขาหลอกตัวเองไม่ได้
สรุปคือ ตลอดสามปีในโรงเรียน เขาคือตัวตลกในคราบคางคกที่ทุกคนรับรู้กันหมดอย่างนั้นเหรอ?
และไม่มีใครบอกเขาเลยสักคน นั่นหมายความว่า เขาไม่มีเพื่อนที่จริงใจกับเขาสักคนเดียวเลยใช่ไหม
ช่างล้มเหลวสิ้นดี ลู่หมิงเฟย...
ลู่หมิงเฟยนอนพิงเบาะ เอามือปิดหน้า ร่างกายสั่นเทา เขาอยากจะร้องไห้ชะมัด
แต่พอเขาลดมือลง นอกจากความโศกเศร้าที่ซ่อนไม่มิดในดวงตาแล้ว กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
“คืนนี้ไม่ต้องไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่หาทางไปป่วนบริษัทที่บ้านมันให้เองดีไหม?” หลัวซู่เริ่มจะทนไม่ไหว ตอนแรกเขาตั้งใจจะให้ลู่หมิงเฟยได้เห็นความจริงในคืนนี้ แต่ความจริงมันดันฟาดหน้าแรงเกินไปหน่อย
จากเดิมที่แค่ผิดหวังเรื่องรัก ตอนนี้ลู่หมิงเฟยเหมือนถูกโลกทั้งใบหันหลังให้ไปซะแล้ว
ลู่หมิงเฟยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหัวเบาๆ
ในความโกลาหลนั้น เขาเหมือนได้ยินเสียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งกระซิบข้างหู ราวกับคำล่อลวงของปีศาจ
ดวงตาของเขาสื่อถึงความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง เขามองสบตาตัวเองในกระจกหลัง ราวกับกำลังพูดกับตัวเองว่า “คนเรามันต้องโตขึ้นกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้นหรอก”
หลัวซู่หรี่ตาลง ประกายสีทองจางๆ เริ่มวาบขึ้นในแววตา พลังโลหิตในร่างกายกำลังพลุ่งพล่าน ราวกับเขาสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวที่คุกคามชีวิตเขาได้
“พี่ครับ” เขาเงยหน้าขึ้น แววตาดูราวกับมีอสูรร้ายที่น่าขนลุกซ่อนอยู่
“หืม?” หลัวซู่หันไปมอง
“ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเข้าเรียนที่สถาบันคาสเซล” ลู่หมิงเฟยหัวเราะออกมา แต่เสียงหัวใจของเขากลับไม่มีความอบอุ่นเลย มันช่างเยือกเย็นเหลือเกิน
ลู่หมิงเฟยขยับเนคไทให้หลวมขึ้น วินาทีนี้เขาไม่ใช่เด็กหดหู่คนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นดั่งสิงโตหนุ่มที่กำลังจะออกตรวจตราอาณาเขตของตัวเอง
เขาไม่จำเป็นต้องแสร้งทำอะไรอีก
เขาคือจักรพรรดิโดยกำเนิด
เมื่อเขาตัดสินใจที่จะกระชากเปลือกนอกที่อ่อนแอทิ้งไป ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะหยุดยั้งฝีเท้าของเขาได้อีก
“อยากให้พี่ช่วยไหม?” หลัวซู่ไขว่ห้างอย่างนึกสนุก ถึงแม้เรื่องราวจะเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องมันกำลังเริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ
“ขอยืมคนของพี่หน่อยได้ไหมครับ? ผมอยากเล่นอะไรใหญ่ๆ หน่อย”
“ใหญ่แค่ไหนล่ะ?”
“ใหญ่ขนาดสนามฟุตบอลรวมกันหลายๆ สนามเลยครับ”
……
“อะไรนะ? ยืมคนไม่ได้? นี่นายมาบอกฉันตอนนี้เนี่ยนะ!”
ที่โรงแรมรีเจนท์ นโนที่เพิ่งรู้แผนของจ้าวเมิ่งหัวถึงกับขมวดคิ้วเครียด ถ้าหาทีมมืออาชีพไม่ได้ เธอจะไปช่วยเจ้าเด็กหดหู่นั่นยังไงล่ะ
“เจ๊ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวผมลองถามให้ใหม่” คุณชายเส้าแห่งกลุ่มเฮยไท่จือเองก็จนปัญญา นานๆ ทีเทพธิดาจะมาขอให้ช่วย แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งอู่รถและคลับเฮลิคอปเตอร์ที่เขาสนิทด้วย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งทีมงานและอุปกรณ์ถูกคนเหมาไปหมดแล้ว
“ช่างเถอะๆ นายหาต่อไปแล้วกัน ถ้าเจอคนแล้วให้พวกเขามุ่งตรงไปที่โรงภาพยนตร์วันด้าเลย ฉันจะรอที่นั่น” นโนรีบวางสายแล้ววิ่งไปที่ลิฟต์ กดชั้น “-1” รัวๆ
ให้ตายสิ เธอเป็นคนหลอกให้เจ้าเด็กนั่นไปสารภาพรักเองนะ ถ้าปล่อยให้เขากลายเป็นตัวตลกต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง เธอคงได้เปลี่ยนจาก ‘แม่มดน้อยผู้ไร้กฎเกณฑ์’ กลายเป็น ‘นังตัวแสบไร้ศีลธรรม’ ของจริงแน่ๆ
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออก รถเฟอร์รารี่ของเธอจอดอยู่ไม่ไกล เธอตัดสินใจจะมุ่งหน้าไปที่วันดาก่อน
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเธอก็สั่น มีข้อความส่งเข้ามา
เธอเลื่อนดู พบว่าเป็นข้อความจากลู่หมิงเฟย— 【ไอ้ตัวซวย: รุ่นพี่นโนครับ ผมตกลงเข้าเรียนสถาบันคาสเซลแล้ว เจอกันพรุ่งนี้ครับ】
หืม? เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
นโนตกใจที่พบว่า เรื่องราวมันเริ่มหลุดจากการควบคุมของเธอไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
……
“ลู่หมิงเฟย!” ในขณะที่เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนงานเริ่ม ลู่หมิงเฟยลงจากรถเตรียมจะขึ้นตึก พลันมีเสียงหนึ่งเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง เสียงนั้นใสและไพเราะ ฟังดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด “นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?!”
“เสี่ยวเทียนหนวี่?” ลู่หมิงเฟยหันไปมอง เห็นร่างเพรียวบางยืนอยู่หน้ารถเบนซ์หรู เธอทำหน้าประหลาดใจจนเขาต้องถามกลับอย่างงงๆ “ผมก็มาร่วมงานเลี้ยงไง พี่ก็ด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“ฉันก็มาร่วมงานเลี้ยงน่ะใช่ แต่ฉันหมายถึง... หมายถึงรถคันนี้” ซูเสี่ยวเฉียงชี้ไปที่รถไมบาคข้างหลังลู่หมิงเฟยพร้อมเครื่องหมายคำถามเต็มหัว โดยเฉพาะเมื่อเธอเห็นเสื้อผ้าที่ลู่หมิงเฟยใส่ ความสงสัยก็ยิ่งทวีคูณ
บ้านของเธอถือเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงในซูโจว มีเหมืองทองในแอฟริกาหลายแห่ง แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังต้องเกรงใจพ่อของเธอ
โตมาในครอบครัวแบบนี้ สายตาของเธอจึงเฉียบแหลมมาก เสื้อผ้าที่ลู่หมิงเฟยใส่อยู่ ต้องเป็นผลงานการตัดเย็บของช่างระดับปรมาจารย์แน่นอน
บวกกับบุคลิกที่ดูเหินห่างและเย็นชาที่ลู่หมิงเฟยแสดงออกมาในตอนนี้
ชั่วขณะหนึ่ง ความคิดประหลาดก็ผุดขึ้นมาในหัวเธอ หรือว่าลู่หมิงเฟยจะเป็นเหมือนในนิยาย ที่แกล้งทำตัวเป็นคนธรรมดามาตลอดจนเรียนจบ แล้วตอนนี้ก็ไม่แสร้งทำอีกต่อไป กลับมาเป็นลูกเศรษฐีตัวจริง?
“อ๋อ คันนี้เหรอครับ รถพี่ชายน่ะ” ตอนที่ลู่หมิงเฟยตอบ หลัวซู่ก็ค่อยๆ เลื่อนกระจกรถลง พยักหน้าให้ซูเสี่ยวเฉียงทีหนึ่งเป็นเชิงทักทาย
“สวัสดีค่ะ” ซูเสี่ยวเฉียงโบกมือตอบ
“พวกนายเที่ยวให้สนุกนะ เดี๋ยวสายๆ พี่จะมารับ” หลัวซู่ส่งสายตากับลู่หมิงเฟย ก่อนจะขับรถออกไปอย่างใจเย็น ต่อไปนี้เขาแค่รอให้ละครฉากใหญ่เริ่มขึ้นก็พอ
เมื่อเห็นไมบาคขับไปไกลแล้ว ซูเสี่ยวเฉียงก็หันกลับมา เท้าสะเอวมองลู่หมิงเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มองผมแบบนั้นทำไมครับ?” ถูกมองจนเริ่มขนลุก ลู่หมิงเฟยเลยรีบเอามือโบกผ่านหน้าเธอ
“เปล่า... ก็ดูหล่อดี” ซูเสี่ยวเฉียงรีบก้มหน้าไอแก้เขิน เธอไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าไอ้เด็กลู่หมิงเฟยเนี่ยก็หน้าตาดีใช้ได้เหมือนกันนะ “ไปกันเถอะ งานจะเริ่มแล้ว”
“ไปครับ” เดินไปได้สองก้าว ลู่หมิงเฟยเหมือนนึกอะไรได้ เขาหันกลับไปมองซูเสี่ยวเฉียงด้วยสายตาแปลกๆ “เรื่องคืนนี้... พี่ไม่รู้เหรอ?”
“รู้อะไร?” ซูเสี่ยวเฉียงขมวดคิ้ว ลู่หมิงเฟยไปติดนิสัยพูดจาลึกลับมาจากไหนเนี่ย
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” เมื่อได้คำตอบ ลู่หมิงเฟยก็มองซูเสี่ยวเฉียงด้วยสายตาสงสารเล็กน้อย
ถ้าเขาจำไม่ผิด ซูเสี่ยวเฉียงเองก็ชอบจ้าวเมิ่งหัวเหมือนกัน
และในขณะเดียวกัน ในใจเขากลับมีความรู้สึกยินดี... ไม่สิ ไม่ใช่ยินดี ต้องเรียกว่า ‘สมน้ำหน้า’ ถึงจะถูกกว่า
แม้จะรู้ว่าเป็นความรู้สึกที่ผิด แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่แท้คืนนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ต้องเสียใจสินะ
……
“ลู่หมิงเฟย! ทำไมมาช้าจัง หนังจะเริ่มแล้วนะ”
ภายในโรงหนังวันด้าตอนนี้คนนั่งกันเกือบเต็มแล้ว ตอนที่ลู่หมิงเฟยเดินเข้ามา มีเสียงบ่นอย่างไม่พอใจดังมาจากด้านล่าง
ลู่หมิงเฟยปรายตามอง คนที่พูดคือฝาแฝดที่อ้วนที่สุดในชมรมวรรณกรรม สวีเหยี่ยนและสวีเหมี่ยว
“ลู่หมิงเฟย” จ้าวเมิ่งหัวตะโกนเรียกจากข้างล่าง “นายมัวทำอะไรอยู่ข้างบน มาเตรียมตัวกล่าวสุนทรพจน์ได้แล้ว”
จ้าวเมิ่งหัวกำลังทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ วิ่งวุ่นไปมา พอเห็นลู่หมิงเฟย ในดวงตาก็วาบประกายแห่งการเยาะเย้ยออกมาแวบหนึ่ง
ลู่หมิงเฟยเดินลงไปข้างล่าง จ้าวเมิ่งหัวก็ยื่นถุงกระดาษมาให้ “นี่ชุดที่จะให้ใส่ตอนกล่าวสุนทรพจน์ เดี๋ยวไปเปลี่ยนซะนะ เฉินเหวินเหวินบอกว่าตอนกล่าวสุนทรพจน์อยากให้ดูเป็นทางการหน่อย”
ลู่หมิงเฟยชำเลืองมอง ในถุงเป็นชุดสูทสีดำทรงเกาหลีแบบกระดุมสองเม็ดกับเชิ้ตขาว และเนคไทเส้นเล็กสีดำ ไซส์ดูพอดีกับตัวเขาที่ค่อนข้างผอม
ดูแล้วเป็นแบบเดียวกับที่สองพี่น้องตระกูลสวีใส่เป๊ะ
ลู่หมิงเฟยรับถุงมา จ้าวเมิ่งหัวถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า วันนี้ลู่หมิงเฟยจัดทรงผมมาอย่างดี แถมเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ยังดูหรูหรากว่าตัวเขาที่เป็นเจ้าภาพเสียอีก
“ชุดนี้นายไปขโมยใครมาเนี่ย?” เขาหลุดปากออกมา
“มันไม่สำคัญหรอก มีอะไรให้ผมทำอีกไหม?” ลู่หมิงเฟยมองจ้าวเมิ่งหัวพลางยิ้มเย็นๆ ที่มุมปาก เขาอยากรู้ว่าพวกนี้จะเล่นตลกอะไรกันแน่
“เดี๋ยวไปยืนตรงตำแหน่งนั้นนะ” จ้าวเมิ่งหัวชี้ไปที่กระดาษถ่ายเอกสารที่แปะไว้หน้าจอมอนิเตอร์
“เหยียบตรงนั้นแหละ อย่าบังจอ เดี๋ยวจะมีรูปของชมรมวรรณกรรมขึ้นบนจอ”
ตำแหน่งนั้นเหรอ?
ลู่หมิงเฟยเพ่งมอง ตรงหน้าจอมีกระดาษถ่ายเอกสารวางเป็นจุดๆ แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ □, □□□□, □□□
บวกกับตัวอักษร “o” บนตัวของสวีเหยี่ยนและสวีเหมี่ยว ถ้าเป็นการสารภาพรัก ก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าประโยคนี้น่าจะเป็น “I love you”
แล้วเขาเป็นอะไรล่ะ? คงไม่ใช่ตัว “i” หรอกนะ ถ้าเป็นแบบนั้น จ้าวเมิ่งหัวก็คงไม่เห็นเขาเป็นคนแล้วล่ะ
ลู่หมิงเฟยหัวเราะเยาะตัวเอง ในตอนนั้นเอง ซูเสี่ยวเฉียงก็เดินเข้ามา แต่ต่างจากตอนที่ทำตัวไม่ดีกับลู่หมิงเฟย สองพี่น้องตระกูลสวีรีบยิ้มประจบพานางไปส่งถึงที่นั่ง
ซูเสี่ยวเฉียงแอบมองมาทางลู่หมิงเฟย สายตาประสานกันครู่เดียวก่อนจะเบือนหนี เมื่อกี้ตอนอยู่ในรถลู่หมิงเฟยบอกว่าจะให้เธอดูละครฉากใหญ่ เธอเลยเลือกที่จะเดินตามหลังเขาเข้ามาเพื่อรอดูว่า ลู่หมิงเฟยจะโชว์เหนือทำเอาทุกคนอ้าปากค้างได้ยังไง
จ้าวเมิ่งหัวเร่งให้ลู่หมิงเฟยไปที่ห้องน้ำ เขาก็เลยเดินเข้าไปแล้วหยิบสูทในถุงออกมาดู
มันคือตัว “i” จริงๆ ด้วย
ดีมาก
ลู่หมิงเฟยถอนหายใจยาว จ้าวเมิ่งหัวนายมันไม่ใช่คนจริงๆ เพื่อนร่วมชั้นที่มาในวันนี้ คงมีไม่น้อยเลยสิที่ตั้งใจมาดูตัวตลกอย่างเขา
เขากดมือถือส่งข้อความหาหลัวซู่: “พี่ครับ เริ่มได้เลย”
“OK” หลัวซู่ตอบกลับมาทันที
หลังจากส่งข้อความหาทีมงานมืออาชีพที่จ้างมาให้เริ่มลงมือ หลัวซู่ก็นั่งรอข่าวดีของลู่หมิงเฟยอยู่ข้างนอกโรงหนัง
เขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วย เพราะลู่หมิงเฟยในตอนนี้ไม่ต้องให้ใครช่วยแล้ว
ลู่หมิงเฟยไม่เคยขาดความกล้าหาญ สมัยก่อนเขาเคยมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นเพราะเรื่องพ่อแม่มานักต่อนัก
เพียงแต่ในช่วงหกปีที่ผ่านมา ทั้งบ้านอาสะใภ้และบรรยากาศในโรงเรียนได้บดขยี้ตัวตนของเขาจนหมดสิ้น ทำให้เขาต้องปิดกั้นตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว เก็บเขี้ยวเล็บแล้วแสร้งทำตัวเป็นสัตว์น้อยที่ไร้พิษสง
หลัวซู่รู้ดีว่า นิสัยคนเรามันเปลี่ยนไม่ได้เพียงชั่วข้ามคืนหรอก ที่ลู่หมิงเฟยอยากจะบ้าคลั่งในวันนี้ ก็เพราะมีแรงกดดันบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกและกำลังคอยพยุงเขาไว้
พอความกดดันนี้หายไป เขาอาจจะกลับไปเป็นเด็กหดหู่คนเดิม แต่ขอแค่เขายืดหยัดได้ในครั้งนี้ ต่อไปถ้าเจอเรื่องอะไร เขาก็จะไม่ยอมก้มหัวให้อีก
หลัวซู่หลับตาลงฝึกลมปราณเพื่อกะเวลาที่ลู่หมิงเฟยจะออกมา
วิชาลิ่วคู่เซียนเจ๋อกลืนกินพลังชีวิตของสรรพสิ่ง เถาเที่ยเองก็มีความสามารถนั้นเช่นกัน
ทุกลมหายใจของเขา คือการสกัดสายเลือดในร่างกายให้บริสุทธิ์ขึ้นอย่างช้าๆ
ในระหว่างที่รอนั้น พลันมีเสียงเบรกดังเอี๊ยด รถเฟอร์รารี่สีแดงราวกับเปลวเพลิงจอดลงข้างไมบาค พร้อมกับผู้หญิงผมสีแดงเข้มที่ใส่เครื่องประดับทองฝังอเมทิสต์ครบเซ็ตเดินลงมาจากรถ
เธอรีบเดินย่ำรองเท้าส้นสูงสิบเซนเมตรมุ่งหน้าเข้าไปในโรงหนัง หลัวซู่รีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปทันที แต่น่าเสียดายที่เขาลืมปิดแฟลชและเสียง แสงและเสียง “แชะ” เลยชัดเจนมาก
“นายหมายความว่าไง?” นโนหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เธอเคยเห็นข้อมูลของหลัวซู่มาก่อน ที่ลู่หมิงเฟยเรียกว่าลูกพี่
หมอนี่มาจากเด็กกำพร้า แต่ใช้เวลาแค่หกปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับสูงของวงการธุรกิจในซูโจวได้ เธอมีเหตุผลให้สงสัยว่า ความเปลี่ยนแปลงของลู่หมิงเฟยต้องเกี่ยวข้องกับหมอนี่แน่ๆ
“ใส่ส้นสูงขับรถ หัก 3 คะแนน และปรับตั้งแต่ 200 ถึง 2,000 หยวนนะจ๊ะ” หลัวซู่แกว่งมือถือในมือ “การแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน คือหน้าที่ของพลเมืองที่ดีนะ”
“นายรู้ไหมว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่มีเวลามาล้อเล่นกับนายหรอกนะ” นโนทำหน้าเซ็งสุดขีด
“พี่ต่างหากที่ไม่มีเวลามาล้อเล่นกับเธอ หมิงเฟยจัดการเองได้ เธออย่าเข้าไปวุ่นวายเลยดีกว่า” หลัวซู่ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง คราวนี้ประตูแห่งโชคชะตาของลู่หมิงเฟยต้องให้เขาเป็นคนพังมันเอง เขาจะให้นโนเข้าไปขวางไม่ได้เด็ดขาด
“นายรู้จักฉัน?” นโนแปลกใจ เพราะเธอมั่นใจว่านี่คือครั้งแรกที่ได้เจอหลัวซู่
“หมิงเฟยเคยเล่าให้ฟังน่ะ ยัยมดตะนอยนิสัยเสียที่ชอบโกงเกม 4,000+”
“เหอะ! ขอบใจที่ชมนะ”
……
“ลู่หมิงเฟย! เสร็จหรือยัง ทุกคนรอนายคนเดียวเนี่ย”
ในโรงหนัง จ้าวเมิ่งหัวตะโกนบ่นมาจากหน้าห้องน้ำ
เหล่านักแสดงสมทบบนเวทีต่างก็เข้าประจำที่กันเกือบหมดแล้ว ไฟก็เริ่มมืดลง เหลือเพียงกระดาษถ่ายเอกสารสีขาวที่เป็นตัว “i” บนเวทีที่สะท้อนแสงไฟชัดเจนที่สุด
ทุกคนมากันครบแล้ว ถ้าช้ากว่านี้เฉินเหวินเหวินคงดูออกแน่ว่าเขาวางแผนอะไรไว้ ถึงตอนนั้นความเซอร์ไพรส์ก็คงหมดไป การสารภาพรักก็คงไม่ปังอย่างที่คิด
“ใกล้แล้ว” ลู่หมิงเฟยขานรับ เขาโยนชุดที่จ้าวเมิ่งหัวเตรียมไว้ให้ลงถังขยะอย่างไม่ใยดี แล้วกวักน้ำล้างหน้าพลางจ้องมองตัวเองในกระจก กระซิบเบาๆ ว่า “ผมก็เป็นพวกบทจะบ้าขึ้นมาก็เอาไม่อยู่นะครับ”
พูดจบ เขาก็หลุดขำออกมาเอง
เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเปิดประตูเดินออกมาอย่างมั่นใจ
“อ้าว เฮ้ย ทำไมเป็นงี้ล่ะ” พอเห็นลู่หมิงเฟยไม่ได้ใส่สูทที่เขาเตรียมไว้ จ้าวเมิ่งหัวก็ปรี๊ดแตกทันที เขาพุ่งเข้าไปกะจะคว้าคอเสื้อลู่หมิงเฟยมาถามให้รู้เรื่อง แต่พอสบตาเข้ากับลู่หมิงเฟย ขาทั้งสองข้างกลับสั่นพั่บๆ อย่างควบคุมไม่ได้
เขาสงสัยว่าตัวเองข้ามมิติมาหรือเปล่า ทำไมแววตาแบบนี้ถึงมาอยู่ในตัวเด็กหดหู่แบบลู่หมิงเฟยได้
(จบแล้ว)