- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นหนุ่มหล่อทั้งที ขอจีบยัยแก้มป่องโต๊ะข้างๆ แทนดาวโรงเรียนแล้วกัน
- บทที่ 14 - นี่มันบุพเพอาละวาดชัดๆ!
บทที่ 14 - นี่มันบุพเพอาละวาดชัดๆ!
บทที่ 14 - นี่มันบุพเพอาละวาดชัดๆ!
บทที่ 14 - นี่มันบุพเพอาละวาดชัดๆ!
แต่ซูเซียวเซียวมีสิทธิ์อะไร?
แล้วโจวหยางมีสิทธิ์อะไร?
ไม่ว่าในใจเธอจะเจ็บใจหรือดูถูกเหยียดหยามทั้งสองคนแค่ไหน
โจวหยางในตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย
เพราะตอนอาบน้ำ จู่ๆ เขาก็นึกเรื่องที่โจวเซี่ยงให้ทุนการศึกษาหลินชิงเหยียนขึ้นมาได้
ดังนั้นพอแต่งตัวเสร็จ เขาก็รีบไปหาโจวเซี่ยงทันที
เพราะชาติที่แล้วเขาก็ได้รับทุนการศึกษาจนเรียนจบ เขาเลยรู้ดีว่าเด็กกำพร้าแบบเขาในอดีตต่างหากที่ต้องการความช่วยเหลือนี้จริงๆ ไม่ใช่หลินชิงเหยียนที่มีพ่อแม่เลี้ยงดูครบถ้วน แถมผลการเรียนยังเละเทะ แต่กลับมาแย่งโควตานี้ไป
นี่เท่ากับเป็นการปิดโอกาสของเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไปหนึ่งคน
ดังนั้นเขาเลยไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น หวังแค่จะรีบไปคุยกับโจวเซี่ยงให้รู้เรื่อง
สมกับที่เป็นพ่อบ้างาน โจวเซี่ยงยุ่งจริงๆ ขนาดเพิ่งลงเครื่องถึงบ้าน ตอนนี้ก็เริ่มทำงานอีกแล้ว
โจวหยางรับแก้วน้ำจากลุงหลิว เคาะประตูห้องหนังสือ
เสียงโจวเซี่ยงดังออกมา "เชิญครับ"
พอเห็นว่าเป็นโจวหยาง เขาชะงักไปนิดหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืน "เสี่ยวหยางมีอะไรหรือเปล่าลูก?"
แววตาฉายความดีใจชัดเจน
โจวหยางถอนหายใจในใจ ปิดประตูห้องเบาๆ "เอาน้ำมาให้ครับ ผมเห็นว่าดึกแล้ว เลยบอกลุงหลิวให้เปลี่ยนจากชาเป็นน้ำเปล่า ดื่มชาดึกๆ เดี๋ยวจะนอนไม่หลับ"
โจวเซี่ยงได้รับความห่วงใยจากลูกชายก็ทำตัวไม่ถูก รีบพยักหน้าหงึกๆ "ได้ๆ พ่อฟังลูก"
สองพ่อลูกมานั่งลงที่โซฟา
ดูเหมือนงานการจะไม่สำคัญเท่าลูกชายที่มาปรากฏตัวตรงหน้า
แม้โจวหยางจะเพิ่งเจอโจวเซี่ยงวันนี้วันแรก แต่เขาสัมผัสได้ว่าชายคนนี้รักลูก น่าจะเป็นอารมณ์อยากชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป
โจวหยางรู้สึกเสียดาย เจ้าของร่างเดิมคงไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความรักของพ่อแม่จนวาระสุดท้าย...
โจวเซี่ยงจิบน้ำที่ลูกชายยกมาให้ รู้สึกว่าน้ำหวานเจี๊ยบ
เห็นลูกชายยังนั่งอยู่ไม่ลุกไปไหน เลยเป็นฝ่ายถามก่อน "มีอะไรจะคุยกับพ่อเหรอ? หรืออยากให้พ่อช่วยทำอะไร?"
โจวหยางมองหน้าพ่อ "มีครับ พ่อ พ่อให้ทุนการศึกษาเด็กผู้หญิงที่ชื่อหลินชิงเหยียนใช่ไหมครับ?"
โจวเซี่ยงไม่นึกว่าลูกจะถามเรื่องนี้ ก็พยักหน้า ยอมรับว่าเมื่อก่อนเพราะรู้ว่าลูกชอบเด็กคนนี้ เขาเลยให้ทุนไป
ปีหนึ่งๆ เขาให้ทุนนักเรียนเยอะมาก เลยไม่ได้ใส่ใจรายละเอียด ปกติจะมีผู้ช่วยคอยดูแล
แต่หลินชิงเหยียนเขารู้จัก หนึ่งเพราะลูกชาย สองเพราะผลการเรียนของแม่หนูคนนี้ห่วยแตกเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ
ผู้ช่วยเคยรายงานมาหลายครั้งว่าไม่ผ่านเกณฑ์การขอรับทุน
แต่โจวเซี่ยงไม่ได้ใส่ใจ ขอแค่ลูกชายมีความสุขก็พอ
ตอนนี้พอโจวหยางเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เขาเลยงงนิดหน่อย "ก็มีนะ ไม่ใช่เพื่อนลูกเหรอ?"
"แต่เธอไม่ผ่านเกณฑ์การขอรับทุนเลยนะครับ แถมฐานะทางบ้านเธอก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ไม่น่าจะจำเป็นต้องขอทุน" โจวหยางพูดตรงๆ
โจวเซี่ยงแย้ง "พ่อก็นึกว่าลูกอยากจะเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา"
เพราะผลการเรียนหลินชิงเหยียนแย่มาก ถ้าจะให้สอบเข้าหนานหยางเองคงไม่มีทางเป็นไปได้ โจวเซี่ยงเลยต้องออกทุนให้เธอเข้าเรียน
ไม่อย่างนั้นลำพังครอบครัวเธอคงตัดใจไม่ยอมจ่ายเงินก้อนโตให้ลูกเข้าหนานหยางแน่
แต่โจวหยางกลับบอกว่า "แต่ผมคิดว่าโควตาทุนการศึกษานี้ควรให้คนที่เขาต้องการจริงๆ ดีกว่าครับ เธอไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น"
โจวเซี่ยงเดาทางลูกชายไม่ถูก เมื่อก่อนลุงหลิวบอกว่าลูกชายชอบเด็กคนนี้มากไม่ใช่เหรอ?
เขาลองหยั่งเชิง "ลูกทะเลาะกับหลินชิงเหยียนเหรอ?"
โจวหยางเห็นพ่อระมัดระวังตัวขนาดนี้ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ฟัง
ไล่มาจนถึงเรื่องรถชนตอนต้นปิดเทอม แล้วสรุปว่า "ผมแค่ตาสว่างแล้วครับ ผมไม่ได้ติดค้างอะไรเธอ ไม่อยากเสียเวลาและเงินทองกับเธออีกแล้ว เอาเงินส่วนนี้ไปให้คนที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ดีกว่าเหรอครับ?"
โจวเซี่ยงไม่เคยรู้เรื่องรถชนมาก่อน เพราะโจวหยางสั่งห้ามไม่ให้ลุงหลิวบอก
ตอนนั้นลุงหลิวเห็นแค่แผลถลอกเลยไม่ได้รายงาน
นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเซี่ยงรู้เรื่อง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "ร่างกายลูกไม่เป็นอะไรแน่นะ? ที่ผอมลงนี่เพราะเรื่องนี้เหรอ? ไม่ได้การ พรุ่งนี้พ่อจะพาลูกไปตรวจร่างกาย..."
โจวหยางรีบห้าม "ผมไม่เป็นไรครับ แค่คิดได้แล้วว่าไม่อยากเป็นทาสรักใครแล้ว ส่วนเรื่องลดน้ำหนักเพราะสุขภาพกับร่างกายมันเป็นของตัวเราเอง ผมแค่โตขึ้นครับพ่อ"
โจวเซี่ยงมองลูกชายตรงหน้า จู่ๆ ก็พูดไม่ออก
กลับมาคราวนี้เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกชายชัดเจน เมื่อก่อนก็ได้แต่เดา แต่พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เขาก็เข้าใจว่าลูกคงโดน "พิษรัก" เล่นงานจนความคิดความอ่านเปลี่ยนไป
แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็นั่งคุยกันได้
สุดท้ายโจวเซี่ยงก็บอกว่า "ได้ พ่อเข้าใจความหมายของลูกแล้ว จบเทอมนี้ทางเราจะระงับทุนของหลินชิงเหยียน ลูกพูดถูก เราควรให้คนที่เขาต้องการจริงๆ"
โจวเซี่ยงยิ้ม "ลูกตอนนี้ดีมากเลยลูก พ่อดีใจนะ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ตัวเราเองสำคัญที่สุด"
โจวหยางมองพ่อ ความกังวลที่แขวนค้างอยู่ในใจค่อยๆ วางลง บางทีการใช้ชีวิตกับพ่อในโหมดเพื่อนอาจจะไม่ยากอย่างที่คิด
หลังจากคุยสัพเพเหระกันอีกนิดหน่อย โจวหยางก็ขอตัวกลับห้อง
เพราะโจวเซี่ยงน่าจะยังมีงานต้องทำอีกเยอะ
ในละครกับนิยายที่บอกว่าท่านประธานวันๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่จีบสาวน่ะโกหกทั้งเพ
พ่อเขายุ่งจะตายชัก
พอกลับถึงห้อง โจวหยางถึงเพิ่งเห็นข้อความในมือถือเด้งรัวๆ
ส่วนใหญ่มาจากเพื่อนในห้อง
ในโมเมนต์วีแชทมีการแจ้งเตือน 30 กว่ารายการ
โจวหยางคิ้วกระตุก กดเข้าไปดูโมเมนต์ก่อน
แล้วสมองก็อื้ออึงไปพักหนึ่ง พอกดเข้าไปดูข้อความของซูเซียวเซียว ก็เห็นว่าเธอส่งมาตั้งแต่ 40 นาทีที่แล้ว
โจวหยางพิมพ์ตอบกลับเป็นจุดไข่ปลาหกจุด
แล้วพิมพ์บอกอย่างจริงใจว่า [จิตใจของวัยรุ่นสมัยนี้มันว้าวุ่นเกินไป ข้อแนะนำของผมคือทำเมินครับ คุณว่าไง?]
อีกฝ่ายตอบกลับมาเป็นสติกเกอร์ "โอเค" อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อวิญญาณผู้ใหญ่สองคนเห็นพ้องต้องกันว่าข่าวลือพวกนี้น่าเบื่อ
ประเด็นคือไม่รู้จะอธิบายยังไง จะให้เริ่มอธิบายจากตรงไหน? อธิบายไปแล้วพวกเขาจะเชื่อไหม?
ช่างมันเถอะ
ขอแค่พวกเขารู้ว่าไม่มีอะไรก็พอ
ความจริงคือ พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าเด็กวัยนี้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งเหมือนแก้ตัว สู้ปล่อยให้เวลาผ่านไปเดี๋ยวเรื่องก็เงียบเอง
แต่ทั้งสองคนลืมคิดไปว่า ความเงียบของพวกเขาจะถูกตีความว่าเป็นการยอมรับกลายๆ
และในตอนที่โจวหยางมานั่งอยู่ในห้องเรียนพิเศษ แล้วเห็นซูเซียวเซียวนั่งอยู่ เขาก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่เขามาเรียนคอร์สปูพื้นฐานใช่ไหม?
แล้วทำไมซูเซียวเซียวที่เรียนเก่งระดับเทพถึงมาโผล่ที่นี่ได้?
ซูเซียวเซียวเองก็มีคำถามเดียวกันเป๊ะ บรรยากาศเลยกระอักกระอ่วนพิลึก
แต่ทำไมโจวหยางถึงมาเรียนคอร์สพื้นฐานล่ะ?
โรงเรียนกวดวิชานี้เป็นแบบกลุ่มเล็ก ทั้งห้องเลยมีนักเรียนแค่ 5 คน
ครูผู้สอนเห็นโจวหยางยืนนิ่งอยู่หน้าประตู "เป็นอะไรไปครับนักเรียน?"
โจวหยางได้สติ เดินเข้าไป "ไม่เป็นไรครับครู"
แล้วเขาก็ไปนั่งที่ว่างที่เหลืออยู่เพียงที่เดียว ซึ่งก็คือข้างหลังซูเซียวเซียว
นี่มันบุพเพอาละวาดชัดๆ!
แต่ก็อดรู้สึกเขินๆ ไม่ได้แฮะ
[จบแล้ว]