เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 34 – นักปราชญ์

ตอนที่ 34 – นักปราชญ์

ตอนที่ 34 – นักปราชญ์


เมอร์รินนั้นแทบจะไม่เชื่อสายตาของเธอ อดัม? กำลังอ่านหนังสือ? สิ่งที่เธอมั่นใจมากที่สุดในช่วงเวลาที่เธอดูแลอดัมนั้นก็คือเขาเกลียดการอ่านหนังสือ ซึ่งเขาจะทำก็ต่อเมื่อพ่อของเขาบังคับเท่านั้น

แม้ว่าเจ่าไห่จะทำสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่าง แต่เมอร์รินก็คิดว่าเพราะเขานั้นเป็นคนที่พึ่งพาได้มากขึ้น ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเรียนหรือชอบอ่านหนังสือ

เพราะสิ่งที่เธอไม่รู้นั้นก็คือชีวิตในอดีตของเจ่าไห่ที่เป็นโอตาคุผู้ชื่นชอบในการอ่านหนังสือ เหตุผลที่เขานั้นไม่ได้อ่านหนังสือในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็เพราะว่าตอนแรกที่ตื่นขึ้นมากนั้น เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆมากมายจนไม่มีอารมณ์ที่จะอ่าน

เจ่าไห่นั้นไม่ได้ทันสังเกตุเห็นเมอร์ริน เนื่องจากเขานั้นกำลังมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านหนังสือ แม้ว่าหนังสือเล่นนี้นั้นจะเป็นเรื่องราวของการเดินทางและวัฒนธรรมแต่มันก็มีหลายสิ่งที่ทำให้เขานั้นได้เรียนรู้จึงเป็นประโยชน์กับเจ่าไห่อย่างมาก

อดัมนั้นไม่ใช่คนที่ยึดถือตามแนวทางปฏิบัติและไม่เคยสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับทวีปแห่งนี้ เจ่าไห่จึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย จากคำกล่าวในหนังสือนั้นทวีปแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่มากซึ่งจะมีจักรวรรดิใหญ่ๆอยู่ 5 จักรวรรดิซึ่งมีประเทสรวมกันอยู่ 32 ประเทศ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทั้งทวีปแห่งนี้

นอกจากจักรวรรดิอาร์ซูที่เจ่าไห่อยู่แล้วมันยังมีจักรวรรดิโรเซ่น ,จักรวรรดิไลออน ,ศาสนจักร และจักรวรรดิสีคราม

เจ่าไห่ตอนนี้ได้ครอบครองแดนทมิฬซึ่งเป็นดินแดนที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งติดอยู่กับบึงซากศพซึ่งเป็นหนึ่งในแดนต้องห้ามซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะพูดถึง

ส่วนอีกสี่แดนต้องห้ามที่เหลือนั้นก็คือภูเขาอสูร ,แดนหิมะขั้วโลกเหนือ ,เกาะทะเลเพลิงและที่สุดท้ายหุบเหวปีศาจซึ่งในตำนานกล่าวไว้ว่ามีปีศาจอาศัยอยู่ที่นั้น แต่มันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลืมที่ไม่เคยมีใครพิสูจน์

ซึ่งบึงซากศพแดนต้องห้ามที่ห้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามีซอมบี้สัตว์อสูรที่มีพิษร้ายแรงที่สุด

ในความทรงจำของอดัมนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย และนอกจากนี้แล้วในบันทึกเองก็มีการพูดถึงเกี่ยวกับแดนต้องห้ามนี้น้อยมากแต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับเจ่าไห่

ในอดีตเขานั้นเป็นโอตาคุคนหนึ่งจึงทำให้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเวทย์มนตร์ ,เอลฟ์ ,มังกร ,คนแคระและอื่นอยู่แล้ว

ซึ่งหลังจากอ่านเสร็จ เจ่าไห่ยิ่งมั่นใจว่าเขานั้นต้องเก็บตัวเป็นอย่างดี เขานั้นไม่รู้ว่านักรบหรือนักเวทย์ระดับแนวหน้าของโลกนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน แต่หลังจากเห็นเวทย์น้ำของเมอร์ริน เขาก็พอจะบอกได้ ส่วนจะหาคนที่พลังเท่าเมอร์รินนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

จากนั้นเจ่าไห่ก็ปิดหนังสือ แม้ว่าจะมีหลายสิ่งที่เขาไม่ได้ใช้แต่มันก็ทำให้เขานั้นเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้มากขึ้น

โลกแห่งนี้นั้นต่างจากนิยายที่เขาเคยอ่านในอดีตอย่างเช่นนักเวทย์ที่ไม่สามารถต่อสู้ระยะประชิดหรือนักรบที่ไม่สามารถโจมตีระยะไกลได้ ในโลกนี้นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าร่างกายของนักเวทย์จะไม่แข็งแกร่งอย่างนักรบ แต่พวกเขาก็สามารถใช้เวทย์อย่างง่ายอย่างเวทย์สามขั้นแรกซึ่งแทบจะไม่ต้องร่าย จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องร่ายคาถา ดังนั้นนักรบจึงไม่กล้าที่จะฉวยโอกาสในการต่อสู้อย่างง่ายๆ

แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ใช่ว่านักรบนั้นจะแพ้ได้อย่างง่ายๆ เพราะอย่าลืมว่านักรบส่วนใหญ่นั้นก็สามารถใช้ธนู หรือหอก และอาวุธระยะไกลชนิดอื่นๆได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นนักรบก็ไม่อาจมองข้ามได้

เจ่าไห่ลุกขึ้นยืนก่อนจะสูดหายใจเข้า หลังจากที่เขานั้นอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปนี้แล้ว เขาคิดว่าการตัดสินใจที่จะเก็บตัวอย่างเงียบๆนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาไม่เคยจิตนาการได้เลยว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งขนาดไหนในโลกแห่งนี้บ้าง

เมื่อเขาเดินไปที่หน้าต่างของห้องเรียน ซึ่งปิดโดยหน้าต่างที่ทำจากกระดาษ สามัญชนส่วนน้อยในทวีปที่จะมีหน้าต่างกระดาษในขณะที่ขุนนางนั้นใช้หน้าต่างกระจก แต่หน้าต่างกระจกนั้นค่อนข้างมีราคาแพง กรีนจึงไม่ซื้อมันมา

เจ่าไห่นั้นเปิดหน้าต่างออกและมองไปยังข้างนอก ห้องเรียนนั้นอยู่ที่ขั้นที่สามซึ่งมีแสงสว่างเข้ามาอย่างพอเหมาะ จากตรงนี้นั้นสามารถเห็นลานกว้างของปราสาทซึ่งมีทาสหญิงมากมายกำลังสานหญ้ากันอยู่

เมื่อมองไปยังผู้คนที่กำลังทำงานกันอย่างหนัก เจ่าไห่ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ คนเหล่านี้นั้นมีความสุขและพอใจในชีวิตตอนนี้แม้ว่าพวกเขานั้นกำลังเผชิญอยู่กับวิกฤตที่ยิ่งใหญ่

ตอนนี้เจ่าไห่นั้นเกลียดตัวเองที่ไม่มีพลังมากพอที่จะปกป้องคนเหล่านี้ได้ สิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดนั้นก็คือพาพวกเขาหลบหนีเข้าไปในมิติฟาร์ม แต่เขานั้นก็ไม่สามารถที่จะหลบหนีได้ทุกสิ่งอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะมาจากประตู ซึ่งก็คือเมอร์รินนั้นเอง “นายน้อยถึงเวลาสำหรับมื้อกลางวันแล้วค่ะ”

เจ่าไห่นั้นตัวแข็งทื่อไปสักครู่ เขาไม่คิดเลยว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วๆจริงๆ แต่เมื่อมองไปยังข้างนอกอีกครั้งก็เห็นมีคนนั้นเดินกลับเข้ามาเพื่อทานอาหารกันแล้ว

เมื่อเขาเปิดประตู ก็เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเมอร์ริน “ยายเมอร์ริน ทำไมยายถึงมีความสุขขนาดนั้นล่ะ”

“ไม่มีอะไรค่ะ นายน้อย ถึงเวลาทานอาหารแล้ว”

เจ่าไห่พยักหน้าก่อนที่จะตามเมอร์รินลงไป ซึ่งเม็กและคนอื่นๆก็รอเขาแล้วที่ห้องอาหาร

หลังจากที่ทุกคนนั่งลง เจ่าไห่ก็แบ่งงาน โดยเริ่มจากบล๊อค “บล๊อคเนื่องจากที่ข้านั้นสั่งให้เม็กนั้นไปช่วยสร้างเรือฟางแล้ว ข้าต้องให้เจ้านั้นพาคนไปหาพวกหญ้ามาเพิ่มเนื่องจากเม็กนั้นทำคนเดียวไม่ไหวอย่างแน่นอน”

บล๊อคพยักหน้า จากนั้นเจ่าไห่ก็หันหน้าไปยังร๊อค “ร๊อคส่วนเจ้านั้นคอยรวมรวบหินในเหมือง เมื่อเจ้าได้จำนวนหินที่มากพอแล้วก็ให้เรียกข้า ข้าจะจัดการขนหินพวกนี้เองเพราะมันสะดวกกว่ามาก”

ร๊อคพยักหน้าตอบกลับ จากนั้นเจ่าไห่ก็สั่งงานให้กับแอน “แอนเจ้ามีหน้าที่ในการขุดเหมืองอย่างระมัดระวังและเลือกหินที่ใช้ได้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยไว้ก่อน”

จากนั้นเจ่าไห่ก็สั่งงานกับเดซี่ต่อ “เดซี่เจ้าก็จัดการเรื่องแบ่งเสื่อฟางให้กับทุกคน จากนั้นก็นำทาสผู้หญิงนั้นไปช่วยเมอร์รินสร้างเรือฟางที่ใหญ่พอที่จะบรรจุคนหลายคน อย่ากลัวที่มันจะพลาดและเสียหญ้าพวกนั้นไป บนภูเขานั้นยังมีหญ้าพอที่จะทำมันได้สำเร็จ”

เดซี่พยักหน้า จากนั้นเจ่าไห่ก็หันไปคุยกับเมอร์ริน “ยายเมอร์ริน คุณพูดว่าจะสร้างหอสังเกตุการณ์บนภูเขาเพื่อดูสถานการณ์รอบๆบึงซากศพ นอกจากจะช่วยให้เรารู้การเคลื่อนไหวรอบๆปราสาทแล้ว มันยังช่วยให้เรามีเวลาเตรียมตัวรับมือกับซอมบี้สัตว์อสูรอีกด้วย”

เมอร์รินพยักหน้าของเธอ “ใช่ค่ะนายน้อย เราคอยที่จะสร้างหอสังเกตุการณ์ไว้ แต่คุณไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณควรหาเวลาอ่านหนังสือมากกว่าเดิมเถอะค่ะ”

เจ่าไห่นั้นไม่คาดคิดว่าเมอร์รินจะพูดแบบนั้นกับเขา “ไม่ต้องเป็นห่วงยายเมอร์ริน ก่อนหน้านี้นั้นมีหลายเรื่องที่ผมต้องจัดการ หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมจะอ่านมันอย่างแน่นอน”

เมอร์รินนั้นพยักหน้าตอบกลับ แต่เม็ก ,บล๊อคและร๊อคนั้นกลับช๊อคกับคำพูดนั้น พวกเขานั้นเติบโตมาด้วยกันกับอดัมแต่เด็กดังนั้นพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีความคิดที่จะอ่านหนังสือ

เมื่อประชุมงานกันเสร็จแล้ว พวกเขาก็เริ่มทานอาหาร หลังจากที่เจ่าไห่นั้นทานอาหรเสร็จ เขาก็รีบตรงไปยังห้องหนังสืออีกครั้ง เขานั้นต้องการที่จะรู้จักโลกแห่งนี้มากขึ้นอีก

เมื่อเมอร์รินนั้นเห็นเจ่าไห่ไปห้องหนังสือ ดวงตาของเธอนั้นก็ประกายขึ้นมา แม้ว่าโลกแห่งนี้จะเคารพในความแข็งแกร่งของผู้คน แต่สำหรับผู้มีความรู้นั้นน่าเคารพยิ่งกว่า ขนาดในจักรวรรดิอาร์ซูนั้นมีงานหลายงานที่ให้พวกนักปราชญ์ช่วยงานเพราะจักรพรรดินั้นอาจทำพลาดได้

นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเมอร์รินถึงมีความสุขขนาดนั้น เพราะเจ่าไห่นั้นดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเข้าไปทำให้เขานั้นไม่สามารถที่จึงเรียนเวทย์มนตร์หรือวรยุทธใดๆได้ ส่วนมิติของเขานั้นเพียงใช้แค่หลบหนีเพื่อรักษาชีวิตของเขา ซึ่งมันอาจจะไม่เพียงพอ

เขานั้นยังต้องให้คนอื่นนั้นเคารพในตัวของเขาด้วย ถ้าเจ่าไห่นั้นไม่สามารถที่จะเรียนรู้เวทย์มนตร์หรือวรยุทธได้ ดังนั้นวิธีการเดียวที่เขานั้นจะทำให้คนอื่นเคารพตัวเขานั้นก็คือการเป็นนักปราชญ์

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ ตอนที่ 34 – นักปราชญ์

คัดลอกลิงก์แล้ว