- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีระบบเช็คอินหน่อยเถอะครับ
- บทที่ 470 - ราชายมโลกสิ้นชีพ มหกรรมแบ่งสมบัติ
บทที่ 470 - ราชายมโลกสิ้นชีพ มหกรรมแบ่งสมบัติ
บทที่ 470 - ราชายมโลกสิ้นชีพ มหกรรมแบ่งสมบัติ
บทที่ 470 - ราชายมโลกสิ้นชีพ มหกรรมแบ่งสมบัติ
เหล่าทวยเทพต่างถิ่นยืนตัวแข็งทื่อด้วยความสยดสยอง
ใครจะคาดคิดว่าฮาเดสจะบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ ลงมือสังหารพวกเดียวกันอย่างโหดเหี้ยม ทุกคนต่างหวาดผวา กลัวว่าจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป
ทว่าฮาเดสหมดความสนใจในตัวมดปลวกเหล่านั้นแล้ว
เหตุที่เขากลืนกินสามเทพีแห่งการแก้แค้น ก็เพื่อช่วงชิงอำนาจแห่งคำสาป ด้วยระดับพลังของเขา ย่อมสำแดงเดชคำสาปได้รุนแรงกว่าเจ้าของเดิมหลายเท่า
และคำสาป คือหนึ่งในพลังที่พิศวงที่สุดของโลกเคออส อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำลายสถานการณ์วิกฤตินี้
หลังจากกลืนกินสามเทพี ฮาเดสก็ได้รับอำนาจแห่งคำสาปมาครอบครองและควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
"อ้า..."
"ช่างเป็นพลังที่เปี่ยมล้นจริงๆ"
ฮาเดสครางออกมาอย่างสุขสม สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโรคจิต ความรู้สึกยามได้กลืนกินอำนาจของเทพองค์อื่นช่างหอมหวานจนเขาเสพติด
"ดวงตาแห่งคำสาป!"
ฮาเดสทำหน้าอำมหิต ร่ายคำสาปออกมาทันที
ฉับพลันนั้น ดวงตาสีเหลืองขุ่นขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางความว่างเปล่า นัยน์ตานั้นอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง ริษยา และอาฆาตพยาบาท
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งออกจากดวงตายักษ์
เงาร่างผานกู่มีขนาดใหญ่โตเกินไปจึงไม่อาจหลบพ้น ถูกลำแสงนั้นเข้าจังๆ
วินาทีต่อมา ความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิด
เงาร่างผานกู่ที่เคยแกร่งกล้ากลับทรุดฮวบลงอย่างกะทันหัน แขนขาอ่อนแรง ไอคอกแคก ร่างกายเริ่มมีฝีหนองผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
จากนั้นดวงตาสีเหลืองก็กลอกไปมา ลำแสงอีกสายเจาะทะลุค่ายกลจนเกิดรอยแยก
ในเวลาเดียวกัน อาจเป็นเพราะการต่อสู้ก่อนหน้านี้รุนแรงเกินไป "อาณาเขต" ที่หงจวินกางกั้นไว้ก็เกิดช่องโหว่ ถูกแสงสีเหลืองอันน่าสยดสยองเจาะทะลุจนเป็นรู
โพไซดอนสีหน้าลิงโลด
ไม่เพียงหนีออกจากค่ายกลได้ แต่ยังหนีออกจากอาณาเขตปิดกั้นบ้านี่ได้ด้วย
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย พุ่งปราดไปยังรอยแยกนั้นทันที ไม่มีแก่ใจจะคิดสู้ต่อ เพราะรู้ดีว่าพลังคำสาปถ่วงเวลาได้เพียงชั่วครู่
ไม่ใช่ว่าคำสาปไม่รุนแรง แต่เพราะค่ายกลไม่มีชีวิต การที่มันถูกคำสาปเล่นงานได้ก็แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของคำสาปแล้ว
"แย่แล้ว!"
"จะหนีไปไหน!"
สิงเทียนตกใจ รีบลงมือขัดขวาง แต่เมื่อไร้ซึ่งการควบคุมจากเงาร่างผานกู่ ลำพังร่างเทอะทะของเผ่ามารย่อมไม่อาจไล่ตามความเร็วของเทพเจ้าได้
เมื่อเห็นฮาเดสทิ้งพวกตนไว้แล้วหนีเอาตัวรอด เหล่าเทพกรีกที่เหลือก็หน้าถอดสี รีบตะเกียกตะกายตามไปพลางตะโกนเรียก
"ท่านฮาเดส!"
"รอพวกข้าด้วย!"
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งหงฮวงต่างตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก หากฮาเดสหนีรอดไปได้ เคราะห์กรรมครั้งนี้จะถือว่าสำเร็จหรือล้มเหลว?
หลัวซวนยังคงสีหน้าสงบนิ่ง
"คิดจะหนี?"
คนอย่างเขาเน้นความชัวร์เป็นที่ตั้ง ในเมื่อคาดเดาไว้แล้วว่าอาจเกิดปัญหา มีหรือจะไม่เตรียมแผนสำรอง?
เขาจีบนิ้วร่ายเวท แล้วชี้ไปกลางอากาศ
"สยบ!"
โฮก!
เสียงมังกรคำรามกึกก้อง
สิบสองมนุษย์ทองคำสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พวกมันไม่ได้มีดีแค่การวางค่ายกล แต่ยังเป็นสมบัติวิเศษที่รองรับพลังโชคชะตาแห่งเผ่ามนุษย์
นี่คือไม้ตายก้นหีบของหลัวซวน
กลางเวหา ฮาเดสพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงปากทางออก อิสรภาพรออยู่แค่เอื้อม
ทันใดนั้นมังกรโชคชะตาก็พุ่งขวางลำ บิดกายอันใหญ่โตมโหฬารเข้ารัดพันร่างฮาเดสไว้แน่น ตรึงเขาไว้หน้าทางออกอย่างดิบดี
รอยยิ้มของฮาเดสแข็งค้างบนใบหน้า
ความฮึกเหิมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด ตะโกนเสียงแหบแห้ง
"พวกเจ้า... สมควรตายให้หมด!"
เขาดิ้นรนสุดชีวิต พยายามสลัดการพันธนาการของมังกรทอง แต่พลังโชคชะตาแห่งเผ่ามนุษย์นั้นหนักอึ้งดุจขุนเขา หาใช่สิ่งที่จะสลัดหลุดได้โดยง่าย
จังหวะนั้นเอง เงาร่างผานกู่ก็ขจัดพลังคำสาปออกไปได้แล้ว
มันย่างสามขุมเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ตาย!"
หลัวซวนแววตาเย็นเยียบ
เงาร่างผานกู่เหวี่ยงขวานยักษ์สุดแรงเกิด รังสีขวานผ่าโลกพุ่งวาบออกมา แฝงด้วยอานุภาพทำลายล้างมหาศาล ตรงเข้าบั่นคอฮาเดส
ฮาเดสเบิกตาโพลง ในฐานะราชาแห่งยมโลก เขากลับได้กลิ่นอายความตายเสียเอง
"ไม่!!!"
เขาแหกปากร้องลั่น เส้นเลือดปูดโปนทั่วใบหน้า ดวงตาแทบถลนออกมา
ร่างกายปลดปล่อยแสงดำทมิฬออกมาต้านทานหวังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย แต่หลัวซวนไม่เปิดโอกาสให้
เขายื่นนิ้วชี้ออกไป
มังกรโชคชะตาคำรามต่ำ อ้าปากกว้างพ่นเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์อันร้อนแรงออกมาเผาผลาญ
ด้านหนึ่งคือเพลิงผลาญ อีกด้านคือคมขวานสังหาร
การดิ้นรนอันริบหรี่ของฮาเดสไร้ผลโดยสิ้นเชิง ร่างของเขาถูกเพลิงมังกรเผาจนมอดไหม้ ก่อนจะถูกรังสีขวานผ่าร่างจนแหลกละเอียด
ตูม!
หมอกเลือดฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้า
ราชาแห่งยมโลกผู้ยิ่งใหญ่... สิ้นชื่อลง ณ ที่แห่งนี้
ฟ้าดินเงียบสงัด เหลือทิ้งไว้เพียงผลึกเทพและหมวกแห่งความล่องหนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์
"แม่เจ้าโว้ย"
"ตายง่ายๆ งี้เลย?"
ตือโป๊ยก่ายกลืนน้ำลายเอือก สีหน้าตื่นตระหนก ตอนฮาเดสเปิดตัวมานั้นช่างดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามจนพวกเขาไร้ทางสู้ คิดว่าคงไม่รอดแน่
แต่สุดท้าย เทพผู้ทรงพลังปานนั้นก็ยังต้องมาตายตก
"จบเสียที!"
พระถังซัมจั๋งหาได้สนใจเรื่องนั้น ทุกสิ่งล้วนเป็นเกมกระดานของผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ
สามเทพีตาย ฮาเดสก็ตาย
ส่วนพวกเทพตัวประกอบที่เหลือ เนื่องจากรีบร้อนหนีตามฮาเดสมา จึงมาออกันขวางทางขวานของผานกู่พอดี เลยโดนกวาดล้างตายเรียบไปในคราวเดียว
ละครฉากใหญ่จบลง
หมีเล่อและกว่างเฉิงจื่อรีบเผ่นหนีหางจุกตูด
แม้ครั้งนี้หงฮวงจะเป็นฝ่ายชนะ แต่หลัวซวนดันได้หน้าไปเต็มๆ พวกเขาที่กลายเป็นตัวตลกจึงไม่อยากอยู่ให้คนเยาะเย้ยแม้แต่วินาทีเดียว
...
ณ ยมโลก เมืองเฟิงตู
หลัวซวนนั่งประจันหน้ากับผิงซิน บนโต๊ะมีของสองสิ่งวางอยู่ คือผลึกเทพของฮาเดสและหมวกแห่งความล่องหน
"ครั้งนี้ต้องขอบใจสหายตัวน้อยมาก"
ผิงซินเอ่ยขอบคุณ ครั้งนี้เผ่ามารได้หน้าได้ตาและผลประโยชน์มหาศาลก็เพราะการเสนอชื่อของหลัวซวน มิเช่นนั้นต่อให้นางเป็นนักบุญ แต่ยอดฝีมือในหงฮวงมีมากมายไฉนเลยจะเวียนมาถึงเผ่ามาร
"ท่านแม่พระธรณีไม่ต้องเกรงใจ"
"ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ"
หลัวซวนยิ้มบางๆ "ผลึกเทพยมโลกนี้ไร้ประโยชน์ต่อข้า ขอมอบให้ท่านก็แล้วกัน ข้าขอแค่หมวกใบนี้ก็พอ"
ผิงซินมีสีหน้าซาบซึ้งใจ
หลัวซวนลงแรงไปมาก ย่อมสมควรได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง
ในฐานะประมุขแห่งยมโลก กฎแห่งพลังที่แฝงอยู่ในผลึกเทพของฮาเดสนั้นล้ำค่าสำหรับนางยิ่งกว่าสมบัติวิเศษชิ้นใด
หลัวซวนรู้ข้อนี้ดี ในเมื่อผลึกเทพไม่มีประโยชน์กับเขา สู้ทำเป็นใจกว้างมอบให้นางเพื่อผูกมิตรไว้จะดีกว่า
เมื่อแบ่งสมบัติเสร็จสิ้น หลัวซวนก็กลับมายังเกาะอัคคีมังกร
ครืน!
ทันใดนั้นท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำราม
เมฆดำทมึนก่อตัวขึ้น กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวรวมตัวกันอยู่เบื้องบน ล็อคเป้ามาที่ตำแหน่งของหลัวซวนอย่างแม่นยำ
หลัวซวนเสียวสันหลังวาบ ร้องแย่แล้วในใจ
"เวรละ"
"ทัณฑ์แห่งมหาเต๋า!"
ก่อนหน้านี้เพื่อสังหารฮาเดส หลัวซวนได้ยืมพลังโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ แม้จะไม่ได้ลงมือเองโดยตรง แต่ก็นับว่าเป็นการซิกแซกกฎ
การกระทำเช่นนี้ จะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิด
ตอนนั้นหลัวซวนหวังเสี่ยงดวง คิดว่ามหาเต๋าคงไม่ถือสาหาความ เพราะเขาเองก็ช่วยอุดช่องโหว่ให้
"ปัดโธ่เอ๊ย"
"มหาเต๋านี่ขี้งกชะมัด"
หลัวซวนหน้าเบ้ หากโดนทัณฑ์สายฟ้าเข้าไปสักเปรี้ยง ต่อให้ไม่ตายก็คางเหลืองแน่นอน
ทันใดนั้น สมองเขาก็แล่นปรู๊ด ร้องอุทานอย่างยินดี
"จริงสิ!"
[จบแล้ว]