- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีระบบเช็คอินหน่อยเถอะครับ
- บทที่ 320 - สำนักศึกษาจี้เซี่ย ท่องทั่วหล้า
บทที่ 320 - สำนักศึกษาจี้เซี่ย ท่องทั่วหล้า
บทที่ 320 - สำนักศึกษาจี้เซี่ย ท่องทั่วหล้า
บทที่ 320 - สำนักศึกษาจี้เซี่ย ท่องทั่วหล้า
ภายในเพิงชา
จอมยุทธ์หนุ่มนอนกรนสนั่นหวั่นไหว ขณะที่หลัวซวนและจินหมู่กำลังนั่งถกเถียงถึงสัจธรรมแห่งเต๋า
จินหมู่ในร่างจิตรกรสาวนั่งหลังตรง สง่าผ่าเผย รอบกายเปล่งประกายรัศมีจางๆ ม้วนภาพวาดขนาดใหญ่คลี่ออกต้านสายลม บนผืนผ้าใบปรากฏภาพพืชพรรณไม้นานาชนิด นกวิหค สัตว์ป่า และแมลง แหวกว่ายมีชีวิตชีวา
มือเรียวงามจรดพู่กัน ตวัดวาดกลางอากาศ
ทันใดนั้น
น้ำหมึกสาดกระจาย ดอกไม้แปลกตาและหญ้าวิเศษนานาพันธุ์ก็ผุดขึ้นรอบทิศ แข่งกันเบ่งบาน ทำให้ผืนดินที่เคยแห้งแล้งกลับมามีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยสีสันตระการตา
หลัวซวนเอ่ยชมเชยด้วยความจริงใจ
"เปลี่ยนทิวทัศน์ในภาพวาดให้กลายเป็นความจริง วิชาของสหายเต๋าช่างล้ำเลิศยิ่งนัก"
จากนั้น หลัวซวนก็เริ่มแสดงวิชาของสำนักนิยายบ้าง
เพียงเห็นบันทึกธุลีแดงลอยออกมาจากแขนเสื้อ หน้ากระดาษพลิกไหว แสงสว่างเจิดจ้า ร่างของชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากในหนังสือ เขาคือจงขุย
ดวงตาวาวโรจน์ ท่าทางขึงขัง มีชีวิตชีวาไม่ต่างจากมนุษย์จริงๆ
จินหมู่ตกตะลึง
แม้ว่านางจะสามารถเปลี่ยนของเท็จให้เป็นจริงได้ แต่นางทำได้เพียงสร้างพืชพรรณไม้ หากจะสร้างสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต แม้จะสร้างขึ้นมาได้ ก็มักจะมีสติปัญญาต่ำต้อย
แต่สิ่งที่หลัวซวนสร้างขึ้น กลับเหมือนมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีความคิดและอารมณ์เป็นของตัวเอง
นี่มัน...
วิชาเช่นนี้ แม้แต่ร่างต้นของนางยังไม่อาจทำได้
เนิ่นนานผ่านไป ภาพมายาทั้งหมดก็เลือนหาย
จินหมู่ถอนหายใจพลางกล่าวว่า
"ความลึกล้ำของสำนักนิยาย เหนือกว่าสำนักจิตรกรของข้ามากนัก ขอนับถือจากใจ การประลองปัญญาครั้งนี้ ข้าขอยอมแพ้"
หลัวซวนยิ้มตอบ
"สหายเต๋าถ่อมตัวเกินไปแล้ว วิถีแห่งภาพวาดของท่านก็ทำให้ข้าได้รับความรู้แจ้งไม่น้อย"
จินหมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
นางหวนนึกถึงรูปลักษณ์อันดุดันน่าเกรงขามของจงขุยเมื่อครู่ พลันเกิดแรงบันดาลใจ ตวัดพู่กันวาดภาพกลางอากาศ วาดรูปเหมือนของจงขุยขึ้นมาหนึ่งใบ
"ภาพนี้ขอมอบให้สหายเต๋า เป็นที่ระลึกในการพบกัน"
หลัวซวนไม่ปฏิเสธ รับไว้ด้วยความยินดี
เมื่อการสนทนาจบลง จินหมู่ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป แต่ก่อนไปนางนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงหันมากล่าวกับหลัวซวนว่า
"ไม่ทราบว่าสหายเต๋าจะไปร่วมงานชุมนุมประลองปัญญาหรือไม่?"
"งานชุมนุมประลองปัญญา?"
"สหายเต๋าไม่รู้เรื่องนี้หรือ?"
"งานนี้จัดขึ้นโดยแคว้นฉี พวกเขาสร้าง 'สำนักศึกษาจี้เซี่ย' ขึ้น เพื่อรวบรวมปราชญ์เมธีจากทั่วหล้า มาแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ นับเป็นงานใหญ่แห่งยุคสมัย"
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของจินหมู่ หลัวซวนจึงเข้าใจที่มาที่ไป
แคว้นฉี เป็นมหาอำนาจในยุคนี้
โดยเฉพาะอ๋องแห่งแคว้นฉีองค์ปัจจุบัน เป็นผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ก็มุ่งมั่นที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองและขยายอำนาจให้แคว้นฉี
จึงได้ประกาศรับสมัครปราชญ์ผู้มีความสามารถ
เชิญชวนผู้รู้จากทั่วสารทิศมาร่วมถกเถียงปัญหาบ้านเมืองที่สำนักศึกษาจี้เซี่ย ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นจะได้รับตำแหน่งขุนนางและได้รับเกียรติยศสูงสุด
พูดง่ายๆ ก็คือ
ที่นี่สวัสดิการดีเยี่ยม รีบมาสมัครงานกันเถอะ
เมื่อจินหมู่จากไป หลัวซวนก็นั่งครุ่นคิด
คาดการณ์ได้ว่า งานชุมนุมที่สำนักศึกษาจี้เซี่ยครั้งนี้ต้องยิ่งใหญ่แน่นอน ร้อยสำนักปราชญ์จะต้องมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อปั่นป่วนกระแสลมแห่งยุคสมัย
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ลองไปดูสักหน่อยเถิด"
หลัวซวนตัดสินใจ
ไม่ใช่เพื่อลาภยศสรรเสริญของแคว้นฉี เชื่อว่าผู้ที่ไปร่วมงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนเรื่องพรรค์นั้น สิ่งสำคัญคือเวที
บัดนี้ แม้ร้อยสำนักจะถือกำเนิดและเริ่มเผยแผ่คำสอน
แต่ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ชื่อเสียงยังไม่ขจรขจายไปทั่วหล้า ตัวอย่างเช่นจวงโจว เกรงว่าคนในยุคนี้คงแทบไม่มีใครรู้จักเขา
การเข้าร่วมงานประลองปัญญา ไม่เพียงแต่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์ท่านอื่น เพื่ออุดรูรั่วของตนเอง แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะประกาศศักดาของสำนักนิยายให้ก้องโลก
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลัวซวนก็ยังไม่ได้ออกเดินทางทันที เขายังต้องเตรียมการบางอย่าง
ยามพลบค่ำ จอมยุทธ์ในเพิงชาค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น มองไปรอบกายพบว่าไร้ผู้คน เหลือเพียงเขาคนเดียว
ทันใดนั้น เขาก้มลงสำรวจตัวเอง
แล้วก็ต้องตกตะลึงด้วยความปิติ เมื่อพบว่าพลังวรยุทธ์ของตนทะลวงผ่านคอขวดเลื่อนขั้นไปถึงหนึ่งระดับใหญ่
"วาสนา..."
"วาสนาหล่นทับชัดๆ!"
จอมยุทธ์หนุ่มตื่นเต้นจนแทบบ้า ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่า ชายหญิงคู่นั้นหาใช่คนธรรมดา แต่เป็นยอดคนผู้เร้นกาย
"โชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้ปากพล่อย ไม่เช่นนั้นคงหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว"
เขานึกย้อนกลับไปก็ขนลุกซู่ ตอนนั้นเขาแอบนินทาในใจ โชคดีที่ไม่ได้พูดออกมา
มิฉะนั้น หากล่วงเกินยอดคนเข้า คงไม่มีจุดจบที่ดี
"ดูเหมือนผู้อาวุโสท่านนั้นจะขายชาอยู่ที่นี่ พรุ่งนี้ข้าลองมาใหม่ดีไหม..."
จอมยุทธ์ส่ายหน้าอย่างแรง
การได้ฟังธรรมจากยอดคนสองท่านก็นับเป็นวาสนาสูงสุดแล้ว หากยังไม่รู้จักพอ ก็โลภมากเกินไปแล้ว
อีกอย่าง ใครจะรู้ว่ายอดคนท่านนั้นเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม
หากพลั้งเผลอไปทำให้ท่านขุ่นเคือง คงซวยไม่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น จอมยุทธ์ก็ตัดใจจากความโลภ คุกเข่าโขกศีรษะให้เพิงชาสามครั้ง เพื่อขอบคุณพระคุณที่ถ่ายทอดวิชา แล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ในภายภาคหน้า ด้วยวาสนาในครั้งนี้ จอมยุทธ์ผู้นี้จะก้าวขึ้นสู่ระดับไท่อี้จินเซียน และสร้างชื่อเสียงโด่งดังในโลกหงฮวง
...
หลังจากพักผ่อนในหมู่บ้านต่ออีกไม่กี่วัน หลัวซวนก็ตัดสินใจออกเดินทาง
ชาวบ้านต่างอาลัยอาวรณ์
หลัวซวนรู้ดีว่าพวกเขากังวลเรื่องอะไร ก็แค่กลัวว่าเมื่อเขาจากไป หมู่บ้านจะขาดผู้คุ้มครอง และอาจถูกปีศาจรุกรานอีก
เรื่องนี้หลัวซวนเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว
"ทุกคนวางใจเถิด"
"เพียงนำภาพวาดนี้ไปแขวนไว้ในศาลบรรพชน ก็จะสามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้ายได้"
หลัวซวนหยิบภาพวาดจงขุยที่จินหมู่ให้มา แล้วจรดพู่กันเขียนตัวอักษรสีแดงชาดลงไปว่า : ภูตบดีปราบมารพิทักษ์เรือน!
สิ้นตัวอักษรสุดท้าย ภาพวาดจงขุยก็เปล่งประกายวูบหนึ่ง
จงขุยในภาพที่ดูมีชีวิตอยู่แล้ว บัดนี้กลับเปี่ยมด้วยบารมีแห่งเทพเจ้า เห็นได้ชัดว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพแล้ว
ในฐานะราชครูอริยะแห่งเผ่ามนุษย์ การแต่งตั้งเทพสักองค์สำหรับหลัวซวนนั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ด้วยเหตุนี้ หากชาวบ้านมีภัย ภาพวาดจงขุยจะแสดงอิทธิฤทธิ์ ขับไล่ภูตผีปีศาจ ปกป้องคุ้มครองบ้านเรือน
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพนี้วาดโดยจินหมู่ จงขุยที่ถูกอัญเชิญออกมาจะได้รับพลังเสริมอย่างมหาศาล เพียงพอที่จะคุ้มครองหมู่บ้านให้ปลอดภัยไร้กังวล
หลังจากร่ำลาชาวบ้าน หลัวซวนก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการท่องโลกกว้าง
...
ณ ดินแดนบรรพชนเผ่ามนุษย์
วิหารหมื่นเทพ สถานที่ซึ่งมนุษย์ใช้กราบไหว้เทพผู้ปกปักรักษา ภายในวิหารเต็มไปด้วยรูปปั้นแกะสลักรูปร่างแปลกตา ท่าทางแตกต่างกันไป
ส่วนใหญ่เป็นเผ่ามังกรและเผ่าอู่
พวกเขาคือเทพขุนเขาและเจ้าสมุทรที่ดูแลพื้นที่ต่างๆ ในดินแดนมนุษย์ ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของวิหาร
ใจกลางวิหาร คือรูปปั้นของสิบสองเทพนักษัตร
ในวันนี้ จู่ๆ ก็เกิดเสียงดังประหลาด
ที่ด้านข้างของรูปปั้นสิบสองนักษัตร ปรากฏรูปปั้นของชายหน้าตาอัปลักษณ์ รูปร่างกำยำล่ำสันผุดขึ้นมากลางอากาศ เขาคือจงขุย
ทันใดนั้น สายตานับไม่ถ้วนก็จับจ้องมา
"เผ่ามนุษย์เรายึดมั่นในการพึ่งพาตนเอง ดังนั้นการแต่งตั้งเทพจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง นี่ลูกหลานอกตัญญูคนไหน บังอาจแต่งตั้งเทพมั่วซั่ว?"
ปราชญ์มนุษย์ท่านหนึ่งกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
ในเผ่ามนุษย์ นอกจากบรรพชนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็มีเพียงกษัตริย์ในยุคหลังเท่านั้นที่มีสิทธิ์แต่งตั้งเทพพิทักษ์
แต่แล้ว
"อ้าว!"
"ที่แท้ก็ท่านราชครู งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว"
เมื่อตรวจสอบพบว่าผู้แต่งตั้งจงขุยคือใคร ทุกคนก็หุบปากเงียบกริบทันที ในเมื่อหลัวซวนเป็นคนแต่งตั้งเอง ใครจะกล้ามีปัญหา
[จบแล้ว]