- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีระบบเช็คอินหน่อยเถอะครับ
- บทที่ 250 - พันธมิตรแตกพ่าย แยกสายขอกำลังหนุน
บทที่ 250 - พันธมิตรแตกพ่าย แยกสายขอกำลังหนุน
บทที่ 250 - พันธมิตรแตกพ่าย แยกสายขอกำลังหนุน
บทที่ 250 - พันธมิตรแตกพ่าย แยกสายขอกำลังหนุน
หลังจากเมืองสุยเฟิงยอมจำนน หยางเริ่นก็ออกเดินทางปฏิบัติภารกิจต่อ
ทว่าเขาจงใจหลีกเลี่ยงเมืองไป่ลี่ เพราะทราบข่าวว่าไป่ลี่ถูได้สังหารทูตอินซางและถูกจับตัวไปแล้ว ย่อมไม่มีทางที่เมืองนี้จะยอมสวามิภักดิ์ หนำซ้ำยังมีความแค้นฝังลึกดั่งทะเลเลือด
หยางเริ่นจึงไม่เสียเวลาไปเกลี้ยกล่อม อ้อมผ่านไป่ลี่มุ่งหน้าสู่หัวเมืองอื่นๆ ทันที
หลายเดือนผ่านไป
นอกจากพวกหัวแข็งไม่กี่รายและพวกที่ภักดีต่อซีชีอย่างถวายหัว หัวเมืองส่วนใหญ่ต่างตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ซาง
เพราะพวกเขาเองก็มิใช่คนเขลา
เหตุผลที่เข้าร่วมกบฏกับซีชีแต่แรก หนึ่งคือต้องการสร้างผลงานเพื่อความก้าวหน้า สองคือเชื่อมั่นในการนำของซีไป๋โหวจีชาง
บัดนี้จีชางสิ้นชีพ ซีชีพ่ายแพ้ยับเยินติดต่อกัน มองไม่เห็นหนทางแห่งชัยชนะแม้แต่น้อย
เหล่าเจ้าเมืองย่อมไม่ต้องการพาตัวเองไปตายพร้อมกับซีชี
ชั่วพริบตาเดียว กองทัพพันธมิตรต่างพากันถอนตัวจากการช่วยเหลือซีชี และเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่ออินซาง พวกเขาจึงหันคมดาบกลับมาช่วยอินซางโจมตีซีชีเสียเอง
เมื่อไร้ซึ่งพันธมิตร สถานการณ์ของซีชีก็ยิ่งวิกฤตหนัก
ณ ตำหนักซีชี
ปั๋วอี้เข่าปัดกวาดข้าวของบนโต๊ะทรงงานกระจัดกระจายด้วยความเกรี้ยวกราด
"สามหาว!"
"ไอ้พวกกบฏกล้าดีอย่างไรมาทรยศข้า ไอ้พวกนกสองหัว ข้าจะให้พวกมันชดใช้อย่างสาสม"
หลังระเบิดอารมณ์ ปั๋วอี้เข่าก็ทิ้งตัวลงนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เขารู้ดีว่าที่ทำไปเมื่อครู่ก็แค่การระบายอารมณ์ของผู้พ่ายแพ้ อย่าว่าแต่จะไปคิดบัญชีกับพวกหัวเมืองเลย ลำพังตัวเองตอนนี้ยังเอาตัวแทบไม่รอด
บัดนี้พันธมิตรล่มสลาย ภายในซีชีราษฎรระส่ำระสาย จีฟาหนีไปตั้งหลักที่ด่านหานกู่ ประกาศก้องว่าจะกลับมาแก้แค้นให้จีชาง
ในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์โจว ปั๋วอี้เข่ารู้สึกว่ามีเพียงวันขึ้นครองราชย์เท่านั้นที่มีความสุข นอกนั้นล้วนเต็มไปด้วยปัญหาที่แก้ไม่ตก
เวลานั้นต๋าจีเยื้องย่างเข้ามา โผเข้าสู่อ้อมกอดของเขา
เอื้อนเอ่ยวาจาอ่อนหวาน
"ฝ่าบาท"
"ท่านยังมีหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างพระองค์ตลอดไป ไม่ทอดทิ้งพระองค์เด็ดขาด"
ปั๋วอี้เข่าเผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
ถูกต้อง แม้คนทั้งโลกจะทรยศเขา แต่เขายังมีต๋าจีผู้เป็นยอดดวงใจ นางจะไม่มีวันทรยศและจะอยู่เคียงคู่เขาตลอดไป
"ทหาร บรรเลงเพลงต่อ ร่ายรำต่อไป"
...
ณ ด่านหานกู่
จีฟานั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยใบหน้ามืดมน
เมียรักถูกพี่ชายแท้ๆ แย่งไปนอน บัลลังก์ถูกช่วงชิง บิดาตรอมใจตาย ภายใต้ความสูญเสียซ้ำซ้อน จิตใจของจีฟาบิดเบี้ยวไปจนกู่ไม่กลับ
นิสัยของเขาเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมอำมหิต
ทหารใต้อาณัติถูกทุบตีด่าทอเป็นประจำ เพราะเขารู้สึกระแวงว่าทุกคนกำลังหัวเราะเยาะเขา เยาะเย้ยที่เขาถูกพี่ชายสวมเขาจนหัวเขียว
เนิ่นนานผ่านไป จีฟาถึงได้เอ่ยปาก
"ทุกท่าน"
"บัดนี้หัวเมืองต่างๆ แปรพักตร์ไปหมดแล้ว เส้นทางลำเลียงเสบียงและอาวุธถูกตัดขาด เสบียงที่เหลืออยู่เพียงพอแค่สามเดือนเท่านั้น"
"ขอให้ทุกท่านช่วยกันคิดหาทางออกด้วย จีฟาขอฝากความหวังไว้กับพวกท่าน"
พูดจบจีฟาก็ลุกขึ้นคำนับทุกคน
ทุกคนรีบกล่าว
"องค์ชายอย่าได้ทำเช่นนี้"
เจียงจื่อยาขยับตัวจะลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายของจีฟา เขาก็รีบหุบปากแล้วถอยกลับไปนั่งที่เดิม
เซินกงเป้าเห็นดังนั้นจึงก้าวออกมา
"ทุกท่าน"
"ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มีสองประการ หนึ่งคือกำลังพลและเสบียงไม่เพียงพอ หากปะทะกันย่อมแพ้แน่นอน สองคือขาดแคลนยอดฝีมือ"
"เรามารวมตัวกันที่นี่ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ขอให้ร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปให้ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างมีสีหน้าลำบากใจ
ปัญหาทั้งสองข้อนี้ไม่มีข้อไหนแก้ได้ง่ายๆ ข้อแรกไม่ต้องพูดถึง ต่อให้พวกเขาเก่งกาจแค่ไหนก็เสกกองทัพออกมาจากความว่างเปล่าไม่ได้
ข้อสองยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ตั้งแต่พ่ายแพ้คราวก่อน พวกเขาปะทะกับเจี๋ยเจี้ยวอีกสามครั้ง
ผลคือแพ้หนึ่ง เสมอสอง
แม้จะดูเหมือนดีขึ้นกว่าการแพ้รวด แต่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดเพื่อกู้สถานการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น การเสมอสองครั้งนั้น พวกเขาต้องทุ่มสุดตัวแทบกระอักเลือด แต่ผลลัพธ์กลับทำได้แค่เสมอ และยังต้องแลกมาด้วยชีวิตยอดฝีมือจำนวนมาก
ช่วงเวลานี้ฉายา 'เทพสังหาร' ของหลัวซวนดังกระฉ่อนไปทั่วสามโลก ทำให้ผู้คนหวาดผวา
ไม่รู้มีต้าหลัวจินเซียนกี่ศพแล้วที่ต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของเขา
ทันใดนั้น หมีเล่อ (พระศรีอริยเมตไตรย) ก็ก้าวออกมา
"อมิตาพุทธ!"
"ในเมื่อมีสองปัญหา เช่นนั้นอาตมาขอรับผิดชอบหนึ่งข้อ ทางพุทธเราพอจะมีกำลังพลอยู่บ้าง ศิษย์น้องกงเป้า เจ้าจงรีบไปขอกำลังเสริมที่เขาหลิงซานเดี๋ยวนี้"
"ขอรับ!"
เซินกงเป้าหมุนตัวออกจากกระโจมไปทันที
จากนั้น หมีเล่อก็กล่าวด้วยรอยยิ้มตาหยี
"ในเมื่อทางพุทธแก้ปัญหาข้อแรกแล้ว ปัญหาข้อที่สองคงต้องรบกวนศิษย์พี่ทางฉานเจี้ยวช่วยจัดการ เพราะศึกครั้งนี้ฉานเจี้ยวเป็นแกนนำ ส่วนพุทธเราเป็นเพียงผู้ช่วย"
สิ้นคำกล่าว ใบหน้าของกว้างเฉิงจื่อและพรรคพวกก็ดำคล้ำลงทันตา
บัดซบ!
โดนไอ้โล้นนี่เล่นงานเข้าให้แล้ว
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าหมีเล่อจะมาไม้นี้ เลือกงานง่ายไปทำ แล้วทิ้งงานหินที่สุดไว้ให้พวกตน
ทว่าต่อหน้าสายตาประชาชี ในเมื่อฝ่ายพุทธรับหน้าเสื่อไปแล้วหนึ่งเรื่อง ฝ่ายฉานเจี้ยวจะปฏิเสธก็เสียหน้าแย่
กว้างเฉิงจื่อกัดฟันกรอด เค้นเสียงตอบ
"ตกลง!"
"ลำบากท่านหมีเล่อแล้ว เรื่องหายอดฝีมือมาช่วย ทางฉานเจี้ยวจะจัดการเอง"
หลังเลิกประชุม ศิษย์ฉานเจี้ยวมารวมตัวปรึกษาหารือกัน
ต่างคนต่างถอนหายใจ
ถ้ามียอดฝีมือให้เชิญ พวกเขาคงเชิญมาตั้งนานแล้ว ไม่รอจนถึงป่านนี้หรอก รับปากไปส่งเดช ตอนนี้เลยต้องมานั่งกลุ้ม
ทันใดนั้น กว้างเฉิงจื่อก็มีสีหน้าครุ่นคิด
"ลองไปที่วังปาจิ่ง เขาโส่วหยาง ขอความช่วยเหลือจากลุงใหญ่ดีไหม?"
พวกเขารู้สถานการณ์ของตัวเองดี ฉานเจี้ยวแทบไม่เหลือคนแล้ว แม้เหรินเจี้ยวจะมีศิษย์น้อยนิด แต่ไท่ซ่างมักซ่อนคมเอาไว้ ไม่แน่อาจจะมีวิธี
ชื่อจิงจื่อถามอย่างลังเล
"แล้วใครจะเป็นคนไป?"
ไม่ต้องสงสัยเลย การไปขอกำลังเสริมจากเหรินเจี้ยว เท่ากับลากเหรินเจี้ยวลงมาเปื้อนโคลนด้วย คนที่ไปต้องถูกไท่ซ่างเหม็นขี้หน้าแน่นอน ใครจะอยากไป
กว้างเฉิงจื่อแค่นเสียงเฮอะ
"เจียงซั่ง!"
"ครั้งนี้เจ้าจงไปขอกำลังเสริมที่วังปาจิ่ง!"
พอคำสั่งนี้ออกมา ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม ในเมื่อไม่มีใครอยากไป เจียงจื่อยาที่มีสถานะต่ำต้อยที่สุดในฉานเจี้ยวย่อมเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งแพะรับบาป
"หา ข้าเหรอ?"
เจียงจื่อยาชี้หน้าตัวเองด้วยความงุนงง
วันรุ่งขึ้น เจียงจื่อยาขี่สัตว์จตุรลักษณ์ ท่ามกลางการส่งเสริมอย่างอบอุ่นของเหล่าศิษย์พี่ มุ่งหน้าสู่เขาโส่วหยาง วังปาจิ่ง
เดินทางอย่างเร่งรีบ ในที่สุดเจียงจื่อยาก็มาถึงวังปาจิ่ง
ทันทีที่เขามาถึงหน้าประตู ปราณหายนะแห่งความซวยก็ลอยผ่านหน้าต่างเข้าไปในวัง
จากนั้น
เตาหลอมยาแปดทิศก็ดับวูบลง
ควันดำโขมงพวยพุ่งขึ้นมา ใบหน้าของไท่ซ่างก็ดำคล้ำตามไปด้วย
ความเจ็บปวดแล่นพล่านในใจ
เพื่อรับมือกับมหันตภัยเฟิงเสิน ครั้งนี้เขาเตรียมวัตถุดิบไว้มากกว่าปกติหลายเท่า หวังจะปรุงยาทองคำเก้าหมุนวนออกมาให้ได้มากที่สุด
ผลปรากฏว่า พังพินาศหมดสิ้น
"ยาทองคำของข้า..."
ไท่ซ่างหมดมาดสุขุมนุ่มลึก มองดูเตาปรุงยาที่มีควันดำพุ่งออกมาด้วยความอาลัยอาวรณ์
เจียงจื่อยาที่กำลังจะเคาะประตูชะงักมือค้างไว้ สังหรณ์ใจบอกเขาว่าเวลานี้อย่าเพิ่งเข้าไปจะดีกว่า
[จบแล้ว]