- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีระบบเช็คอินหน่อยเถอะครับ
- บทที่ 150 - การประชุมที่วังม่วง สาเหตุแห่งมหาภัยพิบัติ
บทที่ 150 - การประชุมที่วังม่วง สาเหตุแห่งมหาภัยพิบัติ
บทที่ 150 - การประชุมที่วังม่วง สาเหตุแห่งมหาภัยพิบัติ
บทที่ 150 - การประชุมที่วังม่วง สาเหตุแห่งมหาภัยพิบัติ
ณ เกาะมังกรเพลิง
หยางเจี่ยนเดินเข้ามาในตำหนักมรรค แล้วรายงานต่อหลัวซวน
"ท่านอาจารย์"
"ตาเฒ่าไท่ไป๋จินซิงมาขอพบเป็นครั้งที่สามแล้วนะขอรับ ท่านจะไม่ยอมออกไปเจอเขาหน่อยหรือ? อีกอย่าง ตำแหน่งมหาจักรพรรดิจื่อเวยเป็นถึงหนึ่งในสี่มหาจักรพรรดิแห่งสวรรค์ ทำไมท่านถึงทิ้งมันไปเสียล่ะ?"
ในฐานะหลานชายของฮ่าวเทียน หยางเจี่ยนจึงอดไม่ได้ที่จะพูดช่วยท่านลุงของตนบ้างเล็กน้อย
หลัวซวนส่ายหน้า
"ช่างเถอะ"
"เจ้าไปปฏิเสธเขาแทนข้าที บอกไปว่าข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว"
หากหลัวซวนคิดแต่จะเอาตัวรอด ไม่สนความเป็นตายของสำนักเจี๋ยเจี้ยว การรับราชการบนสวรรค์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขอแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานไป ก็สามารถรอดพ้นจากศึกเฟิงเสินได้อย่างปลอดภัย
แต่มันเป็นไปไม่ได้
อยู่มาตั้งหลายปี หลัวซวนมีความผูกพันกับเจี๋ยเจี้ยวไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์ทงเทียน หรือศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ทุกคนดีกับเขามาก
แน่นอน... ยกเว้นบางคน
ไม่ต้องหันไปมองใครอื่น... ไอ้ติ้งกวงเซียน ข้าหมายถึงเอ็งนั่นแหละ!
ดังนั้น หากเขาเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดคนเดียวแล้วปล่อยให้สำนักเจี๋ยเจี้ยวต้องล่มสลาย เขาคงกลายเป็นคนเนรคุณ หมาป่าตาขาวที่น่ารังเกียจ
ถึงเขาจะไม่ใช่คนดีศรีสังคมอะไร แต่เขาก็มีเส้นศีลธรรมพื้นฐานอยู่บ้าง
ในเมื่อตั้งใจจะแทรกแซงศึกเฟิงเสิน เพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของเจี๋ยเจี้ยว ตำแหน่งมหาจักรพรรดิจื่อเวยบนสวรรค์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาอีก
อีกอย่าง แม้สวรรค์จะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น แต่ในสายตาของสำนักนักบุญ สวรรค์ก็ยังเป็นแค่ 'ไอ้กระจอก' อยู่ดี
ทำไมฮ่าวเทียนถึงต้องถ่อมตัว ส่งไท่ไป๋จินซิงมาตื๊อเขาถึงสามรอบ? ก็เพราะสวรรค์ต้องการยืมบารมีของเจี๋ยเจี้ยวไงล่ะ
เมื่อได้รับคำตอบที่ชัดเจน หยางเจี่ยนก็เกาหัวแกรกๆ เขาไม่เข้าใจความคิดของอาจารย์ แต่ก็ไม่กล้าซักไซ้ต่อ จึงได้แต่หันหลังเดินออกไป
ไท่ไป๋จินซิงจึงจำต้องเดินทางกลับออกจากเกาะไปด้วยความผิดหวัง
...
เกาะจินอ๋าว วังปี้โหยว
ทงเทียนกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร จู่ๆ ยันต์สีม่วงแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงทันที
นี่คือสาส์นเรียกตัวจากท่านอาจารย์หงจวิน ให้ไปประชุมที่วังม่วงจื่อเซียว ทงเทียนไม่กล้าชักช้า ขยับกายวูบเดียวก็หายตัวไปจากที่เดิม
ระหว่างทาง ทงเทียนครุ่นคิดในใจว่าการเรียกตัวครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับมหาภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง
ฝีเท้าของนักบุญนั้นรวดเร็วเหนือจินตนาการ
ใช้เวลาไม่นาน ทงเทียนก็มาถึงวังม่วง
เวลานี้ ไท่ซ่าง, หยวนสื่อ และหนี่วา มาถึงกันก่อนแล้ว แต่ยังไร้วี่แววของปรมาจารย์หงจวิน หลังจากทงเทียนมาถึงได้สักพัก จุ่นถีและเจียอิ๋นถึงได้รีบแจ้นตามมา
ทันทีที่ทั้งสองเห็นหน้าทงเทียน สีหน้าก็ดำทะมึนลงทันที
ถ้าไม่ใช่เพราะทงเทียน เขาพระสุเมรุคงไม่ถูกหยางเจี่ยนผ่าจนเละเทะ และพวกเขาก็คงไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อซ่อมแซมชีพจรวิญญาณกันขนาดนี้
ดังนั้น ความแค้นที่มีต่อทงเทียนจึงฝังลึกเข้ากระดูกดำ
จุ่นถีกลอกตาไปมา แล้วเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า
"ได้ข่าวว่าศิษย์ของสหายทงเทียนถูกสวรรค์ไล่ออกกันหมดเลยนี่ จุ๊ๆๆ นึกถึงตอนที่แห่กันขึ้นไปรับตำแหน่ง หวังจะกอบโกยแต้มบุญ ตอนนั้นช่างดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรเสียเหลือเกินนะ"
"โลกนี้ช่างไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ"
คิ้วของไท่ซ่างกระตุกยิกๆ
ไอ้สองตัวนี้มันกล้าดีมาจากไหน รนหาที่ตายชัดๆ
หรือคิดว่าที่นี่คือวังม่วง แล้วทงเทียนจะไม่กล้าเอากระบี่จูเซียนไล่เสียบพวกแก?
ทงเทียนหน้าตึงขึ้นมาทันที จ้องมองจุ่นถีด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
แต่จุ่นถีไม่มีทีท่าจะหยุด ปากยังคงขยับพ่นวาจาเสียดสีต่อไป
"สหายทงเทียน"
"วันข้างหน้าท่านควรจะเข้มงวดกวดขันลูกศิษย์ให้มากกว่านี้หน่อยนะ เป็นถึงศิษย์นักบุญแท้ๆ แต่กลับโดนสวรรค์ไล่ตะเพิดออกมา นี่เป็นเรื่องงามหน้าครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกบรรพกาลเลยนะ น่าอับอายขายขี้หน้าจริงๆ"
ทงเทียนตบะแตก ตวาดลั่น
"ศิษย์ของข้า ข้าจะสั่งสอนเอง เจ้าเป็นตัวอะไร มีสิทธิ์มาสอดปาก!"
จุ่นถีไม่นึกว่าทงเทียนจะด่าแรงขนาดนี้ หน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
หยวนสื่อหัวเราะเยาะ แล้วผสมโรงขึ้นมา
"ทงเทียน"
"ที่สหายจุ่นถีพูดมาก็มีเหตุผลนะ"
"ศิษย์ในสำนักเจ้ามีแต่พวกสวมเกล็ดใส่กระดอง กำเนิดจากที่ชื้นแฉะและไข่ พวกเดรัจฉานไม่รู้จักการอบรมสั่งสอน หลงตัวเองว่าแน่ พอโดนเขาไล่ออกมาแบบนี้ มันทำให้ชื่อเสียงของสำนักเต๋าเราป่นปี้ไปด้วย"
ทงเทียนลุกพรวดขึ้นยืน!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่าง เสียงกระบี่หวีดร้องก้องกังวาน
เห็นท่าไม่ดีว่าทงเทียนจะอาละวาด ไท่ซ่างและหนี่วาจึงรีบเข้ามาห้ามทัพ ไท่ซ่างตวาดเสียงดัง
"พอได้แล้ว!"
"น้องรอง เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อย"
"จุ่นถี!"
"เจ้าคิดว่าเรื่องที่นิกายพุทธของเจ้าแอบมาขโมยชีพจรวิญญาณทางทิศตะวันออกเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่มีใครรู้เห็นอย่างนั้นรึ?"
จุ่นถียิ้มแหยๆ ยอมหุบปากแต่โดยดี
หยวนสื่อแค่นเสียงฮึดฮัด ยอมไว้หน้าพี่ใหญ่ไท่ซ่าง เลิกจิกกัดทงเทียนชั่วคราว
เมื่อเห็นดังนั้น ทงเทียนก็รู้ว่าคงตบใครไม่ได้แล้ว จึงได้แต่นั่งลงอย่างกระฟัดกระเฟียด สีหน้ายังคงบูดบึ้ง เพราะเรื่องนี้ฝ่ายเจี๋ยเจี้ยวเป็นฝ่ายเสียหน้าจริงๆ
เจียอิ๋นยิ้มพลางกล่าวไกล่เกลี่ย
"เมื่อครู่ศิษย์น้องของข้าวู่วามไปหน่อย หวังว่าสหายทงเทียนจะไม่ถือสา"
"ศิษย์เจี๋ยเจี้ยวล้วนเก่งกาจ ย่อมไม่เห็นตำแหน่งเล็กจ้อยบนสวรรค์อยู่ในสายตา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สหายทงเทียนใยไม่ยกตำแหน่งเหล่านั้นให้ศิษย์นิกายพุทธของข้าเสียเล่า?"
ได้ยินเจียอิ๋นพูดแบบนี้ จุ่นถีก็ตาสว่างวาบ
จริงด้วย!
ในเมื่อศิษย์เจี๋ยเจี้ยวลาออกไปหมดแล้ว ตำแหน่งสำคัญๆ บนสวรรค์ก็ว่างลงน่ะสิ นั่นมันบ่อเงินบ่อทอง บ่อแต้มบุญชัดๆ ของฟรีใครจะไม่เอา?
เขารีบเสริมทันที
"ใช่แล้วๆ ในเมื่อสหายทงเทียนไม่ต้องการ ก็ยกให้พวกเราเถอะ"
หยวนสื่อหูผึ่ง เริ่มมีความคิดอยากได้บ้าง
แม้ตอนแรกที่ศิษย์เจี๋ยเจี้ยวไปทำงานบนสวรรค์ หยวนสื่อจะทำท่าดูถูกเหยียดหยาม แต่ในใจลึกๆ ก็อิจฉาตาร้อนจะแย่อยู่แล้ว
ตอนนี้โอกาสทองมาวางอยู่ตรงหน้า มีหรือจะยอมพลาด
เขาจึงรีบพูดแทรก
"ศิษย์สำนักฉานเจี้ยวของข้ามีรากฐานดีเยี่ยม วาสนาลึกซึ้ง เป็นผู้มีคุณธรรม เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งมหาจักรพรรดิแห่งสวรรค์ที่สุด"
จุ่นถีของขึ้นทันที
ดี! ดีมาก!
ทิศตะวันตกของข้าซวยซ้ำซ้อนขนาดนี้ เขาพระสุเมรุก็เพิ่งโดนผ่า พอจะเห็นช่องทางหาประโยชน์หน่อย แกยังจะมาแย่งอีกเรอะ หยวนสื่อ!
เจ้ายังมีความเป็นคนอยู่ไหม?
จุ่นถีเสียงแข็ง ยืนกรานหนักแน่น
"ศิษย์นิกายพุทธของข้าเพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความสามารถ แถมยังทำงานถวายหัว เหมาะสมกับตำแหน่งมหาจักรพรรดิที่สุด!"
ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากทะเลาะกันแย่งเก้าอี้ทันที
สีหน้าของทงเทียนดำมืดลงเรื่อยๆ ราวกับก้นหม้อ
แม้การทะเลาะกันของสองฝ่ายจะดูไม่เกี่ยวกับทงเทียน แต่จริงๆ แล้วมันเหมือนการเอามีดมากรีดแผลแล้วโรยเกลือซ้ำ เจ็บปวดยิ่งกว่าการด่าตรงๆ เสียอีก
แถมทงเทียนยังอาละวาดไม่ได้ด้วย
ก็ในเมื่อเจี๋ยเจี้ยวทิ้งตำแหน่งไปเอง จะไปขัดขวางไม่ให้คนอื่นเขาแย่งกันได้ยังไง
ความโกรธพุ่งปรี๊ดจนปรอทแตก
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะถลกแขนเสื้อซัดกัน หงจวินก็ปรากฏตัวขึ้นขัดจังหวะความวุ่นวายได้ทันเวลา
"คารวะท่านอาจารย์!"
"อืม!"
'หงจวิน' มีสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
ทุกคนไม่ได้เอะใจถึงความผิดปกติ
พวกเขาหารู้ไม่ว่า ผู้อยู่เบื้องหน้ามิใช่หงจวิน แต่เป็น 'เทียนเต้า' (ในร่างหงเทียน)
หงเทียนกล่าวเสียงเรียบ
"ที่เรียกพวกเจ้ามาวันนี้ ก็เพื่อจะแจ้งเรื่อง มหาภัยพิบัติ (ปริมาณกัลป์)"
ทุกคนได้ยินดังนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ
ไท่ซ่างเอ่ยถาม
"ท่านอาจารย์"
"มหาภัยพิบัติอู่-ปีศาจ เพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ไฉนจึงมีภัยพิบัติครั้งใหม่มาเยือนเร็วปานนี้?"
หงเทียนสีหน้าไม่เปลี่ยน กล่าวตอบว่า
"การที่ภัยพิบัติมาเร็วขึ้น เป็นเพราะในยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ศิษย์ในสำนักของพวกเจ้าลงเขาไปช่วยเหลือศึกระหว่างซวนหยวนและชือโหยว ก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าผู้คน ทำให้แปดเปื้อนไอสังหารแห่งหายนะ"
ไท่ซ่าง, หยวนสื่อ, จุ่นถี และเจียอิ๋น หน้าถอดสีทันที
ศึกซวนหยวนครั้งนั้น ศิษย์สำนักของพวกเขาทุกคนล้วนเข้าไปมีส่วนร่วมและแปดเปื้อนไอสังหาร งั้นก็แปลว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะพุ่งเป้ามาที่ สำนักเหรินเจี้ยว, ฉานเจี้ยว และนิกายพุทธ งั้นหรือ?
ทั้งสี่คนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
ส่วนทงเทียน... ยิ้มกว้างออกมาทันที
[จบแล้ว]