- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอมีระบบเช็คอินหน่อยเถอะครับ
- บทที่ 110 - เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ และยุคสมัยของห้าจักรพรรดิ
บทที่ 110 - เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ และยุคสมัยของห้าจักรพรรดิ
บทที่ 110 - เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ และยุคสมัยของห้าจักรพรรดิ
บทที่ 110 - เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ และยุคสมัยของห้าจักรพรรดิ
"ถุย!"
ทงเทียนถ่มน้ำลายอย่างไม่ไว้หน้า "ที่จักรพรรดิองค์ที่หนึ่งและสองผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ก็เพราะศิษย์ของข้าคอยดูแลประคบประหงมอย่างดีต่างหาก ไหนเลยจะเหมือนศิษย์สวะของเจ้า ที่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ดีแต่สร้างเรื่อง!"
"เจ้าผายลม!" หยวนสื่อสวนกลับทันควัน "ศิษย์เจี๋ยเจี้ยวของเจ้ามันก็แค่พวกสวมเกล็ดใส่กระดอง กำเนิดจากที่ชื้นแฉะและไข่ มีสิทธิ์อะไรมาเทียบชั้นกับศิษย์ผู้สูงส่งของข้า!"
สงครามน้ำลายระหว่างสองนักบุญดำเนินไปอย่างดุเดือด
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนาก็ดังแทรกขึ้นมา เป็นเสียงที่ชายฟังแล้วต้องเงียบงัน หญิงฟังแล้วต้องหลั่งน้ำตา
"สวรรค์ไม่ยุติธรรม!"
"ทำไมพุทธศาสนาของข้าต้องมาเจอเรื่องวิบัติแบบนี้ด้วย..."
ที่แท้เหล่าศิษย์พุทธก็โดนกรรมเล่นงานจนน่วม ตบะไม่เพิ่มแถมยังลดฮวบ ที่น่าสงสารที่สุดคือหมีเล่อ ตบะร่วงจากจุ่นเซิ่ง (กึ่งนักบุญ) ลงมาเหลือแค่ต้าหลัวจินเซียนขั้นสูงสุด
ต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนามีศิษย์ระดับจุ่นเซิ่งแค่คนเดียวคือหมีเล่อ ตอนนี้... หมดกัน ความหวังหนึ่งเดียวดับวูบ
จุ่นถีและเจียอิ๋นเศร้าโศกเสียใจแทบขาดใจตาย
ทางนี้ด่ากันไฟแลบ ทางนั้นร้องไห้น้ำตาท่วม
มีเพียงเจ้าแม่หนี่วาที่ยืนดูความบรรลัยด้วยความบันเทิงใจ อย่างไรเสียพี่ชายของนางก็คืนสู่บัลลังก์ไปแล้ว ใครจะตีกันตายก็ไม่ใช่เรื่องของนาง ยิ่งตีกันแรงนางยิ่งชอบ
"พอได้แล้ว!"
ไท่ซ่างกระแทกไม้เท้าลงพื้น หยุดความวุ่นวายทั้งหมด สายตาเขากวาดมองไปรอบๆ
"เรื่องอาจารย์ของสามราชาห้าจักรพรรดิ เป็นข้อตกลงที่พวกเราหารือกันไว้แต่ต้น จะเป็นโชคหรือเคราะห์ ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล ในเมื่อเกิดความผิดพลาด จะไปโทษคนอื่นก็ไม่ถูก"
"แยกย้ายกันได้แล้ว อย่าให้เสียกิริยาของนักบุญไปมากกว่านี้"
หยวนสื่อลอบแค่นเสียงในใจ
'ท่านพี่ใหญ่... ศิษย์ของท่านอย่างเสวียนตูน่ะรากฐานมั่นคง ต่อให้โดนกรรมเล่นงาน ระดับพลังก็ไม่ร่วง ท่านก็เลยยืนพูดหล่อๆ ได้น่ะสิ ลองเป็นศิษย์ท่านโดนลดขั้นบ้าง ท่านจะใจเย็นอยู่ไหม'
แต่ในฐานะพี่ใหญ่แห่งหกนักบุญ วาจาของไท่ซ่างยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งเรื่องราวก็จบลงแล้ว ต่อให้ตีกันไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกฝ่ายจึงจำต้องกล้ำกลืนความขมขื่นแยกย้ายกันไป
ไท่ซ่างและหนี่วาจากไป
หยวนสื่อหน้าดำคล้ำ สะบัดชายเสื้อใส่ทงเทียนหนึ่งทีแล้วเดินจากไปอย่างหัวเสีย
จุ่นถีและเจียอิ๋นหน้าบอกบุญไม่รับ เดิมทีคิดจะมาตักตวงแต้มบุญ ผลสุดท้าย... ขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมเสียข้าวสารฟรี ไม่ได้บุญแถมได้บาปกรรมติดตัวกลับบ้าน
เมื่อคนอื่นไปกันหมด เหล่าศิษย์เจี๋ยเจี้ยวต่างมองหน้ากันแล้วระเบิดหัวเสียงหัวเราะออกมา
จ้าวพกงหมิงยกนิ้วโป้งให้หลัวซวน "ศิษย์น้อง เจ้าพูดถูกจริงๆ กว้างเฉิงจื่อเบ่งได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ก็โดนตบหน้าหงายร่วงลงมาคลุกฝุ่น ตลกชะมัด!"
ปี้เซียวหัวเราะคิกคัก "กล้ามาวางก้ามต่อหน้าพวกเรา สมน้ำหน้าแล้ว"
ทงเทียนยิ้มอย่างอ่อนใจ "เอาล่ะๆ ถึงอาจารย์จะไม่ชอบหน้าหยวนสื่อ แต่เขาก็ยังเป็นนักบุญ คราวหลังพวกเจ้าก็ระวังหน่อย อย่าไปนินทาต่อหน้าเขา"
ห้ามต่อหน้า... แปลว่าลับหลังนินทาได้เต็มที่สินะ?
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ซวนหยวนได้รับการต้อนรับจากฝูซีและเสินหนง กลับสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์เจี๋ยเจี้ยวต่างแยกย้ายกันกลับสำนัก
ยุคสามราชาจบลง ยุคห้าจักรพรรดิเปิดฉากขึ้น
โชคดีที่ซวนหยวนไม่พลาดเหมือนเสินหนง ก่อนจะจากไป เขาได้คัดเลือกผู้สืบทอดไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นคือจักรพรรดิองค์แรกในห้าจักรพรรดิ... จวนซวี!
ไท่ซ่างส่งเสวียนตูลงเขาอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่อาจารย์ราชครู
...
ณ ทะเลบูรพา
หลัวซวนกลับมาถึงเกาะมังกรเพลิงบ้านเกิดอันแสนอบอุ่น
ภายในตำหนักมรรค หลัวซวนนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง เบื้องหน้าเขามีผลึกสีแดงเพลิงลอยเคว้งอยู่ แผ่กลิ่นอายร้อนแรง สว่างไสว และทรงพลังอย่างยิ่ง
นี่คือ 'ผลึกเทพอัคคี'
"สมแล้วที่เป็นของที่แปรสภาพมาจากร่างเทพมาร พลังธาตุไฟเข้มข้นถึงเพียงนี้" หลัวซวนเอ่ยปากชม
เกาะมังกรเพลิงที่ผ่านการปรับปรุงของเขา มีพลังวิญญาณไม่แพ้แดนสวรรค์ชั้นดี บวกกับค่ายกลรวมวิญญาณในตำหนัก ทำให้พลังธาตุไฟที่นี่หนาแน่นกว่าภูเขาไฟทั่วไปหลายเท่า
แต่พลังธาตุไฟในผลึกนี้ กลับเข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าในตำหนักนับล้านเท่า คุณภาพคนละชั้นกันเลยทีเดียว
หลัวซวนตั้งสมาธิ ส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบ เพื่อทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุไฟในผลึกนั้น
ทันใดนั้น...
หลัวซวนรู้สึกหน้ามืดวูบหนึ่ง
ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนไปฉับพลัน เขาราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งเปลวเพลิง บน ล่าง ซ้าย ขวา ทั่วทุกทิศถูกปกคลุมด้วยไฟอันไร้ที่สิ้นสุด
แดง น้ำเงิน ดำ เทา...
เปลวไฟวิเศษนานาชนิดเต้นระบำ หลัวซวนเห็นแม้กระทั่งไฟที่เขาคุ้นเคยอย่างเพลิงสัจจะสุริยัน เพลิงอัคคีหนานหมิง และเพลิงผีอนธการ
ชั่วพริบตา เงาร่างของเปลวไฟนับหมื่นค่อยๆ จางหายไป ปรากฏเป็นเสาทรงกลมขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้าดินอยู่เบื้องหน้า
มันดูราวกับเสาหยกขาวค้ำฟ้า หรือเสาทองคำม่วงตรึงสมุทร
เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์!
"ซู้ดดด!"
หลัวซวนสูดหายใจเข้าลึกจนฟันกระทบกัน
"นี่คือเสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ! ผลึกเทพอัคคีทำให้ข้าเห็นกฎแห่งไฟฉบับสมบูรณ์ได้เลยรึนี่ น่ากลัวเกินไปแล้ว"
สมแล้วที่เป็นของที่เกี่ยวข้องกับเทพมารบรรพกาล ช่างท้าทายสวรรค์จริงๆ
ผู้ฝึกตนที่ต้องการบรรลุธรรม ต้องเลือกเส้นทางกฎเกณฑ์สายหนึ่ง แล้วบำเพ็ญเพียรจนสมบูรณ์
แต่กฎแห่งธรรมชาตินั้นลึกล้ำพิสดาร คนทั่วไปไม่อาจมองเห็น ได้แต่คลำทางเหมือนตาบอดคลำช้าง วันนี้รู้หน่อย พรุ่งนี้รู้นิด ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลาไปกี่ชาติภพ
แต่บัดนี้ เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ฉบับสมบูรณ์วางอยู่ตรงหน้าหลัวซวนแล้ว เขาไม่ต้องงมโข่งเหมือนคนอื่นอีกต่อไป
มหาเต๋าแห่งไฟกองอยู่ตรงหน้า จะตักตวงเท่าไหร่ก็เชิญ!
หลัวซวนไม่รอช้า โอกาสทองเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้ว เขารีบกำหนดจิต เพ่งสมาธิทำความเข้าใจเสาหลักเบื้องหน้าทันที
ณ วังปี้โหยว
ทงเทียนลืมตาโพลง มองไปยังทิศทางของเกาะมังกรเพลิง
"หืม?"
"กลิ่นอายเทพมาร..."
แม้ทงเทียนจะไม่รู้จักผลึกเทพอัคคี แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเทพมารจางๆ ที่หลงเหลืออยู่
เมื่อหลัวซวนเริ่มเข้าฌาน กลิ่นอายนั้นก็เริ่มรั่วไหลออกมา และค่ายกลกระจอกๆ ที่หลัวซวนกางไว้ ก็กันอะไรไม่ได้เลย
"เจ้าเด็กนี่ สะเพร่าจริงๆ"
ทงเทียนหัวเราะเบาๆ
ของตกทอดจากเทพมารไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากปล่อยให้กลิ่นอายรั่วไหลออกไปจนพวกยอดฝีมือในโลกรับรู้ คงเกิดศึกแย่งชิงนองเลือดแน่นอน
ทงเทียนสะบัดแขนเสื้อเบาๆ
พลังอำนาจอันไร้ขอบเขตครอบคลุมลงมา ปิดผนึกเกาะมังกรเพลิงไว้อย่างมิดชิด กลิ่นอายเทพมารไม่เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ทำเสร็จแล้ว ทงเทียนก็หลับตาลงบำเพ็ญเพียรต่อ ส่วนเรื่องที่ว่าหลัวซวนไปเอาของแบบนี้มาจากไหน ทงเทียนไม่ได้สนใจจะซักไซ้... ทุกคนย่อมมีวาสนาเป็นของตนเอง
...
โลกมนุษย์
อาจเป็นเพราะยุคสามราชาต่อสู้กันดุเดือดเกินไป หรือเพราะแต้มบุญของห้าจักรพรรดินั้นน้อยนิดจนไม่มีใครสนใจ
รัชสมัยของจวนซวีจึงผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่โตอะไร
เสวียนตูเรียนรู้จากความผิดพลาดของกว้างเฉิงจื่อ และลอกการบ้านจากสำนักเจี๋ยเจี้ยว เขาไม่เข้าไปแทรกแซงการปกครองของจวนซวีมากนัก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะยื่นมือเข้าช่วยก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
เก้าพันปีผ่านไป จวนซวีบำเพ็ญกุศลสมบูรณ์ และคืนสู่สวรรค์ท่ามกลางสักขีพยาน
ตูม!
กุศลกรรมร่วงหล่นลงมา
แต่จวนซวีไม่ได้บรรลุระดับ "อริยบุคคล" เหมือนสามราชา เขาหยุดอยู่ที่ระดับ "จุ่นเซิ่ง (กึ่งนักบุญ) ขั้นสูงสุด" เท่านั้น
และกุศลกรรมจากการเป็นอาจารย์ ก็ไม่มากพอจะทำให้เสวียนตูทะลวงด่านได้ ทำได้เพียงช่วยซ่อมแซมรากฐานพลังที่เกือบพังทลายจากแรงกรรมก่อนหน้านี้ ให้กลับมามั่นคงดังเดิม
ไท่ซ่างถอนหายใจยาว "เป็นอย่างที่คิด กุศลกรรมของห้าจักรพรรดิ เทียบไม่ได้กับสามราชาเลย"
หยวนสื่อขมวดคิ้ว "ไม่ถูกต้อง... อาจารย์เคยบอกว่าสามราชาห้าจักรพรรดิจะได้เป็นอริยบุคคลทั้งหมดมิใช่หรือ? ไฉนจวนซวีถึงหยุดแค่กึ่งนักบุญ? หรืออาจารย์จำผิด?"
เหล่าศิษย์ต่างมึนงง
สาเหตุนั้นง่ายนิดเดียว...
เพราะการปรากฏตัวของหลัวซวน เขาได้สอนทักษะต่างๆ ให้มนุษย์ไปล่วงหน้าแล้ว เท่ากับแย่งชิงส่วนแบ่งกุศลกรรมไป
เดิมทีแต้มบุญของห้าจักรพรรดิก็มีน้อยอยู่แล้ว พอโดนหลัวซวนหักหัวคิวไปอีก ก็เลยไม่พอที่จะส่งพวกเขาไปถึงระดับอริยบุคคล
แต่ถ้ามองอีกมุม หากไม่มีหลัวซวนคอยปกป้อง ป่านนี้สามราชาห้าจักรพรรดิคงโดนจับไปขังลืมในถ้ำเมฆาอัคคีหมดแล้ว ถือว่าได้อย่างเสียอย่าง ทุกอย่างล้วนเป็นลิขิตฟ้า
[จบแล้ว]