- หน้าแรก
- แผงอาชีพสุดกากที่กลายเป็นระบบโกง
- บทที่ 12 หลี่มู่เสวียน, อู๋กินเซิง
บทที่ 12 หลี่มู่เสวียน, อู๋กินเซิง
บทที่ 12 หลี่มู่เสวียน, อู๋กินเซิง
บทที่ 12 หลี่มู่เสวียน, อู๋กินเซิง
หลังจากวันที่หลี่อังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระดับผู้ฝึกปราณซานอี้ได้สำเร็จ มีศิษย์ใหม่สองคนนามว่าอวิ๋นเซิงและอวิ๋นเจ๋อเดินทางมาถึงสำนักซานอี้
เดิมทีทั้งสองควรจะได้เข้าสำนักก่อนหลี่อัง แต่ติดธุระด่วนทางบ้านจึงต้องกลับไปจัดการก่อน ทำให้เพิ่งจะได้เดินทางเข้าประตูสำนักอย่างเป็นทางการในวันนี้
ผู้ที่รับหน้าที่สั่งสอนพวกเขาชั่วคราวในตอนนี้ย่อมเป็นลู่จิ่น เขามองเด็กหนุ่มสองคนตรงหน้าแล้วอดถอนหายใจไม่ได้
"น่าเสียดายที่พวกเจ้ามาช้าไปวันหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นพิธีถ่ายทอดวิชาของศิษย์น้องหลี่อังเมื่อวานนี้แล้ว"
อวิ๋นเซิงและอวิ๋นเจ๋อชะงักไปเมื่อได้ยินวาจานั้น สัญชาตญาณสั่งให้หันมาสบตากันทันที จากข้อมูลที่พวกเขาสืบมา ผู้ที่เข้าสำนักในช่วงนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่สวมรอยเข้ามาเท่านั้น หลี่อังผู้นี้โผล่มาจากไหนกัน?
ในขณะที่ทั้งสองกำลังงุนงง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ขออภัยศิษย์พี่ลู่ ข้ามาช้าไปหน่อย"
เมื่อได้ยินเสียง อวิ๋นเซิงและอวิ๋นเจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง สีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนไปคนละแบบ อวิ๋นเซิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงความประหลาดใจวูบหนึ่งผ่านดวงตา ส่วนอวิ๋นเจ๋อนั้นเบิกตากว้าง
ทั้งคู่จำชายหนุ่มผู้นี้ได้แม่นยำ เขาคือ 'คุณชายเจ้าสำราญ' ที่เจอในโรงเตี๊ยมชั้นสองเมื่อวันก่อน
ในขณะเดียวกัน หลี่อังก็สังเกตเห็นเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าลู่จิ่น เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของทั้งสอง
หลี่มู่เสวียน กับ อู๋กินเซิง!
หลี่อังข่มอารมณ์ไว้อย่างยากลำบาก ไม่ให้แสดงพิรุธใดๆ บนใบหน้าจนทำให้อู๋กินเซิงจับสังเกตได้
'เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้แล้วหรือ'
เขาอดคิดในใจไม่ได้ ตามเส้นเวลา อีกไม่นานอาจารย์ของเขาและเจ้าสำนักฉวนซิงที่อยู่ตรงหน้าคงจะได้ปะทะกัน แม้ว่าหลี่อังจะบรรลุเป้าหมายส่วนใหญ่ในการเดินทางฉายเดี่ยวครั้งนี้แล้ว และต่อให้สำนักซานอี้ต้องล่มสลายตามต้นฉบับเดิม มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขา
แต่ใจคนย่อมทำด้วยเลือดเนื้อ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ศิษย์พี่และอาจารย์ในสำนักต่างดูแลเขาเป็นอย่างดี เขาไม่อาจทนมองสำนักซานอี้ต้องจบลงโดยเหลือเพียงลู่จิ่นรอดชีวิตเพียงคนเดียวได้
ขณะที่ความรู้สึกของหลี่อังกำลังสับสนวุ่นวาย เสียงของลู่จิ่นก็ดึงเขากลับสู่ความเป็นจริง
"เขาคือศิษย์พี่หลี่อังของพวกเจ้า และยังเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปีของสำนักซานอี้เรา"
"ศิษย์พี่ลู่ ท่านก็พูดเกินไป"
หลี่อังดึงสติกลับมา มุมปากกระตุกเล็กน้อย ตั้งใจจะห้ามไม่ให้ลู่จิ่นพูดต่อ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ลู่จิ่นก็พูดแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"อวิ๋นเซิง อวิ๋นเจ๋อ พวกเจ้าคงยังไม่รู้ ศิษย์น้องหลี่เพิ่งได้รับถ่ายทอดเคล็ดวิชานี่ยุนซานจ้งเมื่อวานนี้ และสามารถทะลวงผ่านขั้นแรกได้ในทันที ข้าอยู่สำนักมานานยังไม่เคยเห็นใครทำได้แบบนี้มาก่อนเลย"
คำพูดของลู่จิ่นถือว่าถ่อมตัวแล้วด้วยซ้ำ เพราะตามบันทึกของสำนักซานอี้ อัจฉริยะเช่นหลี่อังนั้นหาได้ยากยิ่งเปรียบดั่งขนหงส์และเขากิเลน อย่างน้อยตัวเขาเองก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้
เมื่อได้ยินคำกล่าวของลู่จิ่น ทั้งอู๋กินเซิงและหลี่มู่เสวียนต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุด คนแรกแสร้งทำ ส่วนคนหลังนั้นตกใจจริง ทว่าแม้จะเป็นการเสแสร้ง แต่อู๋กินเซิงก็อดประหลาดใจกับพรสวรรค์ของหลี่อังไม่ได้
หากเขาจำไม่ผิด เมื่อครึ่งเดือนก่อน ศิษย์พี่หลี่ผู้นี้ยังเป็นเพียงคนธรรมดา โลกนี้จะมีผู้ที่มีพรสวรรค์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่จริงหรือ?
หรือว่า... จะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่?
เช่นเดียวกับเขาที่เกิดมาพร้อมภาชนะแห่งเทพ
ส่วนความรู้สึกของหลี่มู่เสวียนนั้นซับซ้อนยิ่งกว่า ความตกใจ ความอิจฉา ความริษยา ความไม่อยากจะเชื่อ... อารมณ์หลากหลายตีกันยุ่งเหยิงราวกับถังย้อมผ้าที่ผสมสีนับไม่ถ้วน
'ขนาดเจ้าเด็กนี่ยังรับเข้าสำนักได้...'
'ทำไมท่านถึงไม่รับข้าล่ะ ท่านเจ้าสำนักจั่ว!?'
'เป็นเพราะพรสวรรค์ของข้าสู้มันไม่ได้อย่างนั้นรึ?!'
ชั่วขณะนั้น หลี่มู่เสวียนถึงกับมีความคิดที่จะฉีกหน้ากากปลอมตัวทิ้งแล้วเผชิญหน้ากับจั่วรั่วถงให้รู้แล้วรู้รอด
ขณะที่อารมณ์ของเขากำลังพลุ่งพล่าน อู๋กินเซิงก็โอบไหล่เขาไว้ทันที
"พรสวรรค์ของศิษย์พี่หลี่ช่างเทียบเท่าเทพเซียนจริงๆ! ว่าไหมพี่ชาย?"
การกระทำและคำพูดของอู๋กินเซิงช่วยดึงสติหลี่มู่เสวียนให้ค่อยๆ สงบลง เขาก้มหน้าลงและตอบรับอย่างยากลำบาก
"ใช่... ใช่แล้ว..."
น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่รู้เลยว่าตัวตนของพวกเขาถูกเปิดเผยแล้ว และละครฉากนี้มีแต่จะทำให้หลี่อังระแวดระวังตัวมากขึ้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ศิษย์น้องทั้งสองชมเกินไปแล้ว"
จากนั้นเพื่อไม่ให้จมอยู่กับหัวข้อนี้ หลี่อังจึงหันไปทางลู่จิ่น
"ไปกันเถอะศิษย์พี่ลู่ พาพวกเราไปเก็บสมุนไพรกัน"
สำนักซานอี้มีวิชาปรุงยา มันไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุหลอกลวงที่ใช้สารปรอท แต่เป็นการปรุงยาจากสมุนไพรเพื่อเสริมสร้างรากฐานร่างกาย แม้จะไม่วิเศษพิสดารเหมือนยาวิเศษในนิยายบำเพ็ญเพียร แต่ก็มีประสิทธิภาพในการเสริมแกร่งร่างกาย
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์สำนักซานอี้ทุกคนจึงต้องออกไปเก็บสมุนไพรเป็นประจำ หลี่อังเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ยึดหลักที่ว่ารู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม เขาจึงไม่ปฏิเสธภารกิจนี้ เผื่อว่าในอนาคตเมื่อได้เป็นเซียนแล้ว เขาอาจจะสามารถปรุงยาวิเศษเก้าตะวันได้ก็ได้ใครจะรู้
ระหว่างทางไปอีกยอดเขาหนึ่ง อวิ๋นเซิงที่รับบทโดยอู๋กินเซิงแสร้งทำเป็นหอบหายใจและเหงื่อท่วมตัว ขณะที่อวิ๋นเจ๋อซึ่งแสดงโดยหลี่มู่เสวียนดูใจลอย มีเพียงเหงื่อซึมที่หน้าผากเล็กน้อย
เมื่อเห็นฉากนี้ หลี่อังอดชื่นชมในใจไม่ได้ว่าทักษะการแสดงของเจ้าสำนักฉวนซิงนั้นยอดเยี่ยมจนสมควรได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในยุคหลังจริงๆ
แต่แล้วเขาก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีจัดการกับปัญหาที่ทั้งสองนำมาโดยไม่ให้เป็นที่สนใจของทุกคน วิธีที่ง่ายที่สุดย่อมเป็นการที่หลี่อังลงมือซ้อมทั้งสองให้หมอบราบคาบ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอู๋กินเซิงสามารถต่อสู้กับอาจารย์ของเขาได้อย่างสูสีในต้นฉบับ เขาจึงขีดฆ่าตัวเลือกนี้ทิ้งไปเงียบๆ
สาเหตุที่สำนักซานอี้ล่มสลายก็เพราะภาชนะแห่งเทพของอู๋กินเซิงสามารถช่วยให้ผู้ฝึกวิชานี่ยุนซานจ้งทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามได้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในสำนักซานอี้ยอมรับได้นอกจากจั่วรั่วถง เพราะใครจะไปคิดว่ากุญแจสำคัญในการบรรลุสุดยอดวิชาลับของสำนักจะไปอยู่ในมือคนนอก?
ดังนั้น หลังจากจั่วรั่วถงเสียชีวิต ซื่อชงและเฉิงเจินจึงพยายามจับตัวอู๋กินเซิงกลับมายังสำนักซานอี้ หากจับเป็นไม่ได้ก็ต้องจับตาย แต่น่าเสียดายที่พวกเขากลับถูกคนของสำนักฉวนซิงสังหารเสียก่อนที่จะหาตัวอู๋กินเซิงเจอ
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เดาได้ไม่ยาก เมื่อทั้งอาจารย์ ศิษย์อา และเฉิงเจินที่มีสถานะเทียบเท่าศิษย์เอกต้องจบชีวิตลงเพราะอู๋กินเซิง ความแค้นระหว่างสำนักซานอี้กับเขาจึงกลายเป็นหนี้เลือดที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลก จากนั้นสำนักก็ถูกกวาดล้าง เหลือเพียงลู่จิ่นและศิษย์บางส่วนที่ถูกสั่งให้แยกย้ายกลับบ้านเท่านั้นที่รอดชีวิต
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาของหลี่อังก็ฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
ทันใดนั้น อู๋กินเซิงก็ขยับตัวเข้ามาใกล้หลี่อังแล้วเอ่ยถาม
"ศิษย์พี่หลี่ ท่านอาจารย์เป็นคนเข้าถึงง่ายหรือไม่?"
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาหลี่อังสะดุ้ง เขาซึ่งกำลังจมอยู่ในความคิดว่าจะจัดการกับคนของสำนักฉวนซิงอย่างไร เผลอขยับตัวเว้นระยะห่างจากอู๋กินเซิงโดยสัญชาตญาณ
อย่างไรก็ตาม หลี่อังดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ท่านอาจารย์พูดคุยด้วยง่ายมาก ขอเพียงแค่พวกเราเหล่าศิษย์ทำผิดแล้วรู้จักแก้ไข"
ประโยคนี้เขาตั้งใจพูดให้อู๋กินเซิงฟัง และยังสื่อไปถึงหลี่มู่เสวียนด้วย
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหลี่อัง หลี่มู่เสวียนผู้ได้รับฉายา 'เด็กปีศาจ' ก็ขบกรามแน่นแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ โชคดีที่จังหวะนั้นอู๋กินเซิงดึงแขนเขาไว้ได้ทันเวลา
"ขอบคุณศิษย์พี่หลี่ที่ชี้แนะ พวกข้าจะจำไว้ให้ขึ้นใจ"