เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - ตระกูลซูถูกวางยา

บทที่ 26 - ตระกูลซูถูกวางยา

บทที่ 26 - ตระกูลซูถูกวางยา


บทที่ 26 - ตระกูลซูถูกวางยา

จั่วสิงหยวน: ???

หยางเชา: ???

หม่าอวี่: ???

มองดูกระบี่วิหคเหินที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ตะโกนออกมาพร้อมกันว่า "นายปลุกพลังผู้ใช้พลังจิตได้แล้ว!"

เมื่อครู่มัวแต่หน้าสิ่วหน้าขวาน ทุกคนเลยนึกว่าแผ่นหนังสัตว์นั้นแค่บังเอิญปลิวไปติดตัวสัตว์ประหลาด ไม่มีใครฉุกคิดเรื่องนี้เลย

หนิงเจ๋อพยักหน้าหน้านิ่งๆ ตอบว่า "ตอนฝึกอยู่ที่บ้านจู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมาครับ แต่พลังมันอ่อนมาก ทำได้แค่ช่วยเสริมแรงนิดหน่อย แถมยังควบคุมให้ประสานกับท่าทางยาก ถ้าจะให้คล่องตัวผมเลยใช้เสริมแรงให้ตัวเองอย่างเดียว ก็เลยไม่ได้บอกทุกคน"

นี่เป็นข้ออ้างที่เขาเตรียมไว้แล้ว เพราะความเร็วของเขามันเวอร์เกินไป

การระเบิดพลังส่งผลต่อความเร็ว ความเร็วขุนพลขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 100 เมตรต่อวินาที พอถึงขีดจำกัด 1000 กิโลกรัมจะอยู่ที่ 128 เมตรต่อวินาที ยิ่งระดับสูงขึ้นอัตราการเพิ่มของความเร็วจะยิ่งลดลง

ความเร็วสูงสุดของเขาเกิน 200 เมตรต่อวินาที มันเกินมาตรฐานไปไกลโข เขาจะบอกว่าตัวเองระเบิดพลังสามเท่า พละกำลังเกือบถึงขุนพลขั้นกลางไม่ได้ เลยต้องเอาเรื่องพลังจิตที่ไม่ได้สำคัญนักมาอ้าง

ยังไงซะพวกน้าๆ อาๆ ก็จับสัมผัสไม่ได้ว่าพลังจิตเขาแรงแค่ไหน ผู้ใช้พลังจิตก็มีน้อย เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ใช้พลังจิตก็ค่อนข้างเป็นความลับ พอจะแถๆ ไปได้

หม่าอวี่ถามอย่างตื่นเต้น "พลังจิตในสมองนายเป็นแบบหมอก ของเหลว หรือของแข็ง?"

หมอก ของเหลว และของแข็ง คือสามรูปแบบที่บ่งบอกปริมาณพลังจิต และพรสวรรค์ของผู้ใช้พลังจิต

หลังจากผู้ใช้พลังจิตตื่นขึ้น พลังจิตทั้งสามรูปแบบในสมองจะถูกขุดค้นออกมาใช้ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ฝีมือพัฒนาแบบก้าวกระโดด รูปแบบของแข็งจะมีปริมาณมากที่สุด แบบหมอกน้อยที่สุด ช่วงนี้แค่ฝึกร่างกายให้แข็งแรงก็สามารถดึงพลังจิตออกมาใช้ได้มากขึ้น

เมื่อพลังจิตทั้งสามรูปแบบหมดลง ก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก ซึ่งตอนนั้นความเร็วในการพัฒนาจะช้าลงมาก

หนิงเจ๋อยักไหล่ "อาหยาง ผมเป็นนักสู้ระดับสูงแล้วยังไม่ตื่นเลย เพิ่งมาโผล่ตอนฝึกหลังๆ นี่เอง ตอนนั้นมีแรงแค่ไม่กี่สิบกิโลเองครับ"

"พูดตรงๆ นะ ตอนนี้ผมยังมองเข้าไปในขอบเขตสมองไม่ได้เลย พลังจิตรวมๆ ของผมน่าจะประมาณ 1300 กิโลกรัม พอกล้อมแกล้มว่าเป็นนักสู้ระดับต้นได้"

"ถ้าเป็นการตื่นแบบปกติ พลังจิตควรจะสูงกว่าร่างกายผมสองขั้น ตอนนี้ผมเป็นนักสู้ระดับสูง พลังจิตก็น่าจะเท่ากับขุนพลขั้นกลาง ซึ่งในระดับเดียวกันผู้ใช้พลังจิตคือไร้เทียมทาน จะฆ่าเจ้าภูตเขียวเขี้ยวยาวตัวนั้นใช้เวลาแค่ไม่กี่วิหรอกครับ"

"สงสัยพรสวรรค์ด้านพลังจิตผมคงห่วยแตก แต่ก็ยังดีที่ฝึกได้ ตอนนี้เอามาช่วยเสริมการเคลื่อนไหวได้บ้าง ก็ถือว่าโอเคแล้ว"

หยางเชาถึงกับพูดไม่ออก นี่มันไม่ใช่แค่โอเคแล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องเก่งไม่เก่ง แต่คนทั่วไปเขาปลุกพลังไม่ได้ต่างหากโว้ย

"เอาล่ะ รีบเก็บกวาดของมีค่ากันเถอะ! เลือกดีๆ เขี้ยวสวยๆ มีเป็นร้อยเลยนะ" จางเฉินเตือนสติ

"ใช่! ชิ้นส่วนภูตเขียวเขี้ยวยาวนี่หายากจะตาย โดยเฉพาะของจ่าฝูงระดับขุนพลขั้นกลาง ขุนพลขั้นสูงยังจับมันไม่ได้ แถมยังอยู่เป็นฝูง ต้องระดับเทพสงครามถึงจะล่าได้ ขายได้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยล้านแน่"

"ต่อให้เป็นระดับ G ก็ขายได้เป็นหมื่น ระดับ F อย่างต่ำก็ห้าหมื่น เราเลือกเก็บแต่ของดีๆ มูลค่ารวมๆ ก็น่าจะได้เท่ากับขุนพลขั้นต้นสองตัวเลยนะ"

สวีเหลียงทำหน้าเคลิ้มฝัน รีบไปเก็บของ

อาจเพราะเมื่อกี้เสียงดังไปหน่อย สัตว์ประหลาดเลยเตลิดหนีไปหมด ตั้งแต่เก็บของจนกลับออกมาพวกเขาไม่เจออันตรายใดๆ อีกเลย

ช่วงบ่ายพวกเขาล่าขุนพลขั้นกลางได้อีกหนึ่งตัว

ตกกลางคืน

"หัวหน้า ผมขอออกไปล่าสัตว์ประหลาดหน่อยครับ" หนิงเจ๋อพูดหน้าตาย

จั่วสิงหยวนปวดหัวจี๊ด จากการต่อสู้สองครั้ง ฝีมือของหนิงเจ๋อเป็นที่ประจักษ์แล้ว เผลอๆ จะเก่งกว่าเขาด้วยซ้ำ แต่กลางคืนมันอันตรายจริงๆ มนุษย์เสียเปรียบเรื่องการมองเห็น

ถ้าหนิงเจ๋อเป็นระดับขุนพลเหมือนเขาที่ยีนวิวัฒนาการจนมองเห็นในที่มืดได้ เขาคงวางใจกว่านี้

แต่เห็นหน้าตาจริงจังหัวรั้นของหนิงเจ๋อแล้ว เขาขัดใจไม่ลงจริงๆ

"เอ้า ก็ได้ แต่ให้อยู่ล่าแค่แถวๆ นี้นะ ถ้าเจออันตรายให้รีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ พวกเราจะฝึกซ้อมกันช่วงหัวค่ำ นายเองก็ต้องพักผ่อนด้วย"

หนิงเจ๋อฉีกยิ้มกว้าง "วางใจได้เลยครับหัวหน้า ผมจะระวังตัว" พูดจบก็ย่องออกจากประตูไป

ตอนมาถึงเขตทุรกันดาร [ย่างก้าวสายลม] ขั้นละเอียด 5686/10000; [เพลงดาบวายุสบั้น] ขั้นเชี่ยวชาญ 5705/10000

การต่อสู้อันดุเดือดเมื่อเช้าเพิ่มความชำนาญไปเกือบพัน แต้มช่วงบ่ายก็เพิ่มอีกนิดหน่อย ตอนนี้ความชำนาญ [เพลงดาบวายุสบั้น] อยู่ที่ 6805/10000

เกิน 6666 แต้มแล้ว

เขาใช้การระเบิดพลังสี่เท่าได้แล้ว

...

31 สิงหาคม

ณ คฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง

ภายในห้องรับแขก

โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมาห้อยระย้าอยู่กลางเพดาน

เบื้องล่าง

ใบหน้าของเหล่าผู้คนที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราต่างเต็มไปด้วยความกังวล หวาดกลัว สิ้นหวัง และโกรธแค้น

พวกเขายืนล้อมวง รุมระบายอารมณ์ใส่ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน

เสียงซักไซ้ไล่เลียงดังก้องบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ บางคนถึงกับลืมมารยาทเข้าไปดึงทึ้งเสื้อผ้าของชายวัยกลางคน

"พอได้แล้ว!"

เสียงตะคอกดังสนั่น

ซูเหิงลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห แค่ปัญหาที่มีก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว คนพวกนี้ยังมากดดันไม่เลิก

"จะรีบร้อนกันไปทำไม? รีบแล้วมันแก้ปัญหาได้ไหม?"

หญิงหน้าตาใจร้ายคนหนึ่งก้าวออกมา ตะโกนอย่างเดือดดาลว่า "พวกเราถือหุ้นบริษัทอยู่นะ ยิ่งออเดอร์ใหญ่ขนาดนี้ดันมาเกิดเรื่อง ใครจะไปรู้ว่าตระกูลซูของแกวางแผนจะโกงเงินพวกเราแล้วเขี่ยทิ้งหรือเปล่า?"

"ใช่! อยู่ดีๆ ก็มีออเดอร์ใหญ่เข้ามา แล้วผลิตเสร็จดันกลายเป็นของปลอม คิดว่าพวกเราโง่หรือไง? ใครๆ ก็รู้ว่านายน้อยกลุ่มธุรกิจฉีหางตามจีบลูกสาวแกอยู่ ฉันว่าพวกแกต้องฮั้วกันแน่ๆ!" ชายใส่สูทจัดปกเสื้อตัวเอง พูดด้วยสีหน้าเย็นชา

"ต่อให้มีปัญหา ก็คนของตระกูลซูแกนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ! การจัดการเรื่องเสื้อคลุมชุดคอมแบท ตั้งแต่สั่งวัสดุ แปรรูป ยันส่งของ ตระกูลซูรับผิดชอบเองหมด! เรื่องอะไรจะให้พวกเรามาร่วมรับผิดชอบด้วย? เรื่องนี้ถ้าไม่ให้คำตอบที่น่าพอใจ พรุ่งนี้เจอฟ้องศาลแน่!"

คนพูดเป็นชายหน้าเหลี่ยม ตีหน้าขรึมทำท่าทางเอาเรื่องแบบราชการ

พอเห็นคนคนนี้พูด ซูอี๋ก็ทนไม่ไหว "คุณลุงรอง ทำไมคุณลุงถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ"

หยางเหวินเสียงตอบหน้าตาย "ญาติก็ส่วนญาติ ธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ ลุงพูดเพื่อความยุติธรรมมันผิดตรงไหน? รู้ไหมว่าขาดทุนไปเท่าไหร่? เฉพาะค่าวัสดุก็ปาไปพันล้านแล้ว! นี่เซ็นสัญญาไปแล้วนะ! ถ้าส่งของไม่ทันตามกำหนด หึหึ... ต่อให้ตระกูลแกหมดตัวก็ใช้หนี้ไม่หมด!"

ซูอี๋ถึงกับพูดไม่ออก มันก็จริงอย่างเขาว่า แต่ลุงเขยคนนี้ที่ลืมตาอ้าปากได้จนมีหน้ามีตา ก็เพราะครอบครัวเธอคอยช่วยเหลือมาตลอด วันนี้กลับพลิกลิ้นไม่เห็นหัวกัน มันน่าเจ็บใจนัก

"ฉันว่านะ จับนังหนูนี่แต่งออกไปก็สิ้นเรื่อง นายน้อยฉีหางชอบมันไม่ใช่เหรอ? ธุรกิจนี้ก็ได้มาเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่รึไง? ให้มันแต่งออกไป ทางนั้นจะได้ยืดเวลาให้ อย่างน้อยก็ผลิตของส่งให้ทัน ถึงจะเจ็บตัวหน่อยแต่บริษัทก็ยังอยู่!" มีคนเสนอความคิดขึ้นมา

ซูอี๋หน้าแดงก่ำ โบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่เอา! ไม่เอานะคะ!"

ผู้ถือหุ้นพวกนี้สนที่ไหน พอได้ยินข้อเสนอนั้นก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันจ้อ ต่างเห็นดีเห็นงามว่าจะให้ไปดองกับกลุ่มธุรกิจฉีหาง

อย่างมากก็ขาดทุนสักพันล้าน ให้ตระกูลซูรับผิดชอบไป ขอแค่บริษัทไม่เจ๊งก็พอ

ซูอี๋เถียงสู้คนพวกนี้ไม่ได้ พอหันกลับไป หัวใจเธอก็เย็นเฉียบไปครึ่งดวง

สีหน้าของซูเหิงดูลังเล เหมือนกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอนี้

ซูอี๋รีบหันไปหาแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่แม่กลับก้มหน้าทำท่าเหมือนไม่มีสิทธิ์มีเสียง ทำให้เธอรู้สึกไร้ที่พึ่งยิ่งกว่าเดิม ดวงตาเริ่มแดงก่ำ

"แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว แต่งออกไปก็ไม่ใช่คนตระกูลซูแล้ว แกจะสบายคนเดียวแล้วปล่อยพวกเราลอยแพเหรอ?"

เห็นซูเหิงเริ่มคล้อยตาม หยางเหวินเสียง ลุงเขยตัวดีก็รีบเสริมทัพ

"พี่เขย ผมไม่ได้จะทำร้ายหลานนะ พี่ลองคิดดูสิ แต่งให้นายน้อยฉีหางมันไม่ดียังไง? นั่นมันบริษัทยักษ์ใหญ่ของเขตหยางโจวนะ มูลค่าเป็นหมื่นล้าน! ได้แต่งเข้าไปนังหนูนี่ก็สบายไปทั้งชาติ! แล้วธุรกิจของเรา..."

"เหลวไหล!"

เสียงตวาดแหบพร่าดังขึ้น

ทุกคนหันขวับไปมอง

ชายชราผมดอกเลาถือไม้เท้าเดินลงมาจากชั้นสอง เขาอยู่ในชุดจงซานสีดำ ท่าทางดุดัน ทุกย่างก้าวที่เดินลงมาดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยวจ้องมองมายังชั้นล่าง รังสีอำมหิตและแววตาเย็นยะเยือกแผ่ออกมา

จิตสังหารที่มองไม่เห็นทำให้เสียงอึกทึกในห้องรับแขกเงียบกริบทันที

"คุณปู่"

ซูอี๋เรียกแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปประคองชายชรา ท่าทางตื่นกลัวเหมือนลูกนกดูน่าสงสารจับใจ

ซูหงจิ่งหันมามองหลานสาว ความดุดันบนใบหน้ามลายหายไป เขาลูบมือซูอี๋อย่างอ่อนโยน "ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนกล้าบีบคั้นหลานสาวข้า กินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไง!"

"เสี่ยวไกววางใจเถอะ ปู่ไม่บังคับเจ้าแน่ เจ้าหนูหนิงเจ๋อนั่นปู่ก็เคยเจอ เป็นเด็กดี ส่วนไอ้แซ่ไจ๋นั่น หึ! ดีแต่เปลือก"

ซูอี๋พยักหน้าหงึกๆ

ซูหงจิ่งเคยเป็นนักสู้ บารมีเก่ายังมีอยู่ การปรากฏตัวเมื่อครู่ข่มขวัญคนในห้องได้ชะงัด

แต่พอเขาเดินลงมาถึงข้างล่าง ทุกคนก็ได้สติว่าอยู่ในฐานที่มั่นปลอดภัย ไม่เห็นต้องกลัวอะไร

มีคนเริ่มเปิดปาก

"ท่านผู้เฒ่าซู พวกเราเสียหายกันถ้วนหน้า เฉพาะค่าวัสดุก็พันล้านแล้ว เงินหมุนเวียนบริษัทก็ไม่พอ ต้องกู้แบงค์มา ธุรกิจเราก็ได้แค่ค่าน้ำร้อนน้ำชา เหนื่อยมาครึ่งค่อนเดือนพอส่งของดันเป็นของปลอม! งานนี้เสียหายยับเยิน! ท่านจะว่ายังไง"

ซูหงจิ่งไม่ตอบ แต่หันไปถามซูเหิงเสียงเครียด "หาสาเหตุเจอหรือยัง?"

ซูเหิงมองหน้าผู้ถือหุ้นทุกคน อึกอักไม่กล้าพูด

พวกนั้นเริ่มของขึ้น ตอนขาดทุนทำมาเห็นเป็นคนอื่น ไม่พูดอะไรแบบนี้มีเงื่อนงำชัวร์

"ฉันว่าตระกูลซูอมเงินไปแน่! กะให้เหลือแต่บริษัทเปล่าๆ แล้วตัวเองหอบเงินหนี!"

"ดูท่าทางมันสิ ชัดเลย! นี่มันกะกินรวบพวกเรานี่หว่า!"

"ฉันว่ามันเตรียมเงินไว้เป็นสินสอดให้นังเด็กนั่นมากกว่า!"

"หนีไม่พ้นหรอก วันนี้ถ้าไม่ให้คำตอบ ฉันจะไปฟ้องศาล!"

"หุบปาก!"

ซูหงจิ่งตวาดลั่น หน้าแดงด้วยความโกรธ

"เงินที่เอามาตั้งบริษัทคือเงินที่ข้าเอาชีวิตแลกมา! แบ่งหุ้นให้พวกแกก็เพราะเห็นแก่หน้าพ่อแม่พวกแก! ตอนนั้นพวกแกมาอ้อนวอนข้าเอง ข้าถึงยอมขายหุ้นให้"

"ต่อให้ข้าโกงเงินพวกแกแล้วจะทำไม? บริษัทเจ๊งข้าไม่จ่ายสักแดงก็ได้! ทำให้ข้าโมโหข้าทิ้งบริษัทนี้ก็ได้ ใส่สูทผูกไทแล้วนึกว่าตัวเองแน่หรือไง?"

"ที่นี่ไม่มีส่วนให้พวกแกพูด! อยากได้เงินคืนก็หุบปากซะ คนอย่างซูหงจิ่งไม่หากินกับเงินสกปรกพรรค์นั้น!"

สิ้นเสียง ทุกคนเงียบกริบ

คำพูดนี้จริงทุกคำ ซูหงจิ่งเป็นนักสู้ ความดีความชอบในอดีตยังทำให้ได้รับเงินบำนาญ ต่อให้ล้มละลายก็ยังมีที่ซุกหัวนอน มีเส้นสายพอจะตั้งตัวใหม่ได้ ต่างจากพวกเขาราวฟ้ากับเหว

ถ้าจะแข็งข้อ ก็มีแต่จะพังกันไปข้าง สู้สงบปากสงบคำฟังเขาหน่อยดีกว่า

ชื่อเสียงเรียงนามของท่านผู้เฒ่าคนนี้ก็น่าเชื่อถือ คงไม่ตั้งใจโกงเงินพวกเขาหรอก

เห็นทุกคนสงบลง ซูหงจิ่งหันมาถามลูกชายหน้าเครียด "พูด!"

"ในเมื่อเกิดเรื่อง ก็ต้องให้คำตอบกับทุกคน!"

"ที่นี่มีแต่เพื่อนเก่าแก่ ถ้าแกทำเรื่องโง่ๆ ลงไป ก็สารภาพมาซะ! อย่ารอให้ข้าต้องลงมือ!"

ซูเหิงยิ้มขื่น พูดเสียงเบาว่า "พ่อ ผมจะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง? เนี่ยนตงต่างหาก มันสลับสินค้าที่เราผลิต ตอนไปถึงปลายทางเลยกลายเป็นขยะ"

พอพูดจบ ทุกคนฮือฮา

เนี่ยนตง หรือ ซูเนี่ยนตง เป็นลูกพี่ลูกน้องของซูเหิง เป็นคนตระกูลซูแท้ๆ

ชัดเลยว่าเป็นอย่างที่คิด ตระกูลซูจะอมเงิน!

เพียงแต่ท่านผู้เฒ่าไม่รู้เรื่อง

ทุกคนจ้องมองมา รอฟังคำตอบจากท่านผู้เฒ่า

ซูหงจิ่งตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเงียบขรึมลง ผ่านไปสามวินาที เขาถึงถามเสียงแหบพร่า "เนี่ยนตงทำรึ?"

ช่วงวิกฤตไวรัสระบาด รอดมาได้ถือว่าดวงดี ร่างกายแข็งแรงมีส่วนช่วยแค่นิดหน่อย ตอนนั้นตระกูลซูเหลือแค่ซูหงจิ่งกับน้องชาย

ต่อมายุคสัตว์ประหลาดอาละวาด พวกเขาหนีตาย น้องชายแท้ๆ ของซูหงจิ่งยอมสละชีวิตถ่วงเวลาสัตว์ประหลาดเพื่อให้เขารอด ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ให้ดูต่างหน้า

ซูหงจิ่งเลี้ยงดูซูเนี่ยนตงเหมือนลูกในไส้มาตลอด เขาไม่อยากเชื่อว่าหลานรักจะทำแบบนี้

"เนี่ยนตงทำจริงๆ ครับ" ซูเหิงยืนยันด้วยรอยยิ้มขมขื่น

ซูอี๋ตกตะลึงจนตาค้าง นึกไม่ถึงว่าอาของเธอจะทำเรื่องแบบนี้ได้!

ซูหงจิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะพูดออกมาแค่สองคำ "คนล่ะ?"

"ผมขังไว้ในห้องใต้ดิน กะว่าจะเค้นถามความจริง แต่พวกนี้ก็บุกมาก่อน" ซูเหิงตอบอย่างจนปัญญา

ซูหงจิ่งพยักหน้าเงียบๆ หันไปกวาดสายตามองทุกคน

"ข้าซูหงจิ่งไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ในเมื่อเป็นเรื่องในครอบครัวข้า ก็ไม่เกี่ยวกับพวกแก เงินเท่าไหร่ ข้าซูหงจิ่งจ่ายไหว ต่อให้บริษัทเจ๊ง ข้าก็จะชดใช้ค่าเสียหายให้พวกแก"

"เชิญกลับกันได้แล้ว เชื่อว่าคำพูดของคนแก่คนนี้คงพอเชื่อถือได้"

พอรู้ว่าไม่เสียเงิน ทุกคนก็รีบปั้นหน้ายิ้มขอตัวกลับ

"ท่านผู้เฒ่า งั้นพวกเรารอนะครับ"

"ท่านลงมือเองไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เรื่องในบ้านท่านพวกเราไม่ยุ่ง"

"รอฟังข่าวดีครับ ชื่อเสียงท่านผู้เฒ่าพวกเราเชื่อถืออยู่แล้ว"

ก่อนกลับยังมียกยอปอปั้นทิ้งท้าย

ขณะที่คนกำลังทยอยกลับไปครึ่งหนึ่ง ซูหงจิ่งก็เอ่ยขึ้น

"เหวินเสียง อยู่ก่อน!"

หยางเหวินเสียงชะงักกึก สายตาลอกแลก หันกลับมาปั้นหน้ายิ้ม "คุณลุงมีอะไรเหรอครับ?"

ซูหงจิ่งยิ้มแต่ตาดุ "ดองกันก็ถือเป็นญาติ แกดูจะห่วงเรื่องบ้านเราเหลือเกิน งั้นก็อยู่ดูให้จบเถอะ" เขาหันไปตวาดถาม "ว่ามา! มันคิดจะทำอะไร?"

ซูเหิงสีหน้าลำบากใจ ชำเลืองมองซูอี๋แวบหนึ่ง

สายตานั้นทำเอาซูอี๋หนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

"เขาบอกว่าอยากให้ซูอี๋แต่งงานกับไจ๋เหยียนเคอ"

ซูหงจิ่งถามเสียงเรียบ "ข้อแลกเปลี่ยนล่ะ?"

ซูเหิงไม่กล้าสบตาพ่อ ก้มหน้าตอบ "ตระกูลไจ๋รับปากว่าถ้าสำเร็จจะให้เขาดูแลธุรกิจตระกูลซู ถ้าไม่สำเร็จก็จะให้เงินค่าวัสดุลอตนั้นกับเขา"

ซูอี๋กำมือแน่น ความรักที่ปู่มีต่ออาใครๆ ก็รู้ ถ้าปู่ยอมสละเธอ บ้านนี้ก็ไม่เหลือที่พึ่งให้เธออีกแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 26 - ตระกูลซูถูกวางยา

คัดลอกลิงก์แล้ว