- หน้าแรก
- ตั้งใจจะกลับบ้านมาเซอร์ไพรส์พ่อ แต่ระบบดันให้สกิลเทพจนพ่อเซอร์ไพรส์กลับ
- บทที่ 8 - ได้ยินชื่อหลัวเฟิงครั้งแรก
บทที่ 8 - ได้ยินชื่อหลัวเฟิงครั้งแรก
บทที่ 8 - ได้ยินชื่อหลัวเฟิงครั้งแรก
บทที่ 8 - ได้ยินชื่อหลัวเฟิงครั้งแรก
ยามพลบค่ำ รถแท็กซี่สีเหลืองเขียวคันหนึ่งมาจอดที่หน้าหมู่บ้านที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด
ประตูรถเปิดออก ร่างสีขาวกระโดดออกมา เสื้อผ้าพลิ้วไหวราวกับขี่ลม
เขาปิดประตูรถอย่างสบายๆ ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มจางๆ "หักเงินอัตโนมัติ ลาก่อนครับ"
"ได้ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับคุณผู้ชาย"
คนขับแท็กซี่สุภาพมาก รอยยิ้มบนหน้าแทบจะเป็นการประจบ
ช่วยไม่ได้ เขาไปรับคนมาจากสำนักขีดจำกัดสาขาย่อย ตอนกดรับงานมีข้อความสำคัญเด้งขึ้นมา
'ผู้โดยสารที่คุณรับเป็นพลเมืองระดับ 1 ดาว โปรดไปถึงโดยเร็วที่สุด ตรวจสอบความสะอาดภายในรถ ห้ามมีปากเสียงกับผู้โดยสาร'
พอเห็นตัวจริง เขาก็เข้าใจทันที บุคลิกอบอุ่นมั่นใจแบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ใช่นักเรียนทั่วไปในโรงยิม นี่คือผู้ฝึกยุทธ์! แถมยังหนุ่มแน่นขนาดนี้ ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะแน่ๆ!
มองส่งลูกค้าเดินไปสิบเมตร คนขับแท็กซี่ถึงค่อยสตาร์ทรถเตรียมจากไป
"เสี่ยวเจ๋อ! เสี่ยวเจ๋อ!"
"เดี๋ยวก่อน!"
เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ได้ยินคนเรียกชื่อ หนิงเจ๋อก็หันกลับไป
บนถนนห่างออกไปยี่สิบกว่าเมตร มีรถแท็กซี่สีเหลืองเขียวอีกคันขับเข้ามา
และคนที่เรียกเขาโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างรถ โบกไม้โบกมือไม่หยุด
นั่นคือชายวัยกลางคนอายุเกือบสี่สิบ ท่าทางดีอกดีใจเหมือนหนิงหัวเมื่อหลายวันก่อน ดูเด๋อๆ ด๋าๆ ชอบกล
เขาคือเพื่อนบ้านของหนิงเจ๋อในหมู่บ้านหมิงเยว่ สังกัดสำนักขีดจำกัดเหมือนกัน เป็นครูฝึก แต่ฝีมือด้อยกว่าหนิงหัว เป็นได้แค่ครูฝึก เป็นเจ้าสำนักสาขาไม่ได้
หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว ดีใจขนาดนี้แสดงว่าเจออัจฉริยะเข้าแล้วสินะ
เรียกเขาไว้เพื่อจะอวด?
แต่ว่า โทษทัณฑ์ไม่ควรลามถึงคนในครอบครัว
เรื่องแบบนี้น่าจะไปอวดกับพ่อเขามากกว่า
หนิงเจ๋อยิ้มทัก "อาเจียง มีความสุขขนาดนี้ หรือว่าเจออัจฉริยะสักสองคนเหรอครับ?"
คุยกันก็ต้องคุยเรื่องที่เขาอยากฟัง อุตส่าห์เรียกไว้ขนาดนี้ แสดงว่าความต้องการแบ่งปันรุนแรงมาก
หลังจากลงรถ เจียงเหนียนก็เดินเข้ามาทั้งที่รอยยิ้มยังไม่จาง ได้ยินคำว่าอัจฉริยะสองคน รอยยิ้มบนหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น
เขาโบกมือทำท่าว่าคุณทายผิดแล้ว
"ฮ่ะๆ! อัจฉริยะตั้งสองคน จะไปหาเยอะแยะขนาดนั้นได้จากไหน? ถ้ามีอัจฉริยะอายุน้อยแบบเสี่ยวเจ๋อ อาคงนอนยิ้มจนตื่น"
สมเหตุสมผล
รอยยิ้มบนหน้าหนิงเจ๋อชัดเจนขึ้น ในเมื่อยกเขาเป็นตัวอย่าง แสดงว่าต้องพรสวรรค์ดีกว่าเขา ถ้าอย่างนั้นเขาก็เริ่มสนใจขึ้นมาหน่อยแล้ว
"อัจฉริยะที่ไหนครับ? อาเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ?"
เจียงเหนียนยิ้มแก้มปริทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าหัวเราะคิกคัก โบกมือว่า "ไม่พูดดีกว่า"
หนิงเจ๋อเลิกคิ้ว เชิดหน้าอย่างมั่นใจ "หรือว่าอากลัวผมเสียใจ? เล่ามาเถอะครับ ผมไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น"
"อาดูถูกเธอไปหน่อย พ่อหนิงมีลูกชายดีจริงๆ"
ชมไปหนึ่งประโยค เจียงเหนียนถึงค่อยพูดด้วยรอยยิ้มทะเล้นว่า "รอบนี้โชคดี เจออัจฉริยะน้อยคนหนึ่ง"
หนิงเจ๋อสายตายิ้มแย้ม ท่าทางแบบนี้ไม่น่าจะใช่แค่เจออัจฉริยะน้อย ยิ้มจนหุบปากไม่ลง ดูจากความกว้างของปากที่ฉีกยิ้ม เกรงว่าจะเจอผู้ฝึกยุทธ์ระดับอัจฉริยะเข้าแล้ว
และน่าจะเป็นอัจฉริยะที่พอกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดูดซับพลังงานจักรวาลครั้งแรกเพิ่มพลังได้มากกว่า 2,000 กิโลกรัม!
"พ่อผมมีผมแล้วโชคคงใช้หมดแล้ว ไม่ได้โชคดีเหมือนอาหรอกครับ"
"ดูอาดีใจขนาดนี้ หรือว่าอายุยังน้อย? สิบแปดปีบริบูรณ์?"
เจียงเหนียนตาถลน อุทานว่า "ไอ้หนู ทายถูกจริงๆ ด้วย"
"เขาชื่อหลัวเฟิง วันนี้เพิ่งจบม.6 อายุสิบแปดปีบริบูรณ์ วันนี้อาพาเขาไปเซ็นสัญญาระดับ S ที่สำนักใหญ่มา ตอนนี้ถือว่าเป็นคนของสำนักเราแล้ว ก่อนหน้านี้เขาพักอยู่ที่แฟลตการเคหะ พรุ่งนี้จะย้ายเข้ามาอยู่หมู่บ้านหมิงเยว่ของเรา พวกเธอต่างก็เป็นอัจฉริยะ ถึงเวลาก็หาโอกาสแลกเปลี่ยนกันหน่อยนะ"
หนิงเจ๋อยิ้มกริ่ม "อาเจียง อาไม่แฟร์เลยนะครับ!"
เจียงเหนียนหน้าเหวอ ยิ้มแหยๆ "อาไม่แฟร์ตรงไหน?"
หนิงเจ๋อกอดอก พูดด้วยรอยยิ้ม "ความแค้นของคนรุ่นอาไม่ควรลามมาถึงรุ่นพวกผมนะครับ"
"รับอัจฉริยะได้แล้วไปอวดพ่อผม อันนี้ไม่เป็นไร คนละสาขากัน แข่งขันกันดี ผมช่วยเชียร์อายังได้เลย"
"แต่อารู้สถานการณ์ของผมดี ตอนนี้บนหน้าอาเขียนไว้ชัดเจนว่าผมสู้เขาไม่ได้"
"แล้วอาบอกให้พวกผมแลกเปลี่ยนกัน นั่นไม่เท่ากับจงใจแกล้งดูผมขายหน้าเหรอครับ?"
"ผมไม่ได้ไปล่วงเกินอาซะหน่อย ความแค้นนี้มันเริ่มไม่ชัดเจนแล้วนะครับ!"
เจียงเหนียนเกาหัวหัวเราะแหะๆ ปากก็ร้องว่า "ฮ่าๆ อาไม่ได้หมายความอย่างนั้น เสี่ยวเจ๋อเธอเข้าใจอาผิดแล้ว"
นี่เหมือนคนถูกเข้าใจผิดตรงไหน?
หนิงเจ๋อส่ายหน้ายิ้มๆ พูดเบาๆ ว่า "อาเจียง เดี๋ยวอาคงไปหาพ่อผมแน่ๆ จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน ผมยังต้องฝึกอีกหลายวันกว่าจะออกไปเขตทุรกันดาร พอมีเวลาว่าง ถ้ามีโอกาส ผมยินดีจะแลกเปลี่ยนกับศิษย์น้องคนนี้สักหน่อย"
พูดจบ เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินจากไป
มองดูแผ่นหลังที่ดูสุภาพเรียบร้อย สีหน้าของเจียงเหนียนดูแปลกพิกล พึมพำว่า "ไอ้หนูนี่ รู้ทั้งรู้ว่าอาหาอัจฉริยะมาได้ยังกล้าท้าสู้ มั่นใจในตัวเองดีนี่!"
“ความจริงเธอเองก็ไม่เลวเลยนะ ตอนทดสอบเตรียมเป็นนักรบ เธอมีแรงหมัดเกิน 930 กิโลกรัม พอทดสอบครั้งแรกก็เพิ่มมาเป็น 1,200 กว่ากิโลกรัม ตอนนี้น่าจะมีแรงหมัดเกิน 2,200 กิโลกรัมแล้ว ถือว่าเป็นนักรบระดับกลางได้เลย”
"แต่เธอจะไปรู้ความสามารถของเจ้าหนูหลัวเฟิงได้ยังไง? พละกำลัง 3,100 กิโลกรัม อย่างน้อยก็มากกว่าเธอ 800 กิโลกรัม... เดี๋ยวนะ! ไอ้หนูนี่ไปเขตทุรกันดารมาไม่ใช่เหรอ? กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
เจียงเหนียนรู้สึกทะแม่งๆ ขึ้นมาทันที ส่ายหน้าไม่คิดเรื่องนี้แล้ว
ใบหน้าของเขากลับมาเปื้อนยิ้มอีกครั้ง "พรุ่งนี้ไปหาตาแก่อูทง 'คุยเล่น' หน่อยดีกว่า ถ้าเขาดื้อ ไม่แน่อาจจะต้องให้สองคนนี้แลกเปลี่ยนกันจริงๆ คนหนุ่มสาว เจออุปสรรคบ้างก็ไม่เสียหาย"
อีกด้านหนึ่ง
หนิงเจ๋อเดินอยู่บนทางเดินโรยกรวดอันเงียบสงบ
วันนี้ เขาจดจำชื่อหนึ่งไว้ หลัวเฟิง
พรสวรรค์ของอีกฝ่ายอาจจะดีกว่าเขาหน่อย ตอนเขาจบม.6 มีแรงแค่ 750 กิโลกรัม
ก่อนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทำได้แค่รับพลังงานจักรวาลแบบพาสซิฟ ยิ่งใกล้ระดับว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ ยีนยิ่งสมบูรณ์ ยิ่งพัฒนายาก เขาเรียนมหาลัยเกือบปีกว่าจะได้เป็นว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ ยีนพัฒนาจนถึงระดับที่ดูดซับพลังงานจักรวาลได้
แต่ถ้าพูดถึงตอนนี้ ต่อให้ไม่ใช้แรงส่ง ไม่ใช้วิชากายา 'ขั้นละเอียด' ความห่างของพละกำลังทั้งสองคนไม่น่าจะมากนัก น่าจะอยู่ที่ราวๆ 3,000 กิโลกรัมทั้งคู่
ไม่ถึงกับชนะหลัวเฟิงได้สบายๆ แต่ก็คงไม่ยากเท่าไหร่
ถึงยังไง หนิงเจ๋อก็โดนตีมาตั้งแต่เด็ก คู่ซ้อมระดับขุนพล ทักษะการต่อสู้ หนิงหัวให้เขาได้สัมผัสด้วยตัวเองมาหมด โดนตีมาตั้งกี่ปี ประสบการณ์การต่อสู้ถ้ายังสู้มือใหม่ไม่ได้ ก็ตลกแล้ว
จุดเริ่มต้นของทั้งสองฝ่ายต่างกัน
เขาเข้าเขตทุรกันดารปุ๊บก็เป็นนักรบที่ผ่านเกณฑ์ จั่วสิงหยวนก็เรียกร้องแบบนี้ อย่างมากก็แค่ปรับตัวกับความเลือดสาด
ความห่างชั้นของทั้งสองคนมีมากขนาดไหน?
หนิงเจ๋อรู้สึกว่าใช้แค่วิชากายาพื้นฐานกับเพลงดาบพื้นฐาน สู้กับหลัวเฟิงที่ฝึกเคล็ดวิชาผู้ฝึกยุทธ์แล้วก็ยังชนะได้ อย่างมากก็ยากขึ้นหน่อย
เขาแค่รู้สึกว่าอีกฝ่ายพรสวรรค์ดีขนาดนี้ วันหน้าอาจจะได้ข้องแวะกัน ถึงได้จำชื่อคนคนนี้ไว้
ถ้ามีโอกาส เขาไม่รังเกียจที่จะช่วยเจียงเหนียนสั่งสอนหลัวเฟิงสักหน่อย กดความหยิ่งยโสของอัจฉริยะลง ให้รู้จักความจริง ห่างไกลจากความอวดดี กลายเป็นอัจฉริยะที่ยังมีลมหายใจ
กลับถึงบ้าน
โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดยักษ์สาดแสงสีเหลืองนวล กลิ่นพะโล้หอมฉุยลอยมาเตะจมูกทำเอาน้ำลายสอ
หนิงหัวได้ยินเสียงก็รีบเดินออกมา
"พละกำลังเพิ่มขึ้นเท่าไหร่? แรงส่ง... ช่างเถอะ ขึ้นข้างบนกัน"
ไม่พูดพร่ำทำเพลง หนิงเจ๋อก็ถูกลากขึ้นชั้นสอง
ที่โต๊ะกินข้าวชั้นหนึ่ง หนิงเฉียนเฉียนมองสองคนที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ด้วยความโมโห หนิงเจ๋อพรสวรรค์ดีเธอก็ดีใจ
แต่ มีอะไรไม่ยอมบอกเธอ ทำให้รู้สึกว่าคนในบ้านนี้ไม่มีใครแคร์เธอแล้ว
โดยเฉพาะพ่อ โคตรจะลำเอียง!
"เฉียนเฉียน มายกกับข้าว!"
"ค่า! มาแล้ว!"
ชั้นสอง ห้องฝึกซ้อม
หนิงเจ๋อยิ้มพูดว่า "พ่อ พละกำลังผมอยู่ที่ 2,800 กิโลกรัมครับ"
รูม่านตาหนิงหัวหดเกร็ง ต่อให้พอจะเดาได้ แต่พอได้ยินตัวเลขชัดๆ ก็ยังตกใจอยู่ดี
"แล้วแรงส่งล่ะ?"
หนิงเจ๋อชะงักนิดนึง ตอบว่า "สองเท่า"
"สองเท่าจริงๆ!"
ดวงตาของหนิงหัวเบิกกว้างขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า กลมป๊อก!
ตอนซ้อมมือกันก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าลูกชายพัฒนาขึ้นมาก พอใช้แรงส่งสู้แล้วดุเดือดมาก พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว
ทำท่าจะสู้ไม่ได้อยู่รอมร่อ...
แต่พอได้ยินกับหูว่าสองเท่า!
เรื่องที่เขาจินตนาการก็ยิ่งเยอะขึ้น!
หน้าหนิงหัวเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง ไม้สูงเกินป่ามักโดนลมโค่น ตอนนี้ลูกชายเขาสร้างยอดเขาขึ้นมาลูกหนึ่งแล้ว!
เขาหน้าเครียดพูดว่า "ฝึก [เพลงดาบวายุสบั้น] ไปถึงไหนแล้ว? ส่งแรงได้ปกติไหม? ตอนนี้ทำได้แค่ซ่อนคมไว้ก่อน ถ้าไม่ถึงนาทีเป็นตายห้ามเปิดเผยตัวคูณแรงส่งเด็ดขาด!"
หนิงเจ๋อกะพริบตา พูดด้วยความแปลกใจว่า "พ่อ วันแรกที่เคล็ดวิชามาถึงพ่อถามผมไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ผมส่งแรงได้คล่องแล้ว ทำได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ"
หนิงหัวหน้าเหวอ "วันแรกก็ทำได้แล้ว? ทำไมไม่เห็นแกใช้?"
มุมปากหนิงเจ๋อกระตุก ทำตาใสซื่อพูดว่า "ผมก็อยากใช้นะ แต่กลัวโดนพ่อตีตาย!"
หนิงหัวหน้าเจื่อน พบว่าลูกชายเป็นอัจฉริยะเหนือโลกทำไงดี?
กำลังจะโดนแซงแล้ว แน่นอนว่าต้องอาศัยช่วงที่ยังกดได้รีบเบ่งอำนาจความเป็นพ่อ!
หลายวันมานี้เขาใส่เต็มที่ ปลดปล่อยพลังระดับขุนพลขั้นต้นออกมาเต็มสูบ สะใจไปหลายวัน
เขากะว่าจะสะใจอีกสักอาทิตย์แล้วจะเลิกตี
เพราะน่าจะใกล้สู้ไม่ได้แล้ว
หนิงหัวเปลี่ยนเรื่อง พูดอย่างเป็นงานเป็นการว่า "ในเมื่อแกเข้าใจก็ดี เดี๋ยวจะซื้อเคล็ดวิชาขั้นที่สองให้ แบบนี้พอแกส่งแรงสองเท่า ก็พอๆ กับฝึกสำเร็จขั้นที่สองที่ส่งแรง 2.1 เท่า รอให้แต้มผลงานแกเยอะกว่านี้ค่อยซื้อขั้นต่อๆ ไป ไม่งั้นราคาเต็มมันแพงเกิน"
หนิงเจ๋อขมวดคิ้ว เพลงดาบกับวิชากายานี่ยกระดับยากนะ
อีกอย่างระดับของเขากับที่เคล็ดวิชาบรรยายไว้มันต่างกันนิดหน่อย ดูแค่แรงส่งก็รู้แล้ว
[เคล็ดวิชากระบี่วายุ] ตอนขั้นเชี่ยวชาญก็มีแรงส่งแล้ว ถึงตอนนี้ [เพลงดาบวายุสบั้น] จะมาแทนที่เคล็ดวิชาเดิม แต่การส่งแรงมันไม่เหมือนกับในเคล็ดวิชาเลย
เขาอาศัยความชำนาญที่เพิ่มขึ้น ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาขั้นต่อไปก็เพิ่มแรงส่งได้
"ซื้อขั้นที่สองเลยจะเวอร์ไปไหมครับ? ผมรู้สึกว่าขั้นที่สองไม่ได้ช่วยเพิ่มไพ่ตายของผมเท่าไหร่ ไม่งั้นรอผมกลับจากเขตทุรกันดารค่อยซื้อ? ยังไงก็อยู่กับพวกคุณอาอยู่แล้ว ต่อให้เจออันตรายแล้วความแตกก็ไม่เป็นไร พวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าผมซื้อไปกี่ขั้น"
หนิงหัวเลิกคิ้ว "ไอ้ลูกชาย แกพูดถูก ให้คนมาส่งของติดๆ กันมันไม่ดีจริงๆ"
"อาทิตย์เดียวฝึกสำเร็จขั้นที่หนึ่งก็เวอร์เกินไปแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ในใจเขาก็อดทอดถอนใจไม่ได้ มัวแต่คิดจะปิดบังเทคนิคการส่งแรงที่คิดค้นเอง จนลืมไปว่าแค่ฝึกเคล็ดวิชาที่มีแรงส่งสำเร็จได้ก็เวอร์พอแล้ว
จากนั้น เขาทำหน้าแปลกๆ พูดต่อว่า "แต่เรื่องพวกนี้ไม่ต้องกังวล มีพรสวรรค์เป็นเรื่องดี ถ้าความแตกก็ไม่เป็นไร พ่อติดต่อผู้จัดการตงฟางได้แล้ว บอกเรื่องที่แกวิชากายาเข้าขั้นละเอียดไปแล้ว ท่านผู้จัดการบอกว่าให้แกฝึกต่อไปอีกสักพัก ถึงเวลาจะมอบวาสนาใหญ่ให้!"
"วาสนาใหญ่?" หนิงเจ๋อถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "สัญญาระดับพิเศษของสำนักใหญ่ทั่วโลกเหรอครับ?"
"ไม่แน่?" หนิงหัวยิ้มอย่างมีเลศนัย พูดต่อว่า "แต่ว่า คนหนุ่มสาวอย่าเหมือนพ่อที่เอาแต่คิดจะซ่อนความสามารถ สถานการณ์เราต่างกัน แกยังระวังตัวเกินไป ผู้ฝึกยุทธ์ควรจะกล้าลุยกล้าเสี่ยง!"
"เอาอย่างนี้ รอแกกลับจากเขตทุรกันดารรอบหน้าค่อยซื้อ ถึงตอนนั้นบอกคนนอกว่าแกใช้เวลาเดือนหนึ่งฝึกสำเร็จขั้นที่หนึ่ง ก็ถือว่าปกติ"
'ปกติกะผีสิ!' หนิงหัวรู้สึกขมขื่นในใจ เขาเองก็เคยซื้อเคล็ดวิชาระดับท็อป นั่งแทะเคล็ดวิชาอยู่เป็นปี ฝึกไม่ได้สักเส้นขน!
"ตาเฒ่าม้าตอนนี้ยังอยู่ที่เมือง 022 แผนสิบวัน กลับมาพักสองวัน แกน่าจะยังมีเวลาฝึกอีกอาทิตย์หนึ่ง"
"ป่ะ ลงไปกินข้าว"
ลงมาข้างล่าง
หนิงเจ๋อเปิดโหมดกินเร็วอีกครั้ง
หนิงเฉียนเฉียนสงสัยมาก เธอรู้สึกว่าตั้งแต่พี่กลับมาจากเขตทุรกันดารก็เปลี่ยนไป วันๆ ไม่เห็นหัว!
หรือว่าผลงานในเขตทุรกันดารจะแย่มาก?
แต่ดูพ่อมีความสุขทุกวันก็ไม่น่าใช่นะ!
ทำไมถึงบ้าฝึกขนาดนี้? นอนยังนอนในห้องฝึกซ้อม!
ดวงตาเธอเป็นประกาย ขยับเข้าไปกระซิบถามลองเชิงว่า "พี่ ไม่รู้สึกว่าลืมอะไรไปเหรอ?"
หนิงเจ๋อปรายตามอง แล้วหันกลับไปตั้งใจกินข้าว น้องสาวคนนี้จ้องจะรบกวนการฝึกของเขา ถ้าไม่ติดว่าไม่ว่างต้องสั่งสอนสักยก
หนิงเฉียนเฉียนเอาหน้าอุ่นๆ ไปแนบก้นเย็นๆ อีกรอบ เธอเชิดหน้าสะบัดพรืด ทำท่าว่าถ้าพี่ไม่พูด ฉันก็ไม่พูด
"ผมอิ่มแล้ว ไปฝึกละ"
ทิ้งประโยคเดิมๆ ที่พูดมาทั้งอาทิตย์ หนิงเจ๋อเดินไปทางบันได
หนิงเฉียนเฉียนกลอกตา จากนั้นเงียบๆ หยิบมือถือ ส่งข้อความหาใครบางคน แล้วกินข้าวอย่างมีความสุข
หนิงเจ๋อเข้าห้องฝึกซ้อมเริ่มฝึกพลังงานต้นกำเนิดยีนทันที
วิชากายาและเพลงดาบของเขาชำนาญมากแล้ว สองอย่างนี้พัฒนายาก ช่วงสั้นๆ เพิ่มสมรรถภาพร่างกายจะเพิ่มพลังต่อสู้ได้ง่ายกว่า
เหลืออีกอาทิตย์เดียวจะไปเขตทุรกันดาร เขาตัดสินใจจะเพิ่มพละกำลังให้เต็มที่ ทุ่มเทฝึกพลังงานต้นกำเนิดยีน
หนิงเจ๋อจัดท่าห้าจิตสู่ฟ้า สติค่อยๆ เลือนราง ในความสะลึมสะลือ กึ่งหลับกึ่งตื่น สภาวะช่างลึกลับมหัศจรรย์
ภายในห้องเงียบสนิท
ความคิดของเขาหนักอึ้ง ในความว่างเปล่าเกิดการรับรู้พิเศษ
โลกทั้งใบราวกับมีชีวิต ในการรับรู้ พลังงานจักรวาลในห้วงอวกาศอันไร้สิ้นสุดช่างกว้างใหญ่ไพศาล
พลังงานจักรวาลพริ้วไหว เบาหวิว ราวกับมีชีวิต
เพราะสภาวะการฝึกฝนพิเศษของเขา พลังงานจุดเล็กจุดน้อยกรูกันเข้ามา หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายทีละน้อย
พลังงานจักรวาลแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย!
ในกระบวนการนี้ ยีนถูกปรับปรุง กระดูก เซลล์ เลือด อวัยวะภายใน ผิวหนัง และอื่นๆ ล้วนเกิดการวิวัฒนาการยกระดับอย่างต่อเนื่อง!
ความแข็งแกร่งของกระดูกเพิ่มขึ้น อวัยวะภายในแข็งแกร่งขึ้น ทุกการฝึกฝนคือการวิวัฒนาการ แหวกว่ายในมหาสมุทรแห่งพลังงานจักรวาล
"ฮืม~ ฮืมฮือ~"
เสียงฮัมเพลงทำนองสนุกสนานของเด็กสาวไร้เดียงสา เสียงหวานละมุน ชวนให้คิดถึงใบหน้าจิ้มลิ้ม
"ที่รัก~"
เสียงเรียกหวานหยด นี่คือเสียงเรียกเข้ามือถือ
หนิงเจ๋อที่กำลังฝึกฝนถูกรบกวน ค่อยๆ ถอนตัวออกจากสภาวะอันลึกลับนั้น
เขาลืมตาช้าๆ แววตางุนงง
ตอนนี้ เขาเหมือนจะนึกออกแล้วว่าลืมอะไรไป...
[จบแล้ว]