เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

TWO Chapter 129 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 3

TWO Chapter 129 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 3

TWO Chapter 129 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 3


TWO Chapter 129 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 3

เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อมีบางคนมีความสุข ก็ย่อมีบางคนที่เศร้าใจ’

หลังจากที่โอหยางโชวได้รับเลือกเป็นตัวแทนฝ่ายจักรพรรดิเหลืองในครั้งนี้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อต่อพันธมิตรซานไห่ ในทางตรงกันข้าม กับพันธมิตรหานตานที่มีตี่เฉินเป็นผู้นำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างกันเปรียบดั่งกลางวันและกลางคืน พันธมิตรทั้ง 2 เดิมเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ทันทีที่โอหยางโชวได้เป็นตัวแทน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

ที่จุดลงทะเบียน ผู้เล่นบางคนเห็นเฟิงฉิวฮวงเข้าร่วมกับพันธมิตรซานไห่ พวกเขาก็เริ่มเตรียมที่จะติดต่อกับพันธมิตรซานไห่ เพื่อหวังจะเข้าร่วมกับพวกเขาเช่นกัน

หลังจากจบการแจ้งเตือนสงคราม ผู้เล่นลอร์ดเหล่านี้ไม่ได้กระจายกันออกไป พวกเขาไม่ได้สนใจหรือกังวลว่าโอหยางโชวจะเห็นด้วยหรือไม่ พวกเขานำกองกำลังของตนตามหลังกองกำลังของโอหยางโชวมา

สำหรับผู้เล่นเหล่านี้ โอหยางโชวไม่ได้ปฏิเสธพวกเขา เพื่อที่จะชนะสงครามนี้ เขาไม่สามารถพึ่งได้เพียงพลังของพันธมิตรซานไห่ ถ้าเขาสามารถรวบรวมผู้เล่นทั้งหมดมาอยู่ข้างเขาได้ มันจะเป็นการเพิ่มโอกาสชนะให้เขาอย่างมาก

แน่นอน มันจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ประการแรก ตี่เฉินเป็นผู้นำของพันธมิตรหานตาน พวกเขาคงปฏเสธที่จะเข้าร่วมกับโอหยางโชวอย่างแน่นอน นอกจากนี้ พวกเขายังได้พยายามแทรงแซงเข้าไปในดินแดนของผู้เล่นลอร์ดอื่นๆ ดังนั้น ในฝ่ายจักรพรรดิเหลือง จะมีเพียงบางส่วนที่เป็นผู้สนับสนุนเขา และผู้ที่เป็นพันธมิตรกับเขาเพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะให้พวกเขาทั้งหมดมายืนข้างเขา

ประการที่ 2 ในสถานการณ์ปกติ ผู้เล่นลอร์ดมักจะหยิ่งมาก ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานจากตระกูลที่มั่งคั่งและมีอำนาจ พวกเขาเคยชินกับการเป็นผู้ปกครองคนอื่น ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะให้พวกเขามาทำตามคำสั่งใคร หรือบางส่วนก็เป็นผู้เล่นนักผจญภัยชั้นสูงจากเกมส์อื่นๆ แล้วเลือกเล่นโหมดลอร์ดในเกมส์นี้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ภายใต้หรือฟังคำสั่งของคนอื่น

ดังนั้น การจะให้ผู้เล่นทั้งหมดมารวมตัวกันจึงเป็นสิ่งที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย และโอหยางโชวก็ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดนั้น ตามแผนของเขา ตราบเท่าที่เขาสามารถสร้างกองทัพ 5,000 นายได้ มันก็ถือว่าประสงความสำเร็จแล้ว

ดังนั้น สำหรับผู้เล่นที่แสดงถึงเจตนาดี โอหยางโชวจึงไม่ได้ปฏิเสธพวกเขา แน่นอน หากไม่เข้าใจความตั้งใจที่แท้จริงของพวกเขา เขาก็จะไม่ยอมรับพวกเขาเข้าร่วมด้วย

หลังจากออกจากเมืองจักรพรรดิเหลือง เขาต้องเลือกที่ตั้งที่เหมาะสมในการตั้งค่ายก่อน จากนั้น ค่อยนั่งลง แล้วพูดคุยเกี่ยวกับความร่วมมือกับผู้เล่นที่เลือกฝ่ายจักรพรรดิเหลือง

มองไปรอบๆ ภาพที่ปรากฎเป็นสิ่งที่ผู้เล่นเห็นเป็นครั้งแรก พวกเขาจ้องมองด้วยความหวาดหวั่น

ตอนนี้เป็นฤดูร้อน มันเป็นฤดูที่มีชีวิตชีวาและกระปรี้กระเปราที่สุดของปี มองไปยังที่ราบกว้างใหญ่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เต็มไปด้วยหญ้าป่าที่สูงใหญ่ และต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก หญ้าป่าที่ไม่รู้จักชื่อนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ และมีความสูงกว่าหัวเข่าของคน มีลมร้อนพัดผ่าน ภายในหญ้าสูง มีเสียงสัตว์ร้ายคำราม ดูเหมือนที่นี่จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เมื่อเห็นเช่นนั้น เป็นธรรมดาที่โอหยางโชวจะไม่กล้าไปไกลเกินไป

เขาสั่งให้หลินยี่นำกองร้อยทหารม้าและทหารจากฝ่ายข่าวกรอง มองหาจุดตั้งค่ายที่เหมาะสม ใกล้ๆกับเมืองจักรพรรดิเหลือง

ในสงครามและการรบโบราณ ที่ตั้งค่ายจะถูกเลือกโดยภูมิปัญญา และการพิจารณาที่ซํบซ้อน มันไม่สามารถกระทำโดยประมาทได้ ศิลปะสงครามซุนฉีระบุว่า ‘กองทัพควรมองหาที่ราบสูงและต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ต่ำ มองหาสถานที่ที่มีแสงแดดมากและ หลีกเลี่ยงที่มืดและชื้น อีกทั้ง ยังต้องมองหาสถานที่ที่มีน้ำและต้นไม้ เพื่อที่จะได้จัดการกับเสบียงได้สะดวก ถ้าทหารของพวกเขาแข็งแรงและไม่เจ็บป่วย พวกเขาก็มีโอกาสสูงที่จะชนะสงครามทั้งหมด’

นอกจากนี้ พวกเขายังต้องหลีกเลี่ยงป่าหรือทางข้ามแม่น้ำ ต้องคำนึงว่า ฝ่ายชี่โหยวจะโจมตีจากทางตะวันออกเฉียงใต้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตำแหน่งที่เหมาะจะตั้งค่ายที่สุดจึงเป็นทางตะวันตกของเมืองจักรพรรดิเหลือง พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะก่อนการรบได้ และยังสามารถทำหน้าที่เป็นปีก เข้าสู้สนามรบอย่างรวดเร็วได้

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา หลินยี่และคนของเขาก็กลับมา

หลินยี่รีบขี่ม้ามาทางเขา แล้วกล่าวว่า “เรียนนายท่าน เราพบเนินเขาทางตะวันตกของเมืองจักรพรรดิเหลือง ห่างออกไปทางใต้ของเนินเขามีแม่น้ำขนาดใหญ่ มันอยู่ไม่ไกลจากเนินเขานัก ทำให้ง่ายต่อการใช้น้ำ ข้าคิดว่า มันเป็นจุดที่เหมาะที่จะตั้งค่าย”

โอหยางโชวพยักหน้า เขายิ้มอย่างพอใจ แล้วกล่าวว่า “ดี ทุกคนไปกัน!”

กองกำลังเริ่มยุ่ง หลังจากที่พวกเขามุ่งหน้ามาถึงที่ตั้งค่าย

ประการแรก พวกเขาต้องตัดและเผาหญ้าป่าที่น่ารำคาญทั้งหมด เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการตั้งค่าย, ประการที่ 2 พวกเขาต้องไปที่ป่าใกล้ๆ เพื่อตัดไม้บางส่วนมาสร้างค่าย

เพื่อความปลอดภัยของค่าย ค่ายจึงต้องมีกำแพงขนาดเล็ก พวกเขาใช้วิธีตัดไม้ให้มีความยาว 2 แบบ 1 สั้น 1 ยาว หลังจากเผาลำต้นของพวกมันแล้ว ก็ฝังปลายด้านหนึ่งลงไปในดิน ลำที่ยาวจะอยู่ด้านนอกและลำที่สั่นจะอยู่ด้านใน จากนั้น ในระหว่างทั้ง 2 จะมีแผ่นไม้กระดาน ถูกติดตั้ง 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่ยืนบนกำแพง สามารถใช้สำหรับให้ทหารราดตระเวนและทำหน้าที่เป็นยาม ในขณะที่ภายในค่ายพักผ่อน

เมื่อพวกเขากำลังตั้งค่าย เต็นท์ทหารสามารถรองรับทหารได้ 5 นาย โดยเต็นท์ทหารจะตั้งล้อมรอบกัน มีการขุดท่อระบายน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ทหารไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปในเต็นท์อื่นนอกจากเต็นท์ของตัวเอง พื้นที่ใกล้ๆเต็นท์หลายจุดมีห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งมันจะอยู่ห่างจากแหล่งอาหารและน้ำ พื้นที่ระหว่างเต็นท์ถูกเหลือไว้มากพอให้เคลื่อนไหวได้โดยสะดวก

พอเวลาใกล้เที่ยง พื้นที่ค่ายก็ถูกเตรียมเสร็จ ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการตัดไม้และขุดท่อระบายน้ำ โอหยางโชวก็บอกให้หวังเฟิงพากองร้อยทหารราบตามเขามา

ในค่าย โอหยางโชวนำเต็นท์หลักที่เขาซื้อมาออกมา ตั้งขึ้นเป็นห้องประชุมสำหรับปรึกษาหารือ

เมื่อเทียบกับเต็นท์ทหาร เต็นท์นี้มีขนาดใหญ่กว่าถึง 5 เท่า และสามารถรองรับคนได้ 20-30 คน

หลังจากตั้งเต็นท์ โอหยางโชวก็นำเก้าอี้และโต๊ะไม้ ที่เขานำมาจากโรงไม้ มาตั้งไว้ด้านใน

เมื่อเห็นโอหยางโชวหยิบสินค้าต่างๆจำนวนมากออกมาจากถุงเก็บของของเขาอย่างกับมีเวทมนต์ มู่หลานเยว่ก็มุ่งหน้ามาทางเขาอย่างกระตือรือร้นเหมือนเด็กๆ ตาของเธอเบิกกว้าง และถามเขาว่า “พี่ใหญ่หวู่ยี่ ถุงเก็บของของพี่มีความจุเท่าใดกัน?”

โอหยางโชวอธิบาย “ตอนนี้มันขยายจนมีความจุ 1,000 ลูกบาศก์เมตร แน่นอนว่ามันเป็นถุงเก็บของขนาดใหญ่” โอหยางโชวไม่ต้องการอธบายต่อ เขาจึงกล่าวออกไปว่า “เต็นท์ตั้งเสร็จแล้ว ไปเรียกทุกคนมาที่นี่ เพื่อปรึกษาหารือสิ่งที่เราจะทำต่อไป เร็วๆนะ”

“อื้อ!” มู่หลานเยว่พยักหน้าอย่างน่ารัก

…………………………………………………………………………….

ภายในเต็นท์ โอหยางโชวนั่งอยู่ตรงกลาง ทั้ง 2 ด้านของเขา นั่งด้วย เฟิงฉิวฮวง, ไป๋ฮัว, มู่หลานเยว่ และกงเฉิงซี ด้านหลังของพวกเขานั่งด้วยผู้ช่วยและขุนพลทั้งหลาย

“ตอนนี้ เราได้ตั้งค่ายแล้ว สำหรับสิ่งที่เราจะทำต่อไป พวกท่านมีข้อเสนออะไรหรือไม่?” โอหยางโชวถาม

เฟิงฉิวฮวงเป็นคนฉลาด เธอรู้ว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในพันธมิตรซานไห่ มันจึงเหมือนกับว่าเขาได้ถามเธอโดยตรง

เฟิงฉิวฮวงหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ทำไมท่านลอร์ดหวู่ยี่ไม่บอกแผนมาตรงๆล่ะ ตั้งแต่เมืองหงส์สาบสูญของข้าเข้าร่วมกับท่าน ข้าก็ยินดีจะทำตามคำแนะนำของท่าน”

โอหยางโชวพยักหน้า “ข้าจะบอกตรงๆแล้วกัน”

“ฮ่าๆๆ!” มู่หลานเยว่หัวเราะ ทำให้ทุกคนหันไปมองเธอ เธออายเล็กน้อย และกล่าวว่า “ข้าแค่คิดว่ามันน่าสนใจดี ที่ทั้ง 2 คน ใช้คำพูดแบบนั้นคุยกัน”

เฟิงฉิวฮวงตระหนักถึงมัน เธอหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “นั่นก็จริง ทำไมเราไม่กำจัดพิธีรีตองออกไปซะละ ชื่อของข้าคือ เฟิงหวู่ พี่ชายหวู่ยี่สามารถปฏิบัติต่อข้าเหมือนกับเป็น 1 ในพวกท่านได้”

โอหยางโชวพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “เพื่อให้สะดวกในการจัดการ ความตั้งใจของข้าคือ การรวมกองกำลังทั้ง 5 เป็น 1 เดียว และปฏิบัติตามคำสั่งผู้นำคนเดียว โดยจะแยกกองกำลังเป็น ทหารม้า, ทหารโล่ดาบ และทหารธนูและหน้าไม้ รวมเป็น 3 ประเภท ข้าเสนอให้จางเลี้ยวเป็นผู้บัญชาการทหารม้า โดยมีหลินยี่และหงหยิงเป็นรองผู้บัญชาการ, ขุนพลซีเป็นผู้บัญชาการทหารโล่ดาบ โดยมีกงเฉิงซีและหวังเฟิงเป็นรองผู้บัญชาการ, มู่กุ้ยหยิงเป็นผู้บัญชาการทหารธนูและหน้าไม้ โดยมีเจ้าซีฮูและตี่ฉิวเป็นรองผู้บัญชาการ และจูโชวจะเป็นที่ปรึกษา(กุนซือ) โดยมีทซิงยี่และฉิงหลวนเป็นรองที่ปรึกษา”

การจัดการของโอหยางโชว ได้ผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวด มันไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันตำแหน่งแกนหลักของซานไห่เท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงพันธมิตรของเขาด้วย แน่นอนว่าการพิจารณาครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถและศักยภาพเป็นหลัก

สำหรับทหารม้านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นทหารจากเมืองซานไห่และเมืองสอดคล้อง ผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการจึงสามารถสั่งการได้อย่างราบรื่น

สำหรับทหารโล่ดาบ ขุนพลซีมีอำนาจอย่างแท้จริง และฐานะของกงเฉิงซีก็ได้รับการพิจารณา ทำให้เขาได้เป็นรองผู้บัญชาการ และนำกองทหารของเขา

สุดท้ายคือ ทหารธนูและหน้าไม้ ซึ่งมากจากเมืองซานไห่ถึง 500 นาย และเป็นแกนหลัก แต่โอหยางโชวตัดสินใจมอบตำแหน่งผู้บัญชาการให้กับมู่กุ้ยหยิง มันแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจของเขา เพราะเธอเหมาะที่จะเป็นผู้บัญชาการมากกว่าเจ้าซีฮู ขณะที่ยังมีทหารธนูอีก 200 นาย จากเมืองหงส์สาบสูญ โอหยางโชวจึงจัดให้ตี่ฉิวเป็นรองผู้บัญชาการ

จากทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่า มีเพียงเมืองหงส์สาบสูญเท่านั้นที่ขาดทุน พวกเขามีทหารถึง 500 นาย แต่พวกเขาขาดนายทหาร ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นแกนหลักได้ ทำได้เพียงเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น ที่เป็นเหตุผลที่โอหยางโชวลังเล จนกระทั่งเธอได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อเขา เขาจึงได้กล่าวแผนการและยุทธศาสตร์ของเขาออกมา

 

แฟนเพจ : TWOแปลไทย

จบบทที่ TWO Chapter 129 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว