เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 - เพื่อนเก่ามาเยือน

บทที่ 51 - เพื่อนเก่ามาเยือน

บทที่ 51 - เพื่อนเก่ามาเยือน


บทที่ 51 - เพื่อนเก่ามาเยือน

ฟางชิงเย่ล็อกประตูห้อง กลับเข้าไปเล่นเกมในห้องนอนตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ผ่านไปไม่นานก็มีคนมาเคาะประตูอีก ยังคงเป็นคนที่มาหาพ่อเขา!

เขาพูดจาหว่านล้อมให้กลับไปไม่กี่คำก็จบเรื่อง

แล้วก็มาอีกคน...

ชั่วโมงเดียวนี่มีคนหิ้วของขวัญมาหาถึงสองคน ฟางชิงเย่รู้สึกระอาใจ

มาหาเอาป่านนี้มันก็แค่การกอดเท้าพระพุทธรูปชั่วคราว (ที่พึ่งสุดท้าย) จะไปมีประโยชน์อะไร?

ดูท่าจะอยู่บ้านไม่ได้แล้ว ตัวเขาเองก็ต้องออกไปหลบภัยบ้างเหมือนกัน

ฟางชิงเย่ปิดคอมพิวเตอร์ เดินออกจากบ้าน พอจะลงบันได ก็เห็นชายหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่งหิ้วของขวัญสวนขึ้นมาพอดี

"ฟางชิงเย่!"

อีกฝ่ายเห็นเขาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม

"หวังเล่ย!"

ฟางชิงเย่จำได้ เป็นเพื่อนสมัยมัธยมปลายของเขานั่นเอง

"นี่นายจะออกไปข้างนอกเหรอ?" หวังเล่ยถาม

"ใช่ นายมานี่คือ...?"

"อยากจะมาคุยธุระด้วยหน่อย รบกวนเวลาไม่นานหรอก"

มาหาฉัน?

เห็นของขวัญในมืออีกฝ่าย ฟางชิงเย่ก็พอจะเดาจุดประสงค์ได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่ามาหาตัวเขา จะปฏิเสธตรงนี้ก็คงดูใจดำไปหน่อย

"งั้นก็ได้ ป่ะ เข้าไปคุยข้างใน" ฟางชิงเย่พูดพลางไขกุญแจเปิดประตูให้หวังเล่ยเข้าไป

"ฟางชิงเย่ นายอยู่คนเดียวเหรอ พ่อแม่ไม่อยู่?" หวังเล่ยมองห้องรับแขกที่ว่างเปล่าแล้วถาม

"พ่อแม่ไปเที่ยวกันหมดแล้ว"

หวังเล่ยฟังแล้วดูไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่

"หวังเล่ย นั่งก่อนสิ เดี๋ยวฉันไปเอาแตงโมมาให้ ร้อนๆ แบบนี้" ฟางชิงเย่เชิญเพื่อนร่วมนั่ง แล้วเดินไปทางห้องครัว

"ไม่ต้องเกรงใจ ฉันนั่งแป๊บเดียวก็ไป" หวังเล่ยรีบพูด

ฟางชิงเย่ยังคงหยิบแตงโมครึ่งลูกออกมาจากตู้เย็น หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่จานยกออกมาวางบนโต๊ะรับแขก เชื้อเชิญหวังเล่ย

หวังเล่ยเกรงใจนิดหน่อย แต่ก็หยิบขึ้นมากินชิ้นหนึ่งพลางคุยสัพเพเหระ

"ฟางชิงเย่ ก่อนหน้านี้ฉันเห็นในกลุ่มรุ่นที่นายพนันกับเจียงเฉิน ตอนเรียนนายก็เรียนเก่ง ไม่นึกว่าเล่นหุ้นจะเก่งขนาดนี้ด้วย ทำเอาฉันนับถือจนแทบกราบกรานเลย"

คำพูดของอีกฝ่ายเจือแววประจบสอพลอชัดเจน ฟางชิงเย่ยิ้มตอบ "ที่ไหนกัน ก็แค่แมวตาบอดเจอหนูตาย (ฟลุ๊ก) เท่านั้นแหละ"

"นายทำงานอยู่ธนาคารตงฟางใช่ไหม?"

"ใช่"

"ธนาคารเป็นหน่วยงานที่ดีนะ สภาพแวดล้อมดี เงินเดือนก็สูง" หวังเล่ยเปรย

"ก็งั้นๆ แหละ... หวังเล่ย แล้วนายทำงานที่ไหน?"

"ฉันทำงานที่ที่ว่าการตำบลผานหลง"

"สอบข้าราชการได้เหรอ?"

"อื้อ สอบได้เมื่อปีที่แล้ว เพิ่งผ่านโปรเมื่อไม่นานมานี้เอง"

"นั่นก็ยอดเยี่ยมมากแล้วนะ" ฟางชิงเย่ชม

"ก็พอได้ ถึงตำบลผานหลงจะเป็นตำบลที่กันดารที่สุดในหนานซินของพวกเรา แต่ฉันก็พอใจแล้ว" หวังเล่ยตอบ แล้วพูดต่อ

"หลิวตงถูกยืมตัวจากคณะกรรมการผู้สูงอายุไปช่วยงานที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นายรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?"

"รู้ ฉันได้ยินว่าเขาอยู่ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์งานยุ่งมาก กลางวันตามนายลงพื้นที่ กลางคืนปั่นต้นฉบับ" ฟางชิงเย่ไม่ได้ปิดบังอะไร

"ใช่ เขาเคยตามรัฐมนตรีหวังมาตรวจงานที่ตำบลเรา ฉันเคยเจอครั้งหนึ่ง ดูมีราศีกว่าตอนอยู่คณะกรรมการผู้สูงอายุเยอะเลย... ฉันเดาว่าอนาคตเขาคงได้บรรจุอยู่ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แน่ อนาคตสดใสเลยล่ะ" หวังเล่ยกล่าว

"ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น... หวังเล่ย นายก็ตั้งใจทำงานที่ตำบลนะ อนาคตอาจจะได้เป็นนายกเทศมนตรีหรือเลขาธิการพรรคก็ได้!" ฟางชิงเย่ให้กำลังใจ

"ไม่กล้าฝันหรอก ฟางชิงเย่ นายก็รู้ บ้านฉันอยู่ชนบท สอบออกมาทำงานกินเงินเดือนหลวงได้ฉันก็พอใจมากแล้ว เรื่องอื่นไม่กล้าคิดจริงๆ"

ฟางชิงเย่จำได้แม่น หวังเล่ยคนนี้เหมือนกับหลิวตง คือย้ายจากโรงเรียนในตำบลเข้ามาเรียนที่โรงเรียนมัธยมเฉิงกวนตอน ม.2 พอขึ้น ม.ปลาย ก็อยู่ห้องเดียวกับเขา แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้สนิทสนมเหมือนกับหลิวตง

ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง หวังเล่ยก็พูดเข้าประเด็น "ฟางชิงเย่ ถ้านายยุ่งฉันก็ไม่รบกวนเวลา วันนี้ที่มาหาคือกะจะขอให้ช่วยอะไรหน่อย"

"ว่ามาสิ"

"ลูกพี่ลูกน้องฉัน ลูกชายของอาสามฉันเอง ปีนี้จบประถมจะขึ้น ม.ต้น อยากจะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมเฉิงกวน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเข้าห้องคิง นายช่วยคุยกับพ่อนายให้หน่อยได้ไหม ให้เขารับเด็กเข้าไป ถ้าสำเร็จฉันกับอาสามจะขอบคุณนายอย่างงามเลย" หวังเล่ยบอกจุดประสงค์

ฟางชิงเย่ฟังแล้วไม่แปลกใจ เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องนี้ ถ้าแค่เข้าเรียนเฉิงกวนเฉยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เขาเลยถามกลับไปว่า

"บ้านอาสามนายอยู่ที่ไหน? อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาไหน?"

"เขาอยู่ที่บ้านเกิดในชนบท"

"อันนี้..." ฟางชิงเย่ทำหน้าลำบากใจ "หวังเล่ย นายก็รู้ เดี๋ยวนี้การเข้าเรียน ม.1 เขาแบ่งตามพื้นที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองอย่างเคร่งครัด อาสามนายอยู่ชนบท จะให้ลูกพี่ลูกน้องนายเข้ามาเรียนในเมืองมันยากอยู่นะ"

"นโยบายนี้ฉันรู้ ดังนั้นอาฉันเลยซื้อบ้านในเมืองไว้ แต่ปัญหาคือโครงการมันล่าช้า จนป่านนี้ยังไม่ส่งมอบบ้าน เลยทำเรื่องโอนย้ายทะเบียนบ้านไม่ได้... ฉันเลยอยากให้นายช่วยคุยกับพ่อนายให้หน่อย ช่วยๆ กัน"

"เรื่องนี้ต้องคุยกับสำนักการรับนักเรียนของอำเภอ พวกเขามีหน้าที่คัดกรองนักเรียนตามเขตพื้นที่ พ่อฉันไม่มีอำนาจตรงนี้หรอก" ฟางชิงเย่ตอบตามตรง

"ฉันรู้ แต่ฉันไม่รู้จักคนในสำนักการรับนักเรียนนี่นา" หวังเล่ยพูดเสียงอ่อย "นายก็รู้ บ้านฉันเป็นคนชนบท ญาติพี่น้องในตระกูลไม่มีใครทำงานราชการสักคน คิดไปคิดมา ก็มีแต่ต้องพึ่งเพื่อนเก่าอย่างนาย"

ฟางชิงเย่เงียบไป ไม่ได้ตอบรับทันที

เห็นฟางชิงเย่เป็นแบบนี้ หวังเล่ยคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "เมื่อกี้ที่ฉันบอกว่า สอบเข้าทำงานที่ตำบลได้ฉันก็พอใจแล้ว ฉันพูดจากใจจริงนะ"

ฟางชิงเย่มองหน้าเขา ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงวกกลับมาเรื่องนี้

"เดี๋ยวนี้สังคมชอบพูดว่า ความรู้เปลี่ยนชะตาชีวิตเป็นแค่เรื่องตลก แต่ฉันเชื่อมั่นนะ เพราะฉันนี่แหละคือตัวอย่าง!" หวังเล่ยกล่าวต่อ

"เพราะนายสอบเป็นข้าราชการได้?"

"ใช่ ถึงจะบอกว่าเปลี่ยนชะตาชีวิตได้ไม่หมด แต่ฉันรู้สึกว่ามันดีกว่าต้องจมปลักอยู่ที่บ้านนอกเยอะ"

อันนี้ก็จริง... ฟางชิงเย่พยักหน้า

"ก็เพราะฉันสอบติดมหาวิทยาลัย ถึงมีสิทธิ์สอบข้าราชการ ฟางชิงเย่ นายไม่รู้หรอกว่าคุณภาพการศึกษาในชนบทมันแย่แค่ไหน! เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนประถมที่บ้านนอก เกินครึ่งสอบไม่ติด ม.ปลาย ต้องไปเรียนอาชีวะหรือไม่ก็ออกไปทำงานโรงงาน ส่วนคนที่ได้เรียน ม.ปลาย ในโรงเรียนประจำตำบล อย่างดีที่สุดก็สอบได้แค่อนุปริญญา"

"ดังนั้น ฉันถึงซาบซึ้งใจพ่อแม่มากที่ดิ้นรนส่งฉันเข้ามาเรียนในเมือง ลูกพี่ลูกน้องฉันคนนี้ หัวไวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ฉันเลยยุให้อาสามมาซื้อบ้านในเมือง เพื่อจะให้น้องได้มาเรียนในเมือง ไม่นึกว่าจะมาสะดุดเรื่องบ้านไม่เสร็จ"

พูดจบ หวังเล่ยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ฟางชิงเย่เงียบไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก "หวังเล่ย เอาอย่างนี้ นายส่งเลขที่ผู้สมัครสอบและข้อมูลต่างๆ ของน้องนายมาทาง QQ อ้อ! แล้วก็ถ่ายรูปทะเบียนบ้านอาสามนาย หน้าปกสัญญาซื้อขายบ้านและหน้าข้อมูลสำคัญส่งมาด้วย! ฉันจะคุยกับพ่อให้ แต่จะได้หรือไม่ได้ฉันไม่รับปากนะ"

"แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้ว!" หวังเล่ยดีใจจนเนื้อเต้น "ฉันเชื่อว่าต้องสำเร็จ"

ฟางชิงเย่ยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร

"งั้นฉันไม่กวนแล้ว กลับก่อนนะ" พูดจบหวังเล่ยก็ลุกขึ้น

ฟางชิงเย่ไม่ได้รั้งไว้ แต่ชี้ไปที่กองของขวัญข้างโต๊ะรับแขก "หิ้วของพวกนี้กลับไปด้วย"

"ได้ไงกัน? ฉันจะมามือเปล่าได้ไง?" หวังเล่ยปฏิเสธ

"เฮ้ย เราเพื่อนเก่ากัน ไม่ต้องมาทำธรรมเนียมพวกนี้หรอก... ถ้านายไม่เอาไป ฉันก็จะไม่คุยกับพ่อให้นะ?"

"งั้นก็ได้... ไว้เรื่องสำเร็จแล้ว ฉันค่อยมาขอบคุณนายอีกที!"

หวังเล่ยหิ้วของกลับไปอย่างมีความสุข ไม่กี่นาทีต่อมาฟางชิงเย่ก็ได้รับข้อความ SMS จากหวังเล่ย

เขาดูข้อมูลในข้อความ คิดนิดหนึ่ง แล้วพิมพ์ข้อความเพิ่มเข้าไปอีกยาวเหยียด ส่วนใหญ่เป็นความในใจที่หวังเล่ยพูดเมื่อกี้

พิมพ์เสร็จ ฟางชิงเย่ส่งข้อความทักทายพ่อไปก่อน แล้วค่อยส่งข้อความขอยาวๆ นั้นตามไป

ไม่นาน พ่อก็โทรมา

"พ่อ ถึงฮูหลุนเป้ยเออร์หรือยังครับ? การเดินทางราบรื่นไหม?" ฟางชิงเย่ถาม

"ราบรื่นดี พ่อกับแม่เข้าโรงแรมแล้ว... เสี่ยวเย่ นึกไม่ถึงว่าอยู่บ้านคนเดียวลูกยังจะหางานมาให้พ่อทำอีก? งั้นพ่อจะหนีร้อนมาพึ่งเย็นทำไมเนี่ย?!"

"ก็ไปตากอากาศไงครับ..." ฟางชิงเย่แซว แล้วรีบพูดต่อ "พ่อครับ หวังเล่ยเป็นเพื่อนผม สถานการณ์เขาผมก็เล่าในข้อความแล้ว... พ่อวางใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะครับ!"

"เออๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เวลาทำการ พ่อจะโทรหาผอ.จางที่สำนักการรับนักเรียนให้" พ่อตอบมาในสาย

"เยี่ยมเลยครับ! พ่อ ถ้าจะรับเข้าโรงเรียนพ่อ ก็เอาเข้าห้องคิงด้วยนะ" ฟางชิงเย่รีบเสริม

"รู้แล้วน่า ช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด อีกอย่างหวังเล่ยคนนี้เป็นเพื่อนลูก แถมทำงานราชการ ไม่แน่อนาคตลูกอาจจะต้องพึ่งพาเขาบ้างก็ได้"

ถ้าเป็นชาติที่แล้วตอนเพิ่งจบใหม่ๆ ฟางชิงเย่คงพูดสวนไปว่า "หัวเก่าคร่ำครึ!"

แต่ตอนนี้เขาไม่พูดแบบนั้น กลับยิ้มตอบว่า

"ครับพ่อ พ่อกับแม่เที่ยวให้สนุกนะ เรื่องทางบ้านไม่ต้องห่วง! บ๊ายบาย"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 51 - เพื่อนเก่ามาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว