- หน้าแรก
- รีสตาร์ท : ระบบผู้อำนวยการมือใหม่ พลิกฟื้นวิทยาลัยของตระกูล
- บทที่ 64 ดินแดนแห่งศาสตร์การทำอาหาร...มันไม่สมบูรณ์!
บทที่ 64 ดินแดนแห่งศาสตร์การทำอาหาร...มันไม่สมบูรณ์!
บทที่ 64 ดินแดนแห่งศาสตร์การทำอาหาร...มันไม่สมบูรณ์!
ลีนาเป็นนักวิจารณ์อาหารคนหนึ่ง
เนื่องจากเห็นตัวอย่างจากลูกสาวของเธอ ที่ชอบเล่น TikTok อยู่ที่บ้าน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลีนาจึงเริ่มถ่ายวิดีโอตอนที่ตัวเองไปชิมอาหารแล้วอัปโหลดลง YouTube
แต่เพราะเธอทำแบบมือสมัครเล่นทั้งหมด ใช้แค่มือถือถ่าย และตัดต่อก็ทำแบบลวก ๆ
แถมสีหน้าเวลาที่เธอกินก็ดูสุขุม ไม่โอเวอร์ ไม่มีความน่าดึงดูดแบบที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมได้
เลยไม่มีแฟนคลับสักเท่าไหร่
ครั้งนี้ที่เธอเดินทางไปกินข้าวที่โรงอาหารของวิทยาลัยซิงเฉิน
ลีนาก็ยังคงถ่ายวิดีโอ แต่ยอดผู้ชมก็ยังเรื่อย ๆ ไม่ได้พุ่งนัก
ใครจะคิดว่า ด้วยกระแสของการจัดอันดับมิชลินที่กำลังมาแรง
วิดีโอของเธอจู่ ๆ ก็ถูกขุดขึ้นมา ถูกแชร์ต่อกันไป จนกลายเป็นวิดีโอติดอันดับยอดนิยม
ยอดวิวพุ่งทะลุห้าล้านในเวลาอันสั้น
วิดีโอที่ลีนาถ่ายไว้ ไม่ใช่แค่คลิปเดียว
แต่มีถึงสิบสองคลิป ลีนาอยู่ที่จีนสิบสี่วัน เพราะมีสองวันที่ไปสาย ต่อคิวไม่ทัน!
เลยต้องอยู่ต่ออีกสองวัน
รวมแล้วใช้เวลาสิบสี่วัน ถึงจะได้ชิมอาหารทุกประเภทจนครบ
ในภาพวิดีโอแสดงอาหารจานแล้วจานเล่า แม้จะดูไม่หรูหรา แต่สีก็ดูน่ากินอย่างเหลือเชื่อ
ลีนานั่งชิมไป พรรณนารสชาติไปอย่างสุขุม
ต้องยอมรับว่า ลีนาไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการทำวิดีโอเลย สีหน้าท่าทางก็เรียบเฉย ไม่น่าตื่นเต้น
แต่ถึงยังไงก็ไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมต่อโรงอาหารของวิทยาลัยซิงเฉินได้
“โอ้โห อาหารฝรั่งเศสในคลิปดูต้นตำรับมากจริง ๆ สีของซอสชวนหิวสุด ๆ น้ำลายไหลแล้ว!”
“อาหารจีนจานนี้แปลกดีนะ ปลาไหลผัดพริกสด ฉันไม่เคยเห็นเลยในร้านอาหารจีนที่อเมริกา?”
“บาร์บีคิวแบบตะวันออกกลางนี่สุดยอดเลยเหอะ? โรงอาหารนี้มีแป้งแผ่นให้ด้วย ทำไมยังมีต้นหอมให้กินด้วยล่ะ? ต้นหอมกินกับบาร์บีคิวได้ด้วยเหรอ? แปลกชะมัด แต่ทำไมน้ำลายไหลก็ไม่รู้!”
“พูดตรง ๆ นะ ฉันเคยกินอาหารจีนบางร้านแล้วรู้สึกธรรมดามาก แต่พอดูคลิปนี้ ฉันเริ่มเข้าใจละว่า ต้องไปกินที่จีนถึงจะได้รสชาติที่แท้จริง...”
“โอ้ย! ดูแล้วยิ่งโมโห! ทำไมมีอาหารอร่อยตั้งเยอะแยะ แต่ไม่มีอาหารของประเทศมหาอำนาจของเราบ้าง! อาหารชาติเราไม่คู่ควรกับโรงอาหารนายหรือไง!”
“เชฟหลังกระจกพวกนั้น ดูเด็กมากเลยนะ กลิ่นอายความเป็นนักเรียนยังกลบไม่หมดเลยจริง ๆ”
“ดูหน้านักเรียนที่กำลังกินสิ ฉันอิจฉามาก! เทียบกับพวกเรา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่กินเหมือนอาหารหมาทุกวันนั่นแล้ว...”
“ไม่ได้ละ ปลายเทอมนี้ฉันต้องไปเที่ยวจีนให้ได้!”
“สถาบันนี้สอนให้นักเรียนทำอาหารได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ฉันก็กำลังหาที่เรียนทำอาหารอยู่พอดี ฉันอยากไปเรียนที่นั่น!”
“ฉันก็ด้วย พี่ชายฉันเรียนทำอาหารที่สถาบันในประเทศเรา เรียนมาแล้วตั้งสองปี แต่ฝีมือยังดูสู้พวกนักเรียนปีหนึ่งพวกนี้ไม่ได้เลย”
“จีนเป็นประเทศมหัศจรรย์จริง ๆ ถึงขนาดมีโรงเรียนและโรงอาหารมหัศจรรย์ขนาดนี้...”
พูดได้เลยว่า
แค่ในเวลาเพียงวันเดียว
โรงอาหารของวิทยาลัยซิงเฉินก็กลายเป็นกระแสฮิตในหลายประเทศทั่วโลก
ผู้คนต่างชาติจำนวนมากเริ่มสนใจโรงอาหารแสนอร่อยและน่าทึ่งแห่งนี้
บางคนถึงกับวางแผนเดินทางไปเที่ยวจีนเพื่อลองชิมด้วยตัวเอง
เพราะระดับมิชลินสามดาวนั้น
มันมากพอที่จะทำให้ใครหลายคนเดินทางข้ามโลกเพื่อลองชิมเพียงมื้อเดียว
ขณะเดียวกัน นักเรียนมัธยมปลายหลายคนที่ชื่นชอบการทำอาหาร
ก็เริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อที่วิทยาลัยซิงเฉิน
เพราะอาหารที่สถาบันนี้ทำออกมาถึงขั้นได้รับคำชมจากนักชิมตัวจริง
ถ้าไปเรียนที่นี่ รับรองว่าได้ฝีมือระดับสุดยอดแน่นอน
ส่วนชาวต่างชาติทั่วไปหลายคน ก็นำเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อเมาท์กันเล่นประจำวัน
นั่งพูดคุยกับเพื่อนบ้านอย่างออกรส
การถกเถียงกันว่าบนโลกนี้มีโรงเรียนและโรงอาหารมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่จริงหรือไม่นั้นยังคงดำเนินต่อไป
แน่นอนว่า
การอภิปรายเชิงลบและทฤษฎีสมคบคิดก็มีมากเช่นกัน
บางคนเชื่อว่ามิชลินถูกจ่ายเงินให้
บางคนเชื่อว่านี่คือกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์แนวใหม่ของประเทศจีน ที่พยายามใช้ของกินเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ล่อลวงให้พวกเขาเดินทางไป แล้วก็จับโยนเข้าคุกทีหลัง
ยังมีบางคนที่เชื่อว่า บนโลกนี้ไม่มีโรงอาหารแบบนี้อยู่จริงเลยสักแห่ง
เป็นเพราะมิชลินสมรู้ร่วมคิดกับเอเลี่ยน แล้วแต่งเรื่องขึ้นภายใต้คำสั่งของสิ่งมีชีวิตนอกโลก เพื่อหลอกลวงมนุษย์
ต้องเข้าใจก่อนว่า บนโลกนี้มีชาวต่างชาติไม่น้อยที่เชื่อว่า 5G แพร่กระจายไวรัส หรือแม้กระทั่งเชื่อว่าโลกแบน
เพราะงั้นจะมีคนเดาแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ไม่ว่าอย่างไร
ตอนนี้วิทยาลัยซิงเฉินก็ดังในต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
ชาวต่างชาติจำนวนมากต่างเคยได้ยิน หรือแม้กระทั่งจดจำชื่อของวิทยาลัยนี้ได้
ชาวจีนจำนวนมากที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ต่างประเทศ ก็มักจะถูกคนท้องถิ่นดึงตัวไปถาม
ถามว่าโรงอาหารซิงเฉินอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?
วิทยาลัยซิงเฉินคือสวรรค์ของศิลปะการทำอาหารในจีนจริงหรือ?
คนจีนเหล่านั้นได้ฟังเข้า ก็มักจะทำหน้างุนงงทันที
โรงอาหารซิงเฉิน?
อะไรเนี่ย?
ชื่อร้านอาหารจีนแบรนด์ใหม่จากอเมริกาหรือเปล่า?
แล้ววิทยาลัยซิงเฉินอีก?
เป็นสถาบันอะไรกันแน่?
ในประเทศ ถ้ามีคำว่าวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิทยาลัยอาชีวะทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
แต่ถ้าถามถึง “ซินซิงเฉิน” พวกเขาก็เคยเห็นโฆษณาอยู่เมื่อไม่กี่ปีก่อน
แต่นั่นก็ปิดตัวไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมฝรั่งถึงพูดถึงอะไรซิงเฉิน ๆ กันทั้งวันล่ะ?
…
โดยสรุปแล้ว
นี่แหละคือเหตุผลที่เย่เฉินได้รับใบสมัครเรียนต่อต่างประเทศในอีเมลมากมายขนาดนั้นในวันนี้
จากกระแสความนิยมตอนนี้ คาดได้เลยว่าความร้อนแรงนี้จะเพิ่มขึ้นอีก
ในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ จำนวนผู้สมัครจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน
กับเรื่องนี้ เย่เฉินไม่ได้ปฏิเสธใครเลย ตรงกันข้ามเขาตั้งระบบตอบกลับอัตโนมัติไว้
ให้ผู้สมัครใช้แอปแปลภาษาชื่อ “Bone Translator” เพื่ออ่านรายละเอียดจากเว็บไซต์หลักด้วยตัวเอง
ถ้าคิดว่าตัวเองคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ก็ให้จ่ายค่าสมัครก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม แล้วไปยื่นใบสมัครในเว็บไซต์
ในประเด็นการสมัครเรียนนี้ เย่เฉินไม่ได้ตั้งข้อจำกัดใด ๆ
ไม่ว่าจะเป็นผิวสีไหน หรือกลิ่นเครื่องเทศแบบไหน ก็สามารถสมัครและจ่ายเงินได้ทั้งนั้น
แต่จะผ่านการคัดเลือกหรือไม่?
ก็ขึ้นอยู่กับเย่เฉินแล้ว
ในฐานะผู้อำนวยการ เย่เฉินมีช่องทางพิเศษที่สามารถดูความนิยมของวิทยาลัยตนในต่างประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย
เมื่อเห็นชาวเน็ตจำนวนมากกำลังถกกันเรื่องนี้ เย่เฉินก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
เพราะเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า วิทยาลัยของตัวเองจะยังไม่ทันดังในประเทศ กลับกลายเป็นว่าดังในต่างประเทศไปก่อนเสียแล้ว...
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ต่อไปแค่ใช้วิธี “สร้างกระแสในต่างประเทศแล้วค่อยดันกลับเข้ามาในประเทศ” ก็พอ
ก็เป็นวิธีคลาสสิกของบริษัทจีนอยู่แล้ว
ด้วยความสามารถของอินเทอร์เน็ตจีนในปัจจุบัน
และจำนวนชาวจีนที่กระจายอยู่ทั่วโลก
คาดว่าไม่เกินหนึ่งวัน คนในประเทศก็น่าจะรู้เรื่องนี้หมดแล้ว
และเมื่อกระแสร้อนแรงแบบนี้เกิดขึ้น
ร้านอาหารที่ร่วมมือกับลู่จิ้งซึ่งเตรียมไว้สำหรับการฝึกงานของนักศึกษาปีสอง ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขายเลย
รสชาติดี กระแสดัง
จะไม่ขายดีได้ยังไง!
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างไม่มีปัญหาเลย!
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ เย่เฉินก็เห็นว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มกว่าแล้ว...
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เย่เฉินก็มีนิสัยเข้านอนเร็วตื่นเช้า
จึงปิดคอมพิวเตอร์ ลุกจากเก้าอี้อย่างสบายใจ แล้วเดินกลับหอพักของตัวเอง
แม้ว่าเย่เฉินจะพักอยู่ในหอ แต่ภายในก็มีโซฟา เตียงใหญ่ ทีวี และห้องน้ำครบครัน
ไม่มีความลำบากใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
…
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เย่เฉินก็ทำนายผิดอีกแล้ว
เขาประเมินจำนวนชาวจีนในต่างประเทศต่ำเกินไป
และก็ประเมินความประหลาดใจของชาวจีนที่อยู่ต่างประเทศหลังจากเห็นข่าวนี้ต่ำเกินไปด้วย
มารีสัน คือเน็ตไอดอลสายดึกผู้มากประสบการณ์
กิจกรรมที่เขาชอบทำมากที่สุดก็คือการดูวิดีโอผลงานของนางฟ้าสาวสวยจากต่างแดน ที่ถูกชาวจีนโพ้นทะเลผู้น้ำใจงามรวบรวมและแชร์ไว้ในกลุ่มลับยามดึกที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘กลุ่มศิลปะ’
เวลา 5 ทุ่ม เป็นช่วงเวลาที่มีภาพผลงานมากที่สุดในแต่ละวัน
มารีสันเตรียมทิชชู่ไว้บนโต๊ะคอม พร้อมสำหรับ “วิเคราะห์งานศิลป์”
แต่พอเปิดแชทกลุ่ม เขาก็ขมวดคิ้วทันที
ภาพหายไปไหนหมด?
พอเลื่อนดูประวัติการแชท
มารีสันก็ต้องตกตะลึง
คืนนี้ไม่มีภาพเลยสักภาพเดียว
ในกลุ่มถกศิลปะแห่งนี้ เพื่อน ๆ ทุกคนกลับสนใจจะพูดถึงโรงเรียนแห่งหนึ่ง?
วิทยาลัยซิงเฉิน?
พอไล่อ่านคร่าว ๆ มารีสันไม่เพียงไม่รู้สึกผิดหวัง แต่กลับตื่นเต้นขึ้นมาอีก!
ทันใดนั้นเขาก็พิมพ์ข้อความว่า “ที่วิทยาลัยซิงเฉินนี่ มีนักเรียนคนไหนเคยโดนเปิดโปงว่าเป็นนางฟ้าสายใจบุญบ้างมั้ย?”
“ใครมีแหล่งข้อมูลช่วยแชร์ด้วย!”
หลังจากที่มารีสันพิมพ์ออกไป
กลุ่มแชทที่เคยคึกคักพลันเงียบไปชั่วครู่
จนเวลาผ่านไปสักพัก ก็มีเพื่อนในกลุ่มพิมพ์กลับมาอย่างเงียบงันว่า
“มายเฟรน โรงเรียนนี้มีแต่นักเรียนชายทั้งหมดเลยนะ…”
เอ่อ….
(จบบท)