เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: ถ้าว่างจัดก็ไปกัดไฟแช็กเล่นไป!

บทที่ 18: ถ้าว่างจัดก็ไปกัดไฟแช็กเล่นไป!

บทที่ 18: ถ้าว่างจัดก็ไปกัดไฟแช็กเล่นไป!


อีกด้านหนึ่ง หัวหน้าแผนกเว่ยซาที่เพิ่งเดินออกมาถอนหายใจอย่างเซ็งๆ

เว่ยซาเอ๋ยเว่ยซา ทำไมถึงคุมปากตัวเองไม่อยู่นะ?

เมื่อวันก่อน ทางโรงเรียนเพิ่งจะเตรียมประกาศกติกาการแข่งขันประเภทเดี่ยวและประเภททีมของการประลองเด็กใหม่

เว่ยซาเองก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่างกติกา เพียงแต่ตอนที่พูดคุยกันถึงสถานการณ์ของเด็กใหม่ในสัปดาห์นี้ ทุกคนต่างก็พูถึงแต่อัจฉริยะระดับ SS สี่คนนั้น ได้แก่ หลานหาว, อวี๋หยาง, หนีจวิ้น และหานฟางฟาง

พวกเขาตื่นรู้เป็นระดับ SS ตั้งแต่แรก เรียกได้ว่านำหน้าอาจารย์และนักศึกษาเกือบทุกคนไปไกล

เพราะแม้แต่ในมหาวิทยาลัยมังกรเทพ อาจารย์และนักศึกษาระดับ SS ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย ดูตัวอย่างจากหัวหน้าแผนกเว่ยซากับรองอธิการบดีขงเบ้งก็ได้ คนหนึ่งว่าที่แปดดาว อีกคนแปดดาวขั้นสูงสุด ทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้มีพลังระดับ SS

และอาจารย์ทุกคนต่างก็เคยได้ยินมาว่า หัวหน้าแผนกเว่ยซาไต่เต้าขึ้นมาจากระดับ A ผ่านความเป็นความตายและประสบการณ์อันโชกโชนมานับไม่ถ้วน ถึงจะลบช่องว่างระหว่างระดับพลังลงได้

ด้วยเหตุนี้ในทุกๆ ปี มหาวิทยาลัยมังกรเทพจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้มีพลังระดับ SS เหล่านี้ เพราะพวกเขาคือกลุ่มที่มีโอกาสเลื่อนระดับเป็น SSS มากที่สุด

แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่มหาวิทยาลัยมังกรเทพก็ยังไม่สามารถปั้นระดับ SSS ได้ปีละคน แต่ถ้ามองในภาพรวมทั้งประเทศหลง ก็จะมีผู้มีพลังระดับ SSS ถือกำเนิดขึ้นปีละ 1-2 คน

"หัวหน้าแผนกเว่ยซา ถึงผมจะไม่อยากขัดคอคุณนะ แต่ระดับ F สี่คน?

คุณอย่าไปถือสาหาความกับหัวหน้าแผนกเคซี่ย์เลย นิสัยเขาก็ชอบยั่วโมโหคุณอยู่แล้ว เพราะคุณกดเขาเรื่องการสอนมาสามรุ่นติดๆ กันแล้ว จะไม่พอใจบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา"

หัวหน้าชั้นปีสองดูรายชื่อนักเรียนในสังกัดหัวหน้าแผนกเว่ยซาแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเตือน

"ผมไม่ได้ถือสาเขาหรอก ความสัมพันธ์ของเราสองคนพวกคุณก็รู้นี่? เป็นทั้งเพื่อนรักและคู่แข่ง อีกอย่าง พวกนั้นจะลงแข่งรึเปล่าผมยังไม่รู้เลย ช่วงนี้ผมยุ่งเรื่องเผ่ามารอยู่ เลยฝากตัวหลานดูแลพวกเขาแทน"

เว่ยซาไม่ได้ใส่ใจ เก็บเอกสารที่จัดเรียงเสร็จแล้วลงกระเป๋า เตรียมจะเดินออกไป แต่ก็ได้ยินเสียงหัวหน้าแผนกเคซี่ย์ตะโกนลั่นมาจากห้องข้างๆ!

"คราวนี้ถึงตาฉันมีลูกศิษย์ระดับ SS สี่คนบ้างแล้ว พวกคอยดูเถอะว่าฉันจะปั้นพวกเขาให้เป็นแชมป์เด็กใหม่ยังไง!"

"การแข่งประเภทเดี่ยวได้เปรียบระดับ SS มากเกินไป นี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ นายพูดแบบนี้ หรือว่านายคิดจะ?"

"ใช่ ให้ทั้งสี่คนรวมทีมระดับ SS ลงแข่งประเภททีม"

คำพูดของหัวหน้าแผนกเคซี่ย์ทำเอาทุกคนประหลาดใจ ในช่วงเริ่มต้น พลังระดับ SS หลายคนก็พอๆ กับระดับ S บางคนแย่กว่าระดับ S ด้วยซ้ำ ดังนั้นการประลองเด็กใหม่ระดับหนึ่งดาวจึงถือว่าค่อนข้างยุติธรรม

แม้แต่ระดับ B ถ้ามีไม้ตายเด็ดๆ ก็อาจเล่นงานระดับ S ทีเผลอได้

แม้การแข่งประเภททีมจะเลือกสมาชิกได้ 4-8 คน แต่ที่ผ่านมาทีมส่วนใหญ่ก็จัดเต็ม 8 คน ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งได้เปรียบ ไม่ใช่ผลัดกันดวลตัวต่อตัว แต่เป็นการรุมกินโต๊ะ

ดังนั้นต่อให้เป็นผู้มีพลังระดับ SS สี่คน ถ้าความแข็งแกร่งไม่ต่างกันมาก ก็ยากที่จะเอาชนะแบบ 1 ต่อ 2 ได้

"ก็จริง นายเป็นอาจารย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสอนการประสานงานทีมนี่นะ แต่ครั้งนี้ไม่มีหัวหน้าแผนกเว่ยซามาขัดขานายแล้วล่ะ"

"ล้อเล่นน่า! ฉันต้องให้เขามาขัดขาด้วยเหรอ? ต่อให้เขาไปตามพวกรุ่นพี่ระดับ SS ที่จบไปรุ่นที่แล้วกลับมากดพลังลงมาสู้ ฉันก็มั่นใจว่าจะชนะอยู่ดี อีกอย่าง ครั้งนี้เขาจะลงแข่งรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ได้ยินมาว่ามีแค่ระดับ F สี่คนเองนี่"

คำพูดของเคซี่ย์ลอยเข้าหูเว่ยซา เว่ยซาขมวดคิ้ว ผลักประตูห้องข้างๆ เข้าไป ตะโกนใส่หน้าเคซี่ย์ว่า:

"อย่ามาดูถูกลูกศิษย์ฉันนะ! ในเมื่อนายคิดว่าอัจฉริยะจะมีแต่ในพวกระดับสูงๆ งั้นไปเจอกันรอบชิง!"

หลังจากเว่ยซาเดินจากไป อาจารย์หัวที่ร่วมแสดงละครกับเคซี่ย์ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ พวกคุณทะเลาะกัน แต่ฉันซวยโดนลูกหลงไปด้วยเฉยเลย

"ขอบใจมากนะอาจารย์หัว เดี๋ยวฉันโอนเหรียญสถาบันเข้าบัญชีให้นะ"

"ไม่เป็นไรครับ แต่หัวหน้าเคซี่ย์ ถ้าหัวหน้าเว่ยซาพักงาน แล้วเรื่องเผ่ามารล่ะครับ?"

"ให้มันยุ่งตายไปเลยสิ ถึงรอบหมุนเวียนกลับมาแล้วยังจะไปห่วงเรื่องแนวหน้าอีก ให้มันพักผ่อนบ้างเถอะ ไปดูแลลูกศิษย์ตัวเองซะ เรื่องเผ่ามารฉันจัดการเอง อีกอย่างฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเว่ยซาเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้ารับเด็กระดับ F สี่คน ฉันพอรู้อดีตของเขาอยู่บ้าง อาจจะเพราะเสียดายของ หรืออาจจะเพราะเห็นภาพตัวเองในอดีต ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้ก็จัดฉากให้เรียบร้อยแล้ว หวังว่าช่วงที่สอนเด็กพวกนี้จะช่วยผ่อนคลายความเครียดของเขาลงได้บ้างนะ"

อาจารย์หัวกระพริบตาปริบๆ ถึงหัวหน้าแผนกเคซี่ย์จะเป็นห่วงหัวหน้าแผนกเว่ยซา แต่วิธีการมันออกจะแปลกไปหน่อยไหม?

ช่างเถอะ ยังไงฉันก็เป็นแค่ตัวประกอบ ชิ่งดีกว่า~

เดินไปเดินมา เว่ยซาก็กลับมาที่ลานฝึกพลังพิเศษที่นัดกับพวกหลิวเซินจวินไว้ หลังจากหลิ่วล่างถูกพาตัวไป หลิวเซินจวินและคนอื่นๆ ก็ยังฝึกซ้อมกันอยู่ ภาพนี้ทำให้เว่ยซาอดนึกถึงตัวเองในอดีตไม่ได้

ตอนนั้นรองอธิการบดีขงเบ้งยังเป็นแค่หัวหน้าแผนก ก็เป็นคนรับเขากลับมา ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้มีพลังระดับ C เพียงคนเดียว

ใช่แล้ว เขาไม่ได้ไต่เต้ามาจากระดับ A จนถึงระดับ SS ในปัจจุบัน แต่เริ่มจากระดับ C ต่างหาก

ไม่สนพลังดีร้าย ไม่เกี่ยงระดับสูงต่ำ

ดูแค่ความกล้าหาญ ดูแค่การทำลายเพื่อสร้างใหม่

นี่คือหลักการรับสมัครของมหาวิทยาลัยมังกรเทพ แต่ก่อนที่เขาจะเข้ามา เกณฑ์ขั้นต่ำของมหาวิทยาลัยมังกรเทพก็คือระดับ A เหมือนกับข่าวลือที่ปู้เซียวส่าได้ยินมา

และคนที่ทำลายกฎทุกอย่างก็คือรองอธิการบดีขงเบ้งในปัจจุบัน เขาใช้เว่ยซาพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้แต่ผู้มีพลังระดับ C ก็สามารถเอาชนะอัจฉริยะระดับ S ได้

เว่ยซาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาฝ่าฟันจากระดับ C ไต่เต้าขึ้นสู่ระดับ A จนได้เข้าพักในตึกยอดมนุษย์ และในตอนจบการศึกษาก็พลิกชะตาจนกลายเป็นระดับ S ได้สำเร็จ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในเขตทหาร เขาก็กลับมาที่มหาวิทยาลัยมังกรเทพ และกลายเป็นอาจารย์ที่นี่

หลังจากผ่านภารกิจเสี่ยงตายมานับไม่ถ้วน ในที่สุดเขาก็เลื่อนระดับเป็น SS พลัง 'ไท่จี๋' ได้สำเร็จ เรียกได้ว่า ตัวเขาเองก็คือใบปลิวรับสมัครนักศึกษาที่มีชีวิตของมหาวิทยาลัยมังกรเทพ

"ฉันจะสอนพวกนายอย่างดี พวกเขาชอบพูดกันว่า ต่อให้ผู้มีพลังระดับ F ได้รับวาสนาปาฏิหาริย์แค่ไหน สุดท้ายก็เป็นได้แค่ระดับ F

แต่ในโลกของผู้มีพลังพิเศษไม่มีอะไรแน่นอน ในเมื่อคนรุ่นก่อนเคยกรุยทางเลื่อนระดับพลังไว้แล้ว งั้นต่อให้เป็นระดับ F ที่ห่วยที่สุด ก็สามารถกลายเป็นตัวตนที่เสียบยอดฟ้าได้

บางทีที่ฉันเลือกพวกนาย อาจเป็นเพราะพวกนายมีความพิเศษ แต่คนแบบพวกนายจะขาดแคลนในโลกนี้เชียวหรือ?

ฉันจะทำให้พวกนายกลายเป็นมาตรฐานใหม่ มาตรฐานที่ต่ำยิ่งกว่าฉัน..."

"ลูกพี่ครับ! คุณสู้เขาไม่ได้ ก็อย่ามาลงที่ผมสิครับ!"

"ท่าตีไม่ถูกต้อง ทำซ้ำอีกร้อยที!"

ในเวลานี้ หลิ่วล่างทำหน้าเหมือนกินอึเข้าไป ภายใต้การชี้แนะของถังไป่เย่ เขารู้ได้ทันทีว่า 'สือจิ่วเลี่ยน' ก็คือลุงสือที่เขตปลอดภัย

งั้นอาจารย์... ช่างเถอะๆ เขาเป็นอาจารย์ของฉันแล้วจะทำไม!

ยังไงก็แค่ฝึกพิเศษหนึ่งเดือน กัดฟันทนๆ ไปหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไป

อีกอย่าง เขามาเรียนรู้วิธีใช้พลัง 'ช่างฝีมือเทวะ' ในการต่อสู้ไม่ใช่เหรอ?

ถังไป่เย่จะทรมานเขาได้ยังไงอีก?

แต่แล้วความจริงก็ตบหน้าฉาดใหญ่ มือขวาของหลิ่วล่างตีเหล็กซ้ำๆ จนแทบไร้ความรู้สึก

ตอนนี้เขาได้ยินประโยคที่คุ้นหูว่า 'ท่าไม่ถูกต้อง' อีกแล้ว ถึงกับหมดแรงทรุดลงไปนั่งกับพื้น

"จุ๊ๆ ความอึดน้อยจังนะ? ฉันเคยเห็นลูกศิษย์ของสือจิ่วเลี่ยนมาแล้ว ในระดับเดียวกันกับเธอ พวกนั้นอึดกว่าเธอเป็นเท่าตัว"

"ปรมาจารย์ถังครับ ถ้าว่างจัดก็ไปกัดไฟแช็กเล่นไป! อันนั้นเห็นผลเร็วกว่าเยอะ!"

นี่ตีเหล็กตั้งแต่ตะวันยอแสงจนพระจันทร์ขึ้นสูงโด่งแล้ว หลิ่วล่างยังตีเหล็กอยู่นั่นแหละ ดึกดื่นป่านนี้ นอกจากตีค้อนแล้วไม่มีอย่างอื่นทำหรือไง?

ผมมาฝึกต่อสู้นะ ไม่ได้มาเสริมพลัง!

"หึ ยังไม่ยอมรับอีก ฉันกำลังฝึกให้เธอนำภายในและภายนอกรวมเป็นหนึ่ง จิต วิญญาณ พลัง รวมเป็นหนึ่งเดียว

แบบนี้การโจมตีของเธอจะรวมเป็นจุดเดียว ถึงจุดสุดยอดแห่งวิชา!

ถึงพวกเราจะเป็นพลังสายสนับสนุน แต่ในสมัยก่อน พวกเราคือตัวหลักในสมรภูมิรบจุดผิดปกติเลยนะ พวกเรามีวิธีการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ตอนนี้เธอยังไม่ผ่านเกณฑ์ของฉัน ฉันยังสอนให้เธอไม่ได้

วันนี้พอแค่นี้ ถ้าหนึ่งเดือนผ่านไปเธอยังทำให้ฉันพอใจไม่ได้ ก็น่าเสียดาย หนึ่งเดือนนี้ถือว่าเสียเปล่า เรื่องประลองการต่อสู้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง"

หลิ่วล่างรู้สึกเหมือนโดนดูถูก จึงฮึดสู้ลุกขึ้นหยิบฆ้อนมาตีเหล็กต่ออย่างไม่ยอมแพ้

"แล้วแต่เธอ ฉันจะไปนอนแล้ว"

ถังไป่เย่เดินจากไป เข้าไปในห้องนอนข้างๆ แล้วรูดม่านปิด

หลิ่วล่างตีเหล็กต่อไปจนถึงตีสองถึงได้กลับไป เพราะพรุ่งนี้มีเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า แม้จะเป็นวิชาความรู้ทั่วไปอย่างภาษาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ที่ไม่ต้องสอบ แต่โรงเรียนสอนก็ย่อมมีเหตุผลของโรงเรียน

ภายในห้องนอน ถังไป่เย่ถอดผ้าปิดตาออก

แต่ในผ้าปิดตานั้นกลับฉายภาพหลิ่วล่างที่เพิ่งเดินจากไป

ถังไป่เย่เฝ้ามองหลิ่วล่างตีเหล็กอยู่ในห้องตลอดเวลา

"ช่างฝีมือเทวะ... พลังสาย 'เทวะ' ที่ได้รับการยกย่องว่ามีพลังสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด

น่าเสียดายที่ผู้ครอบครองพลังช่างฝีมือเทวะแต่ละคน ยากที่จะก้าวไปถึงระดับเดียวกับ 'เทพแห่งช่าง' ในอดีต บนเส้นทางนี้ ฉันก็ทำได้แค่ให้คำแนะนำ สุดท้ายเธอก็ต้องเดินบนเส้นทางของตัวเอง..."

ผ้าปิดตาในมือถังไป่เย่แปรเปลี่ยนเป็นค้อน อันเป็นรูปลักษณ์ของพลังระดับ SS 'ค้อนทลายฟ้า' ของเขา

วิธีการต่อสู้แรกที่จะถ่ายทอดให้หลิ่วล่างปรากฏขึ้นแล้ว นั่นคือสิ่งที่ปรมาจารย์นักหลอมสร้างสายต่อสู้ทุกคนต้องเรียนรู้ —— การตีเหล็กแบบเรียลไทม์

เย็นวันที่สอง หลังจบการฝึกซ้อมทีมกับหัวหน้าแผนกเว่ยซา หลิ่วล่างก็รีบมาหาปรมาจารย์ถังทันที

แต่ปรมาจารย์กลับไม่อยู่ ทิ้งไว้เพียงเป้าหมายภารกิจ นั่นคือตีเหล็กต่อไป ถ้าหลิ่วล่างรู้สึกว่าเหมาะสม ก็ให้ทำการหลอมสร้าง ภารกิจวันนี้คือนอกจากตีแล้ว ก็คือการหลอมสร้าง

และในระหว่างตีเหล็ก หลิ่วล่างก็ค่อยๆ จมดิ่งลงสู่สมาธิโดยไม่รู้ตัว ร่างกายค่อยๆ เข้าสู่สภาวะอัศจรรย์บางอย่าง เขารู้สึกว่าในขณะที่ค้อนของเขาฟาดลงไป วัสดุในมือก็กำลังถูกปลุกให้มีชีวิต

นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นตอนทำงานให้ลุงสือ! หรือเป็นเพราะตอนนั้นใช้แม่พิมพ์ของลุงสือ?

ความรู้สึกนี้ทำให้หลิ่วล่างมองเห็นทุกอย่างของวัสดุได้อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะสมบูรณ์ หรือบกพร่อง เขาเห็นมันอย่างทะลุปรุโปร่ง!

จบบทที่ บทที่ 18: ถ้าว่างจัดก็ไปกัดไฟแช็กเล่นไป!

คัดลอกลิงก์แล้ว