- หน้าแรก
- พลังระดับเอฟ บ้าบออะไรแบบนี้ นายโกงชัด ๆ
- บทที่ 14: ผมยอมแล้ว
บทที่ 14: ผมยอมแล้ว
บทที่ 14: ผมยอมแล้ว
ติ๊ง~ เงินเข้าบัญชีสถาบัน 20,000 เหรียญสถาบัน~
หืม? เสียงอะไรน่ะ?
ปู้เซียวส่าหยิบป้ายผ่านทางที่ลุงคนดูแลหอพักให้มาขึ้นมาดู เห็นป้ายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นบัตรประจำตัวของพวกเขา และบนนั้นก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนเงินเข้า 20,000 เหรียญสถาบัน
แน่นอนว่า ไม่ใช่คนละ 20,000 แต่เป็นยอดรวมทั้งหมด 20,000 เหรียญสถาบัน
กว่าโป๋หานจะรู้สึกตัว ก็พบว่าตัวเองถูกลากกลับมาที่ตึกยอดมนุษย์เรียบร้อยแล้ว
พวกไทยมุงก็สลายตัวไปนานแล้ว แต่จากการลองเชิงครั้งนี้ ทำให้พวกเขาสนใจรุ่นน้องระดับ F สี่คนข้างล่างนี้เป็นอย่างมาก
และลุงคนดูแลหอพักก็กลัวเรื่องจะไม่ใหญ่พอ แกเอาป้ายมาปักไว้หน้าบ้านอันแสนอบอุ่นของหลิ่วล่างและเพื่อนๆ
บนป้ายเขียนว่า 'ยินดีต้อนรับสู่การประลองฝีมือ~'
"เฮ้ยๆๆ! นี่มันหมายความว่าไงครับ?
ไหนบอกว่าพวกเราเป็นนักศึกษาไง ทำไมต้องมาปักป้ายแบบนี้ด้วย?"
หลิ่วล่างมองลุงคนดูแลหอพักอย่างสงสัย แล้วเรื่องการต่อสู้เมื่อกี้คืออะไร? จะไม่อธิบายหน่อยเหรอ?
"อ้อ... เธอหมายถึงไอ้นี่เหรอ นี่เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของตึกยอดมนุษย์ เด็กใหม่จะมี 'ช่วงเวลาถูกบังคับให้ประลองฝีมือ' เป็นเวลาหนึ่งปี ในช่วงนี้จะมีรุ่นพี่กดระดับพลังลงมาท้าประลองกับพวกเธอ
พวกเธอสามารถเลื่อนเวลาได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ จนกว่าจะมีเด็กเก่งรุ่นใหม่เข้ามาในปีหน้า ป้ายของพวกเธอถึงจะถูกปลดออก"
อย่างนี้นี่เอง!
พี่ส่ากับเสี่ยวไต้ถึงได้เข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้ตอนถูกรุ่นพี่ท้าสู้ ถึงไม่มีใครว่าอะไร ที่แท้ก็เป็นธรรมเนียมของที่นี่
"งั้นพวกเราต้องถูกบังคับให้สู้แบบนี้ไปตลอดหนึ่งปีเลยเหรอ? แล้วเรื่องเรียนล่ะ? ก็ต้องมาสู้ไม่หยุดหย่อนแบบนี้เหรอ?"
หลิวเซินจวินตกใจกับธรรมเนียมของที่นี่ งั้นที่เขาโกรธไปเมื่อกี้ก็คงไม่ถูกสินะ แต่ก็เพราะความโกรธนั่นแหละ เขาถึงได้คิดค้นท่าดาบใหม่ที่ชื่อว่า 'ดาบพริบตา' ขึ้นมาได้
ต้องบอกว่า สมแล้วที่หลิวเซินจวินปลุกพลังดาบเทวะขึ้นมา เขาคือนักดาบโดยกำเนิดจริงๆ
"ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็นัดเวลาได้ พวกเธอเป็นคนกำหนด
แล้วใครบอกว่าพวกเธอเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียวล่ะ? พวกเธอเป็นฝ่ายรุกบ้างก็ได้นี่ นักเรียนในตึกนี้ส่วนใหญ่ก็แค่อยากลองของใหม่ เพราะเมื่อก่อนพวกเขาก็เคยโดนแบบนี้มาเหมือนกัน
ถ้าพวกเธอเป็นฝ่ายรุก ก็จะไม่มีใครมาตามตอแยขอสู้กับพวกเธอทุกวันหรอก เผลอๆ อาจจะกลับกัน เช่น พวกเธอไปตามตอแยขอสู้กับพวกเขาแทน แน่นอนว่ากรณีแบบนี้มีน้อย อย่างน้อย... หัวหน้าแผนกเว่ยซาที่พาพวกเธอมา ก็เคยทำแบบนั้น"
???
เรื่องนี้มีมาก่อนเหรอ?
หัวหน้าแผนกเว่ยซาเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
ถึงขั้นไปหาเรื่องรุ่นพี่พวกนั้นกลับเนี่ยนะ?
"เป็นแบบนี้นี่เอง ได้! งั้นก็เอาอาจารย์เว่ยซาเป็นเป้าหมาย!
พวกข้างบน! คอยดูไว้เถอะ!
ฉันชื่อหลิวเซินจวิน! จำชื่อฉันไว้ให้ดี ในอนาคตเราจะได้เจอกันอีกบ่อยๆ แน่นอน!!!"
ชั่วขณะหนึ่ง นักเรียนทั้งตึกยอดมนุษย์ก็แตกตื่น!
แม้แต่รุ่นพี่ปีสูงที่กำลังเก็บตัวฝึกวิชาก็ยังมองลงมาข้างล่างด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหัวขำๆ
คึกคักดีจริงๆ
"ปล่อยฉัน! ฉันไม่ยอม! ฉันจะสู้ต่อ! พวกมันสี่รุมหนึ่ง ไม่ยุติธรรม!"
"ไอ้บ้าโป๋หาน! แพ้ก็คือแพ้! จะหาข้ออ้างทำไม?
ตอนสุดท้ายนายไม่ได้ระเบิดพลังทั้งหมดออกมาเหรอ?
ขนาดนั้นยังกันการโจมตีของรุ่นน้องระดับ F ไม่ได้ นายอย่าลืมนะว่าพวกเขายังไม่ได้ฝึกวิชาภายในเลย! นายคิดว่าสิ่งที่นายทำมันยุติธรรมแล้วเหรอ?"
คำพูดของเพื่อนร่วมห้องทำให้โป๋หานพูดไม่ออก คอตกไปทันที
ใช่สิ... เขาแพ้แล้ว ต่อหน้าธารกำนัล แถมเขายังเป็นคนเริ่มก่อน แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เขาไม่ได้ดิ้นรนเลยด้วยซ้ำ แพ้ราบคาบในทีเดียว
ความรู้สึกเหมือนกำลังจะตายนั่นมันทรมานเกินไป!
รุ่นน้องพวกนี้ระดับ F จริงเหรอ? หรือว่าเป็นระดับ SSS ปลอมตัวมา?
จงใจปล่อยเข้ามาทำลายความมั่นใจของพวกเด็กเก่งอย่างพวกเขารึเปล่า?
เชี่ยเอ๊ย! ทำไมรุ่นที่แล้วไม่ทำแบบนี้บ้างวะ?
เรื่องดีๆ มาลงที่รุ่นพวกกูหมดเลยใช่ไหม?
"เธอใจร้อนเกินไปแล้ว นักเรียนโป๋หาน"
ตอนนั้นเอง ลุงคนดูแลหอพักถือกระติกน้ำเก็บความร้อนเดินเข้ามาหาโป๋หาน เพื่อนร่วมห้องของโป๋หานมองลุงคนดูแลหอพักอย่างประหม่า อย่าเห็นว่าเป็นแค่ลุงแก่ๆ นะ ฝีมือแกโหดขิงๆ
ลุงคนดูแลหอพักคนนี้สามารถใช้พลังระดับ S แปดดาว เอาชนะผู้มีพลังระดับ SS แปดดาวซึ่งหน้าได้
แกต้องเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับท็อปที่ซ่อนตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยมังกรเทพแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกส่งมาดูแลตึกยอดมนุษย์หรอก
"ผมแค่... ขอโทษครับ... ผมวู่วามไปหน่อย"
แม้ในใจโป๋หานจะยังไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจต่อหน้าลุงคนดูแลหอพักมากนัก
"ไม่หรอก การประลองครั้งนี้เป็นเรื่องดีสำหรับเธอ การได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาก็เป็นเรื่องดี
เมื่อก่อนเธอไปถึงระดับสองดาวขั้นสูงสุดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านมานานขนาดนี้ แม้แต่เพื่อนร่วมห้องของเธอก็ยังตามทัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอใจร้อนขนาดนี้? ทำไมถึงรีบร้อนอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนั้น?
บางที... แค่เธอลองสงบใจลง ทบทวนการต่อสู้กับรุ่นน้องเมื่อกี้ แล้วนึกย้อนกลับไปถึงตัวเองที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในตอนนั้น เธออาจจะเข้าใจ
อย่าไปโกรธแค้นคนอื่นเพราะการประลองครั้งนี้ เธอแค่ต้องให้อภัยตัวเอง เข้าใจไหม?"
ให้อภัยตัวเอง...
โป๋หานชะงักไป ใช่สิ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เขาใจร้อนขนาดนี้? ถึงขั้นเริ่มอิจฉาคนอื่น?
การที่ฉันได้เข้ามหาวิทยาลัยมังกรเทพ ได้เข้าตึกยอดมนุษย์ด้วยความสามารถของตัวเอง ก็พิสูจน์ทุกอย่างได้แล้ว!
ไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาใคร แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ
"จำสโลแกนรับสมัครของมหาวิทยาลัยมังกรเทพได้ไหม?
ไม่สนพลังดีร้าย ไม่เกี่ยงระดับสูงต่ำ
ดูแค่ความกล้าหาญ ดูแค่การทำลายเพื่อสร้างใหม่"
สิ้นเสียงคำพูดนี้ พลังงานสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากร่างของโป๋หาน!
พลังงานพิเศษของเขากำลังเลื่อนระดับ!
เขากำลังจะเลื่อนระดับไปสู่ระดับสามดาว!
เพื่อนร่วมห้องของโป๋หานมองลุงคนดูแลหอพักด้วยความตกตะลึง ลุงยังเป็นนักปรัชญาชุบชูจิตใจด้วยเหรอเนี่ย?
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
ลุงคนดูแลหอพักยิ้ม จิบน้ำจากกระติกเบาๆ ฮัมเพลงเดินกลับห้องไปอย่างสบายอารมณ์
เนิ่นนานให้หลัง โป๋หานลืมตาขึ้นอีกครั้ง เก็บพลังงานพิเศษที่ปั่นป่วนรอบตัวกลับคืนมา แม้ระดับพลังของเขาจะยังเป็นพายุหิมะระดับ A แต่ความแข็งแกร่งกลับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับสามดาวขั้นต้นแล้ว
"ขอโทษนะ... เป็นเพราะฉันยึดติดเกินไป ฉันจะไปขอโทษพวกเขา ขอบใจพวกนายมาก"
"เรื่องเล็กน่า โป๋หาน
หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น มันก็กระทบจิตใจพวกเราทุกคนแหละ แต่ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว เหมือนที่ลุงแกบอก แค่ให้อภัยตัวเองก็พอ"
โป๋หานกลับไปที่บ้านของหลิ่วล่างอีกครั้ง คราวนี้ข้างๆ ป้าย 'ยินดีต้อนรับสู่การประลองฝีมือ' มีป้ายใหม่ปักเพิ่มขึ้นมาอีกอัน
บนป้ายเขียนว่า 'บ้านอันแสนอบอุ่น'
นี่เป็นฝีมือของไต้ซ่านเหริน เขาบอกว่าหอพักคนอื่นมีเลขห้อง พวกเขาก็ต้องมีป้ายชื่อบ้าง
ก๊อกๆๆ~
คราวนี้คนที่มาเปิดประตูคือหลิ่วล่าง หลิวเซินจวินนอนพักอยู่ข้างใน พี่ส่ากับเสี่ยวไต้ไม่อยู่ พอเห็นโป๋หานที่มาหาเรื่องเมื่อตอนบ่าย หลิ่วล่างก็ขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ เตรียมจะปิดประตูใส่
"เดี๋ยวก่อน รุ่นน้อง พี่มาขอโทษ"
เอ่อ ขอโทษ?
เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
พอดีหลิวเซินจวินก็ลุกจากเตียงเดินออกมา เห็นหน้าคุ้นๆ แต่พอรู้ว่าการประลองเป็นเรื่องปกติของที่นี่ เขาก็ไม่ถือสาเรื่องที่โป๋หานลอบโจมตีแล้ว
"ขอโทษด้วยครับ!"
โป๋หานโค้งคำนับทั้งสองคนอย่างจริงใจ จนหลิ่วล่างกับหลิวเซินจวินทำตัวไม่ถูก รีบเชิญเขาเข้ามานั่งข้างใน
ระหว่างคุยกัน หลิวเซินจวินเผลอทักขึ้นมาว่าทำไมรู้สึกว่าโป๋หานตอนนี้ไม่เหมือนโป๋หานเมื่อตอนบ่าย
โป๋หานยิ้มขมขื่น เริ่มเล่าเรื่องราวให้ทั้งสองฟังอย่างละเอียด
"จะว่าไปก็เป็นความผิดของพี่เอง เพราะพี่เองถึงได้มารบกวนพวกนาย..."
เมื่อครึ่งปีก่อน โป๋หานได้ก้าวข้ามเพื่อนรุ่นเดียวกันไปแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาไปถึงระดับสองดาวขั้นกลาง
และพุ่งทะยานสู่ระดับสองดาวขั้นปลายอย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะระดับ A ที่เหนือกว่าระดับ S ในห้องเรียนหัวกะทิเสียอีก
แต่หลังจากภารกิจครั้งนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ถึงที่นี่จะเป็นมหาวิทยาลัยมังกรเทพ แต่บ่อยครั้งนักศึกษาก็ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นักศึกษา แม้แต่อาจารย์ก็มักถูกส่งตัวออกไปปฏิบัติภารกิจด่วนบ่อยๆ ดังนั้นนอกจากเด็กใหม่แล้ว นักศึกษาคนอื่นๆ อาจจะยังเรียนได้ไม่กี่คาบ ก็ถูกส่งตัวออกจากมหาวิทยาลัยไป ไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่
และภารกิจกลุ่มของห้องเรียนโป๋หานในครั้งนั้น พวกเขาไปเจอจุดผิดปกติระดับ C ที่รับมือไม่ไหว
จุดผิดปกติระดับ C นั้นไม่เหมือนกับที่หลิ่วล่างและเพื่อนๆ เจอเลย ข้างในเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสามถึงห้าดาว
พวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคอย่างยากลำบากกว่าจะหนีออกมาได้
แม้จะหนีออกมาได้ แต่... ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียสละของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของโป๋หาน และอาจารย์ประจำวิชาได้รับบาดเจ็บสาหัส
ซ้ำร้ายพวกเขายังถูกองค์กร 'เคียวทมิฬ' ลอบโจมตีอีก ผลสุดท้ายภารกิจกลุ่มครั้งนั้นต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แลกมาด้วยชีวิตของเพื่อนร่วมห้องกว่ายี่สิบคนและอาจารย์อีกสองท่าน
ในระหว่างถอนกำลังออกจากจุดผิดปกติระดับ C โป๋หานต้องการถ่วงเวลาให้ทุกคน ทำให้สุดท้ายเขาเกิดอุบัติเหตุจนหนีไม่ทัน เพื่อนสนิทที่สุดของเขาจึงยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยเขาออกมา
ตอนนั้นโป๋หานยังไม่เคยผ่านภารกิจมามากนัก ความโหดร้ายและการที่เพื่อนต้องมาตายแทนทำให้จิตใจเขาแตกสลาย บวกกับความพ่ายแพ้ยับเยินในภารกิจกลุ่มหลังจากนั้น
จุดผิดปกติที่นั่นเกิดจากฝีมือขององค์กรเคียวทมิฬอันเลื่องชื่อ
พวกมันถึงขั้นฉวยโอกาสสังหารอาจารย์ระดับห้าดาวขั้นสูงสุดสองคนที่นำทีมไป
ภารกิจครั้งนี้ยังมีเพื่อนร่วมรุ่นตายไปอีกมากมาย ความจริงอันโหดร้ายทำให้โป๋หานได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก พวกเขาคือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมังกรเทพ และเขาคือเด็กหัวกะทิในตึกยอดมนุษย์ แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยในภารกิจนั้น ได้แต่ถูกฆ่าอย่างเลือดเย็นเหมือนลูกไก่ในกำมือ
หลังจากเหตุการณ์นั้น เพื่อนที่รอดชีวิตจากภารกิจต่างก็มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองมากขึ้น หลายคนได้เข้าพักในตึกยอดมนุษย์ในเวลาไม่นาน บางคนก็ได้มาเป็นเพื่อนร่วมห้องกับโป๋หาน
ยกเว้นคนเดียว คือโป๋หาน
ความอัดอั้นในใจทำให้เขากลายเป็นคนเงียบขรึม หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว การฝึกฝนตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย เริ่มสนใจคำนินทาลับหลังของคนอื่น และเริ่มควบคุมความอิจฉาริษยาที่มีต่อคนอื่นไม่ได้
จนกระทั่งตอนนี้ พอเขาเห็นผู้มีพลังระดับ F สี่คน ความโกรธนั้นก็ระเบิดออกมาจนคุมไม่อยู่
จึงเกิดเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้น
แต่ในการประลองครั้งนี้ เขาได้เห็นหลิวเซินจวินที่เชื่อใจว่าเพื่อนร่วมทีมจะปกป้องตัวเองได้ เห็นไต้ซ่านเหรินที่รู้ใจกันโดยไม่ต้องพูด เห็นหลิ่วล่างที่กล้าพุ่งเข้าใส่เพื่อเปิดทางให้เพื่อนโจมตี และปู้เซียวส่า ผู้รบกวนการใช้พลังพิเศษที่ลึกลับคนนั้น
การประสานงานของทั้งสี่คนยอดเยี่ยมมาก ดูท่าทางจะเข้ามหาวิทยาลัยมังกรเทพมาในฐานะทีมสินะ
ในตัวพวกเขา โป๋หานมองเห็น... เห็นภาพของ... เพื่อนรักที่เคยร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาในอดีต
ขอโทษนะ จื่อเซวียน...