- หน้าแรก
- ขออภัย ศพนี้คือบรรพชนเขาหลงหู่
- บทที่ 210 - บารมีของจางเต้าหลิง
บทที่ 210 - บารมีของจางเต้าหลิง
บทที่ 210 - บารมีของจางเต้าหลิง
บทที่ 210 - บารมีของจางเต้าหลิง
ร่างจำแลงของจางเต้าหลิงปรากฏขึ้น
สายตาของเขามองตรงไปยังแสงธรรมของพระยูไล
จางเต้าหลิงอยากรู้เหลือเกินว่า ในฐานะมหาพุทธะแห่งฝ่ายตะวันตก ทำไมจู่ๆ ถึงไปโผล่ที่โลกเบื้องล่าง?
สายตาของจางเต้าหลิงมองไปที่จางเทียนลู่เป็นอันดับแรก
เขาถามว่า "เทียนลู่ มีธุระอะไรถึงเรียกปู่?"
จางเต้าหลิงเอ่ยถาม
จางเทียนลู่รีบกล่าว "หลานคารวะท่านปู่..."
จางเทียนลู่ทำความเคารพก่อน
การเรียกพวกเชิญเทพครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการอยู่ด้วยกันตามลำพังในอดีต
สองพันปีก่อนตอนเขาอยู่กับจางเต้าหลิงเป็นการส่วนตัว ย่อมสนิทสนมกันมากกว่านี้
แต่วันนี้สถานการณ์ต่างออกไป จางเต้าหลิงอยู่ในพระตำหนักหลิงเซียว ต่อหน้าทวยเทพทั้งปวง
มารยาททางธรรมต้องเป๊ะ
ในขณะที่จางเทียนลู่คารวะบรรพชนทางนี้
นอกวัดเล่ยอิน เสวียนเจินเทียนซือและคนอื่นๆ ก็เห็นกระจกสวรรค์เปิดออกบนท้องฟ้า
ร่างของจางเต้าหลิงปรากฏขึ้นในกระจก
เสวียนเจินเทียนซือและเหล่านักพรตเขาหลงหู่เห็นภาพนี้ก็รีบก้มกราบทันที
เสวียนเจินเทียนซือใจเต้นระรัว
เขาไม่นึกว่าท่านบรรพชนจะเรียกตัวพ่อระดับสี่ปรมาจารย์เทียนซือลงมาได้
ปฐมปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักตัวจริงเสียงจริงมาปรากฏตรงหน้า จะไม่ให้กราบได้ยังไง?
นอกวัดเล่ยอิน นักพรตทุกคนกราบไหว้จากระยะไกล
ราชันมารเผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองจางเต้าหลิงในกระจกสวรรค์บนฟ้า
ใบหน้าของเขาฉายแววซับซ้อน
จางเต้าหลิง
คนยุคเดียวกับเขา เผลอๆ เขาอายุมากกว่าจางเต้าหลิงเสียอีก
แต่น่าเสียดายที่พรสวรรค์และฝีมือของจางเต้าหลิงเหนือกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า ต่อมาจางเต้าหลิงบรรลุเป็นเซียน ปราบแปดจอมมารลงได้
ที่ราชันมารเผิงโดนจับกดไว้ใต้ตำหนักสยบมารแห่งเขาหลงหู่ ก็เป็นฝีมือของท่านปฐมปรมาจารย์ผู้นี้นี่แหละ
ดังนั้นพอจางเต้าหลิงโผล่มา สีหน้าของเขาจะไม่ซับซ้อนได้ยังไง
โดนขังมาตั้งกี่ปี ในใจลึกๆ ก็ต้องมีไม่พอใจบ้าง
แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้สถานะของทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว
อีกฝ่ายเป็นเซียนมาสองพันกว่าปี เขาโดนขังลืมอยู่ใต้ตำหนักสยบมารสองพันกว่าปี
ความก้าวหน้ามันต่างกันลิบลับไม่ต้องสืบ
จางเต้าหลิงพรสวรรค์และฝีมือเหนือกว่าเขาแต่แรก ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์
ได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในสี่ปรมาจารย์เทียนซือ ตำแหน่งสูงส่ง เป็นรองแค่ห้าอาวุโส
อิทธิฤทธิ์ของจางเต้าหลิงในตอนนี้ ถ้าเทียบในหมู่เทพฝ่ายเต๋าทั้งหมดก็นับว่าเป็นระดับท็อป
จะบี้เขาให้ตาย ใช้นิ้วเดียวยังเปลืองแรง
ดังนั้นต่อให้มีแค้น ราชันมารเผิงก็ไม่กล้าตดสักแอะ
แม้จะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ร่างกายก็ซื่อสัตย์ ยอมคุกเข่ากราบไหว้แต่โดยดี
หลังจากคารวะท่านปฐมปรมาจารย์แล้ว
จางเทียนลู่ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา
รวมถึงเรื่องที่มู่เจียนเหลียนทำ เจตนาของฝ่ายพุทธ และการจุติของพระยูไล
เล่าหมดเปลือกไม่มีกั๊ก
เขาไม่ได้ใส่สีตีไข่แม้แต่น้อย
เทพเซียนเต็มฟ้ามองอยู่ ประโยคไหนจริง ประโยคไหนเท็จ เขาดูออกหมด การโกหกในสถานการณ์แบบนี้คือการกระทำที่สิ้นคิดที่สุด
จางเทียนลู่เล่าจบ
ก็มองไปที่จางเต้าหลิง
เรื่องนี้จะจัดการยังไง? ตอนนี้ขึ้นอยู่กับสวรรค์แล้ว
จางเต้าหลิงในพระตำหนักหลิงเซียว หันตัวเล็กน้อย สายตามองไปยังเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์แห่งสามภพ
เง็กเซียนฮ่องเต้มองจางเต้าหลิงแวบหนึ่ง ส่งสายตาให้
จางเต้าหลิงเข้าใจทันที
เพราะสี่ปรมาจารย์เทียนซือในสวรรค์ เดิมทีก็เป็นขุนนางคนสนิทของเง็กเซียนฮ่องเต้
ตำแหน่งคล้ายอัครมหาเสนาบดี มีเรื่องใหญ่อะไรเง็กเซียนฮ่องเต้ก็จะปรึกษาพวกเขาเป็นคนแรก
ถ้าไม่สามารถรู้ใจเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ จะมาเป็นสี่ปรมาจารย์เทียนซือได้ยังไง?
ดังนั้นฝ่าบาทหมายความว่ายังไง? จางเต้าหลิงแค่มองตาก็รู้ใจ
เรื่องความขัดแย้งระหว่างพุทธกับเต๋า ไม่ได้มีแค่ในโลกมนุษย์ บนสวรรค์ก็มี
สวรรค์ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล ตอนนั้นฟ้าดินยกย่องฝ่ายเต๋าเป็นใหญ่
สามภพล้วนศรัทธาเต๋า
แต่ต่อมาเทียนเต้า (วิถีสวรรค์) จงใจจะพัฒนาฝั่งตะวันตก จัดฉากมหาจลาจลหลายครั้งเพื่อให้ตะวันตกรุ่งเรือง
ฝ่ายพุทธที่อยู่ทางตะวันตกก็ได้อานิสงส์จากโชคชะตานั้น ฉวยโอกาสเผยแผ่ธรรมะมาทางตะวันออก แย่งชิงพื้นที่ของฝ่ายเต๋า
แม้ฝ่ายเต๋าจะไม่ได้บำเพ็ญเพียรด้วยวิถีแห่งเครื่องสักการะ เสียเครื่องเซ่นไปบ้างก็ไม่เป็นไร
แต่หลังจบศึกไซอิ๋ว ฝ่ายพุทธยิ่งทำตัวกร่างขึ้นทุกวัน
ครั้งนี้ถึงขนาดมากดเส้นแดงต่อหน้าต่อตาฝ่ายเต๋า แถมพระยูไลยังคิดจะพาคนหนีไปดื้อๆ ไม่เห็นกฎหมายสวรรค์ โลก และนรกอยู่ในสายตา
ความหมายของเง็กเซียนฮ่องเต้ก็เรียบง่าย ก่อนไซอิ๋วฝ่ายพุทธเกาะกระแสโชคชะตาตะวันตก มีเทียนเต้าคุ้มหัว สวรรค์ยอมกลืนเลือดมาเยอะ
แต่ตอนนี้ไซอิ๋วผ่านไปแล้ว เทียนเต้าเริ่มสมดุล
ก็ถึงเวลาต้องสั่งสอนฝ่ายพุทธบ้างแล้ว
ถือโอกาสนี้เลยก็ไม่เลว
คำสั่งของเง็กเซียนฮ่องเต้ลงมาแล้ว
จางเต้าหลิงจึงหันไปคุยกับพระยูไลโดยตรง
"ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน (พระพุทธองค์ทรงพระเจริญ) พระยูไล สิ่งที่หลานชายข้าพูดเมื่อครู่ เป็นความจริงหรือไม่? ไม่ได้ใส่สีตีไข่ใช่ไหม?"
จางเต้าหลิงถามพระยูไลก่อนเลย ว่ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหม?
สีหน้าพระยูไลดูไม่จืด
เขาเป็นผู้ทรงศีล เป็นผู้นำฝ่ายพุทธ
ในพุทธศาสนามีศีลข้อหนึ่งว่า ผู้ทรงศีลไม่กล่าวมุซา
พระยูไลย่อมโกหกไม่ได้
เจอจางเต้าหลิงถามแบบนี้ เขาก็ทำได้แค่พยักหน้า
"เป็นความจริง"
แต่ทันใดนั้นพระยูไลก็เสริมว่า "เป็นความจริงที่ศิษย์เนรคุณผู้นี้ลงมาผ่านด่านเคราะห์ แล้วทำเรื่องเหลวไหลโดยที่อาตมาไม่รู้เห็น อาตมาจะนำตัวเขากลับไปคุมขัง และลงโทษอย่างหนัก
จะให้คำตอบแก่ทุกท่านอย่างแน่นอน"
พระยูไลทิ้งท้ายไว้แบบนี้ ความหมายก็ชัดเจนแล้วว่า เรื่องนี้สวรรค์ขอให้ไว้หน้ากันหน่อย
อย่าพูดให้มันมากความ เอาแค่นี้แหละ เดี๋ยวจะให้คำตอบทีหลัง เรื่องนี้จบแค่นี้
ทว่า ครั้งนี้สวรรค์ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเชือดไก่ให้ลิงดู
แถมเรื่องนี้ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบเต็มประตู ได้เปรียบแล้วทำไมจะไม่ลุย?
จางเต้าหลิงกล่าว "พระพุทธองค์กล่าวผิดแล้ว พฤติกรรมของมู่เจียนเหลียน ไม่ใช่แค่คุมขังลงโทษหนักแล้วจะจบ
การลงมือกับเด็กในโลกมนุษย์ เลาะวิญญาณ ยึดครองร่างกาย การกระทำเช่นนี้ต่างอะไรกับปีศาจ? กฎสวรรค์ กฎหมายโลก กฎยมโลก ล้วนมีบทลงโทษที่สาสมกับความผิดนี้
จะให้ท่านพาตัวไปง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวได้ยังไง? พระพุทธองค์อย่าได้เห็นแก่ศิษย์จนลืมภาพรวม
วันนี้หากยอมให้ท่านตีมึนพาคนไป วันหน้าหากมีปีศาจทำเลียนแบบบ้าง คนเขาจะครหาเอาได้ ท่านว่าจริงไหม?"
บารมีของจางเต้าหลิงวางกองอยู่ตรงนี้
เขาพูดกับจางเทียนลู่พูด มันคนละระดับกัน
จางเทียนลู่ในตอนนี้ทั้งสถานะและตบะยังไม่ถึงขั้น ยังไม่มีศักยภาพพอจะคุยกับพระยูไลได้แบบตัวต่อตัว
ดังนั้นเขาพูดไป พระยูไลไม่อยากฟัง ก็เมินใส่ได้เลย
แต่จางเต้าหลิงไม่เหมือนกัน
สี่ปรมาจารย์เทียนซือ
แถมยังพูดในพระตำหนักหลิงเซียว เป็นตัวแทนของเจตจำนงแห่งเง็กเซียนฮ่องเต้
น้ำหนักมันต่างกันราวฟ้ากับเหว
พระยูไลฟังปุ๊บ ก็เข้าใจความหมายของสวรรค์ทันที
สวรรค์: เอ็งกลับบ้านไปเถอะ คนเอาไปไม่ได้ วันนี้ไม่ไว้หน้า
พระยูไลมองสถานการณ์ออกแล้ว
เขารู้ว่าวันนี้เอาคนกลับไปไม่ได้แล้ว
ทำได้แค่จ้องมองจางเทียนลู่เขม็ง
พระยูไล: ดี ดีมาก ไอ้หนู วันนี้แกแน่มาก
[จบแล้ว]