เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง?

บทที่ 200 - พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง?

บทที่ 200 - พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง?


บทที่ 200 - พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง?

เห็นตำรวจเดินเข้ามาแสดงเอกสารและตราประจำตัว

กลุ่มพระระดับสูงของวัดเล่ยอินต่างมองหน้ากัน เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล

คนไม่ทำผิดย่อมไม่กลัวผีเคาะประตู

วัดเล่ยอินทำอะไรไว้บ้าง? พระลูกวัดทั่วไปอาจจะไม่รู้ แต่ระดับผู้บริหารอย่างพวกเขา ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ

ตอนนี้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐบุกมาถึงที่ ในใจก็เริ่มหวาดหวั่น

ความจริงเมื่อก่อนก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กัน แต่สถานการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันราวฟ้ากับเหว

เมื่อก่อนมีแค่เจ้าหน้าที่รัฐมากันเอง ตำรวจไม่กี่นายเข้ามาสอบสวน

สำหรับพวกพระที่ฝึกวิชาอาคม การรับมือคนธรรมดาไม่กี่คน มันง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ จะหลอกต้มยังไงก็ได้

แต่ครั้งนี้พวกเขาเห็นว่าคนที่มาพร้อมกับตำรวจคือนักพรตจากเขาหลงหู่

รู้ทันทีว่างานเข้าแล้ว เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ

วัดเล่ยอินมีวิชาอาคม เขาหลงหู่ก็ไม่ใช่กระจอก

ถ้าครั้งนี้เขาหลงหู่ตั้งใจจะเล่นงานพวกเขาจริงๆ พวกเขาคงแย่แน่

เห็นเอกสารของทางราชการแล้ว พระระดับสูงพวกนี้ก็ไม่กล้าแข็งข้อกับเจ้าหน้าที่ตรงๆ เพราะอีกฝ่ายมีรัฐบาลหนุนหลัง

ขืนวัดเล่ยอินกล้าหักดิบ พรุ่งนี้วัดอาจโดนสั่งรื้อได้เลย

ใครหน้าไหนก็ขวางไม่อยู่

เมื่อเอกสารมาวางตรงหน้า ก็ต้องให้ความร่วมมือ

นี่เป็นความต้องการของภาครัฐ เหล่าพระผู้ใหญ่จึงทำได้แค่ระงับอารมณ์ นั่งลงเจรจากับพวกเขาดีๆ

หลังจากเชิญตำรวจและนักพรตเขาหลงหู่เข้าไปในห้องรับรองแล้ว

พระระดับสูงรูปหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น

"ไม่ทราบว่าทางราชการต้องการตรวจสอบเรื่องอะไรหรือ?"

ตำรวจตอบทันที "เราได้รับแจ้งความว่าวัดเล่ยอินกักขังหน่วงเหนี่ยวลูกชายของสามีภรรยาคู่หนึ่ง และไม่ยอมให้เด็กพบพ่อแม่มาหลายเดือนแล้ว ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ตอนนี้ผู้เสียหายมาแจ้งความ เราจึงต้องมาสอบสวนข้อเท็จจริง"

ตำรวจพูดจบ ก็หันไปทางสามีภรรยาผู้แจ้งความ

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่ก็เดินทางมาด้วย

พระระดับสูงเห็นหน้าสามีภรรยาคู่นั้น ก็รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร

พระรูปหนึ่งที่มีสมณศักดิ์ว่า 'หยวนทง' ยิ้มกล่าว "เรื่องนี้คงมีอะไรเข้าใจผิดกันกระมัง? โยมสองท่านนี้เคยแจ้งความที่เมืองเทียนเล่ยแล้วนี่นา ตอนนั้นเรื่องก็จบไปแล้วไม่ใช่หรือ?

ตอนนั้นตำรวจท้องที่ก็มา เราก็ให้พวกเขาเจอเด็กแล้ว เด็กเป็นคนบอกเองว่าสมัครใจจะอยู่ที่วัดเล่ยอินเพื่อศึกษาพระธรรม นี่เป็นความต้องการของเจ้าตัวเองนะ

แบบนี้จะเรียกว่าเป็นคดีความได้ยังไง วัดเล่ยอินเราเป็นวัดเก่าแก่นับพันปี คุณตำรวจอย่าพูดจาซี้ซั้วนะ เดี๋ยวจะเสียชื่อเสียงวัดเราหมด"

ฟังคำแก้ตัวของพระผู้ใหญ่รูปนั้น

ตำรวจต่างหันมองหน้ากัน

ก่อนมาพวกเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าคนของวัดเล่ยอินต้องงัดไม้ตายนี้มาใช้

จึงเตรียมวิธีรับมือไว้แล้ว

ถึงตาของนักพรตเขาหลงหู่ที่จะต้องออกโรงบ้าง

สายตาของตำรวจหันไปมองเสวียนเจินเทียนซือ เสวียนเจินเทียนซือจึงเอ่ยขึ้น "ความสมัครใจ? อาตมาว่าไม่น่าจะใช่นะ วัดเล่ยอินกับเขาหลงหู่ต่างก็เป็นสำนักผู้ฝึกวิชา

เราต่างก็เป็นคนในวงการ พูดว่าเชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่คนกันเองอย่ามาเล่นลิ้นเลย พวกคุณบอกว่าเด็กคนนั้นขออยู่ที่วัดเล่ยอินเอง?

อาตมาไม่เข้าใจ เด็กอายุหกเจ็ดขวบ ไม่ยอมอยู่กับพ่อแม่ ไม่ยอมเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน เกมไม่เล่น เนื้อไม่กิน แต่ดันสมัครใจจะขลุกอยู่แต่ในวัดเล่ยอิน ศึกษาพระธรรม ท่องคัมภีร์กินเจ?"

"ท่านอาจารย์ทั้งหลาย คิดว่าตรรกะของพวกท่านมีปัญหา หรือตรรกะของพวกเรามีปัญหากันแน่?"

เสวียนเจินเทียนซือ: พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง? เรื่องโกหกพรรค์นี้พูดออกมาเองยังเชื่อลงอีกเหรอ?

เมื่อก่อนอาจจะมีเด็กเล็กๆ มาบวชจริง

แต่นั่นมันสมัยพันปีก่อนนู้น ส่วนใหญ่เป็นยุคสงคราม พ่อแม่ตายหมด ไม่มีข้าวกิน

เพื่อความอยู่รอดเลยต้องมาอาศัยข้าวก้นบาตรวัดกิน

เดี๋ยวนี้เด็กปกติที่มีบ้านมีพ่อแม่ครบ อายุแค่นี้ ใครมันจะว่างมาบวชเป็นพระ?

เด็กสมัยนี้ห่วงเล่นจะตาย ให้เรียนบวกลบเลขยังไม่อยากจะเรียน

เอ็งจะบอกว่าเขาเต็มใจอยู่วัดเพื่อเรียนอักษรโบราณ อ่านคัมภีร์ที่เข้าใจยากพวกนั้นน่ะนะ?

ขนาดผู้ใหญ่จบมหาลัยยังอ่านไม่ค่อยจะจบเลย แถมสิบคนมีเก้าคนที่ไม่อินกับบทสวดมนต์

เด็กหกเจ็ดขวบ พวกเอ็งบอกว่าเขาสนใจวัดเล่ยอินมาก?

จะมาปั่นหัวกันรึไง?

เกม RoV มันไม่สนุกแล้วเหรอ หรือการ์ดเขี่ยยาสูบของพวกเด็กเปรตมันเลิกฮิตแล้ว?

คำพูดแบบนี้หลอกผี ผียังไม่เชื่อเลย

ความหมายของเสวียนเจินเทียนซือชัดเจนมาก

อย่ามาตอแหล ถ้าไปหลอกคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เขาหลงหู่มาเอง อย่าเอาเรื่องโกหกพรรค์นี้มาพูดให้ขายขี้หน้า

พวกพระระดับสูงโดนเสวียนเจินเทียนซือตอกกลับจนหน้าหงาย

หน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง

แต่พวกเขาก็ใช่ว่าจะยอมจำนนง่ายๆ

เลยแถสีข้างถลอก "เด็กคนนั้นเป็นพุทธบุตรจุติมา มีวาสนากับพระพุทธองค์มาแต่กำเนิด ย่อมสนใจในพระธรรม ผิดแผกจากคนทั่วไปก็เป็นเรื่องปกติ จะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้?"

ฟังพวกหัวโล้นแถจนได้โล่

เสวียนเจินเทียนซือจึงกล่าวตัดบท "ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็พาตัวเด็กออกมาให้ทุกคนเห็นกันจะจะไปเลย ตอนนี้เด็กก็น่าจะยังอยู่ในวัดเล่ยอินใช่ไหม ให้เขาออกมาเจอพ่อแม่หน่อย คงไม่มีปัญหาอะไรมั้ง"

พระระดับสูงได้ยินดังนั้น ก็หันไปปรึกษากัน พวกเขารู้ดีว่าเจอสถานการณ์แบบวันนี้

จะไม่ยอมพาเด็กออกมาคงไม่ได้แล้ว

พระรูปหนึ่งจึงกล่าว "ได้ งั้นพวกท่านรอสักครู่ อาตมาจะไปตามเด็กคนนั้นมา"

พูดจบ พระสองรูปก็ลุกออกไปตามคน

ในขณะเดียวกัน ณ ลานวัดอันเงียบสงบแห่งหนึ่งภายในวัดเล่ยอิน ภายในกุฏิ

ประตูห้องของมู่เจียนเหลียน (พระมหาโมคคัลลานะ) ถูกเคาะ

มู่เจียนเหลียนในร่างเด็กน้อยที่ยังคงอยู่ในสมาธิ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง ได้ยินเสียงเคาะประตูข้างหู จึงเอ่ยถาม

"มีธุระอะไร?"

เสียงพระระดับสูงดังมาจากข้างนอก

"ท่านปรมาจารย์ คนของเขาหลงหู่มาขอรับ"

มู่เจียนเหลียนขมวดคิ้ว

"พวกมันมาทำไม?"

จากนั้นพระรูปนั้นก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างนอก รวมถึงเรื่องที่พ่อแม่เด็กไปแจ้งความ

คนของเขาหลงหู่มาพร้อมกับตำรวจ เพื่อมาตรวจสอบเรื่องนี้

มู่เจียนเหลียนฟังต้นสายปลายเหตุจบ ก็เกิดโทสะ

"ไอ้พวกโง่เง่า ข้าบอกพวกเจ้าตั้งนานแล้วว่าทำอะไรให้รอบคอบ พวกเจ้าหาร่างนี้มาให้ข้า แต่กลับจัดการปัญหาตามหลังไม่เรียบร้อย ตอนที่ผัวเมียคู่นั้นไปแจ้งความครั้งแรก พวกเจ้าก็ควรจะจัดการให้สิ้นซาก

ตอนนี้คนของเขาหลงหู่แห่กันมา เรื่องมันยุ่งยากแล้วเห็นไหม"

สีหน้าของมู่เจียนเหลียนเคร่งเครียด

ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะชักนำนักพรตเขาหลงหู่มาด้วย

แถมจางเทียนลู่ก็มา

งานหยาบแล้ว

แต่ในเมื่อเขาบุกมาถึงหน้าบ้าน

มู่เจียนเหลียนจะหลบหน้าก็ไม่ได้ เขาจำต้องลุกขึ้น เพื่อออกไปเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - พวกเอ็งคิดจะหลอกผีรึไง?

คัดลอกลิงก์แล้ว