เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 - ความเจ็บปวดเจียนตาย

บทที่ 70 - ความเจ็บปวดเจียนตาย

บทที่ 70 - ความเจ็บปวดเจียนตาย


บทที่ 70 - ความเจ็บปวดเจียนตาย

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ปัง! ปัง ปัง!

เพล้ง! โครม! ...

ภายในห้องทรงพระอักษรขององค์ฮ่องเต้ ข้าวของนับไม่ถ้วนถูกองค์ฮ่องเต้ผู้กำลังกริ้วจัดทุบทำลายจนแหลกละเอียด! เมื่อได้รับข่าวนี้ องค์ฮ่องเต้ก็เปรียบเสมือนราชสีห์ที่จู่ๆ ก็คลุ้มคลั่งระเบิดโทสะออกมา! พระองค์ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหูขวางตาอย่างบ้าคลั่ง จนห้องทรงพระอักษรทั้งห้องพังพินาศย่อยยับ! ดวงพระเนตรแดงก่ำ

แม่ทัพเฒ่าชิวอ้าปากค้าง มองดูองค์ฮ่องเต้อาละวาดด้วยความตื่นตะลึง องค์ฮ่องเต้กริ้วนั้นเป็นเรื่องสมควร แม่ทัพเฒ่าเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าพระองค์ต้องโกรธจนแทบกระอักเลือดแน่นอน

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า ปฏิกิริยาขององค์ฮ่องเต้จะรุนแรงมหาศาลเกินกว่าที่แม่ทัพเฒ่าคาดไว้มากนัก

ทั่วทั้งห้องทรงพระอักษร ได้ยินแต่เสียงโครมครามไม่ขาดสาย ขันทีและนางกำนัลทั้งหมดถูกไล่ตะเพิดออกไปไกลลิบ ภายในรัศมีร้อยวา เหลือเพียงแม่ทัพเฒ่ากับองค์ฮ่องเต้เพียงสองคน

เนิ่นนานผ่านไป ท่ามกลางซากปรักหักพัง ในที่สุดองค์ฮ่องเต้ก็สงบลง พระวรกายในฉลองพระองค์สีเหลืองทองทรุดนั่งลงกับพื้นดื้อๆ อย่างหมดมาด ทันใดนั้นก็ยกพระหัตถ์ปิดพระพักตร์ ส่งเสียงสะอื้นไห้เบาๆ น้ำพระเนตรไหลพราก

พระองค์พยายามอย่างที่สุดที่จะข่มความโศกเศร้าเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มิอาจกลั้นไว้ได้

น้ำตาหลั่งไหลออกมาตามร่องนิ้วอย่างบ้าคลั่ง

ชิวเจี้ยนหานแทบจะทำอะไรไม่ถูก

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทรงกริ้วมาก แต่ไม่นึกว่าจะมากมายถึงเพียงนี้! นี่ใช่องค์ฮ่องเต้ผู้สุขุมลุ่มลึก กุมชะตาฟ้าดิน ปกครองใต้หล้าพระองค์เดิมกระนั้นหรือ "ฝ่าบาท พระองค์..." แม่ทัพเฒ่าสับสน เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า "ตอนนี้เพิ่งจะได้เบาะแส ก็ยังไม่แน่ว่าจะเกี่ยวข้องกับ... องค์ชายทั้งสอง... ฝ่าบาทโปรด..."

องค์ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จ้องมองชิวเจี้ยนหานเขม็ง เนิ่นนานมิได้ตรัสอะไร แต่แววตาที่สิ้นหวังอย่างถึงที่สุดนั้น กลับทำให้ชิวเจี้ยนหานรู้สึกเศร้าสลดจับใจ

เนิ่นนาน องค์ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบาหวิวว่า "เหล่าชิว... เจ้ารู้หรือไม่ พี่ใหญ่ของเก้าจอมราชันย์... จอมราชันย์ปฐพี คือลูกชายของข้า... องค์ชายใหญ่!"

ประโยคนี้ ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย! แม่ทัพเฒ่าชิวเจี้ยนหานตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล ดวงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า จ้องมององค์ฮ่องเต้อย่างไม่อยากจะเชื่อ

"นั่นคือลูกของข้า..." องค์ฮ่องเต้หอบหายใจฮักๆ ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ "เหล่าชิว ขุมกำลังเก้าจอมราชันย์ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนั้น ต่อให้ข้าใจกว้างแค่ไหน จะวางใจให้ไปอยู่ในมือคนอื่นได้อย่างไร? เมื่อค่ายกลเก้าชั้นฟ้าตกลงมา ลูกของข้ามีการตอบสนองอย่างชัดเจน... ข้าดีใจจนแทบคลั่ง..."

แม่ทัพเฒ่าเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว

ทำไมหลังจากค่ายกลเก้าชั้นฟ้าตกลงมา จู่ๆ ก็มีจอมราชันย์ปฐพีปรากฏตัวขึ้น! และหลังจากนั้นไม่กี่เดือน องค์ชายใหญ่ก็สิ้นพระชนม์กะทันหัน...

ทำไมจอมราชันย์ปฐพีถึงแอบซ่องสุมกำลังเก้าจอมราชันย์ แต่องค์ฮ่องเต้กลับวางพระทัยไม่ไต่สวนเอาความกับขุมกำลังมหาศาลที่สามารถสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้

ทำไมเก้าจอมราชันย์ถึงก่อตั้งได้รวดเร็วปานนั้น ทำไมเก้าจอมราชันย์ถึงไม่มีใครคอยขัดแข้งขัดขา! ทำไม...

ทั้งหมดนี้มีต้นสายปลายเหตุมาจาก... จอมราชันย์ปฐพี พี่ใหญ่แห่งเก้าจอมราชันย์ คือองค์ชายใหญ่ และในวินาทีที่องค์ชายใหญ่รับภารกิจนี้ ก็เท่ากับถูกกำหนดไว้แล้วว่าหมดวาสนากับราชบัลลังก์! เพราะในทางโลก เขาได้ตายไปแล้ว!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อราชบัลลังก์! ดังนั้น ไม่ว่าพลังของเก้าจอมราชันย์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีวันเป็นภัยคุกคาม ดังนั้นองค์ฮ่องเต้จึงมอบความไว้วางใจให้อย่างหมดหน้าตักเช่นนี้!

ไม่จำเป็นต้องรู้ตัวตนของแต่ละคน ให้เป็นความลับตลอดไปก็พอ เพราะนั่นคือองค์ชายใหญ่ที่คอยกุมบังเหียนอยู่!

และทำไมวันนี้องค์ฮ่องเต้ถึงได้เสียกิริยาเช่นนี้... แม่ทัพเฒ่าชิวก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีเช่นกัน

"ลูกของข้า... เฉลียวฉลาดรู้ความ เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น เป็นยอดคนในหมู่ยอดคน นิสัยเด็ดขาด เป็นมังกรในหมู่มนุษย์ ข้ามั่นใจมาตลอดว่ามีผู้สืบทอดแล้ว... แต่การตกลงมาของค่ายกลเก้าชั้นฟ้า ทำให้ทั้งจักรวรรดิมีความหวัง... เขาละทิ้งการแก่งแย่งราชบัลลังก์ ไปแอบสร้างขุมกำลังที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้านี้..."

"เขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเอง เพื่อไปสร้างอนาคตที่ปลอดภัยให้กับประเทศนี้"

"ลูกของข้า... ตั้งแต่นั้นมา ก็บุกตะลุยฝ่าดงคมดาบ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย... เขาทำเพื่ออวี้ถัง ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ซื่อสัตย์ภักดี จากเชื้อพระวงศ์ผู้เสวยสุข กลายมาเป็น... นักรบที่ต้องดิ้นรนอยู่ระหว่างความเป็นความตายทุกเมื่อเชื่อวัน นับตั้งแต่เขารับภารกิจนี้... ก็ไม่เคยได้มีวันที่สุขสบายเลยสักวันเดียว..."

"เจ้ารู้หรือไม่... เมื่อปีก่อน ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า งานเลี้ยงเลิกแล้ว ข้าเรียกจอมราชันย์ปฐพีแห่งเก้าจอมราชันย์มาหารือลับ..."

"...เฮ้อ!" แม่ทัพเฒ่าถอนหายใจ

เรื่องนี้ตนเองจะไม่รู้ได้อย่างไร? ตอนนั้นยังสงสัยอยู่เลยว่า คืนวันส่งท้ายปีเก่า ท่านเรียกจอมราชันย์ปฐพีมาหารือ... แม้แต่จะข้ามปีก็ไม่ให้เขาได้พักสักวันหรือไร?

แต่ตอนนี้ถึงได้รู้ว่า นี่ไหนเลยจะเป็นการหารือ? แต่มันคือการที่พ่อลูกได้มาอยู่พร้อมหน้ากันในคืนข้ามปีต่างหาก!

"ตอนนั้น... ลูกข้าดื่มเหล้า เขาตื่นเต้นมากที่เล่าให้ข้าฟังว่าเก้าจอมราชันย์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ค่อยๆ มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ... เขาดีใจมาก แต่ทว่า พอดึกเข้า เขาเมา แล้วก็จะนอน ตอนนั้นเขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า เอาหัวหนุนตักข้า แล้วพูดกับข้าอย่างสะลึมสะลือว่า..."

น้ำตาขององค์ฮ่องเต้ไหลพราก "...ลูกข้าบอกว่า... เสด็จพ่อ ลูกเหนื่อยเหลือเกิน"

ชิวเจี้ยนหานสะท้านไปทั้งใจ

ลูกเหนื่อยเหลือเกิน

จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไร?

เห็นอยู่กับตาว่าตัวเองมีชีวิตอยู่แต่กลับกลายเป็นคนตาย เห็นอยู่กับตาว่าตำแหน่งรัชทายาทของตัวเองตกไปอยู่ในมือพี่น้อง เห็นอยู่กับตาว่าเก้าอี้ตัวนั้นหลุดลอยไปจากตัวเองอย่างถาวร แต่ตัวเองกลับยังต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อประเทศนี้อย่างไม่หยุดหย่อน...

และไม่ว่าจะทำไปมากแค่ไหน ไม่ว่าจะมีความดีความชอบใหญ่หลวงเพียงใด ตลอดกาลและตลอดไป ก็เป็นได้แค่คนไร้ตัวตน...

"เช้าวันตรุษจีน... ลูกข้าก็พาพี่น้องของเขาจากไป ไปปฏิบัติภารกิจ..." องค์ฮ่องเต้น้ำตานองหน้า "จนกระทั่งวันที่เก้าเดือนสาม... ตอนที่เขาจะออกไปทำภารกิจครั้งนั้น ข้ายังจำได้ คืนวันที่สองเดือนสาม เขาแอบมาหาข้าที่วังหลวง ก่อนไปเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า: เสด็จพ่อ รักษาสุขภาพด้วย!"

"ตอนนั้นข้าโมโหมาก ดุเขาไปว่า ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังต้องระวังตัวเสมอ จำไว้ให้ขึ้นใจ อย่าเรียกข้าว่าเสด็จพ่อ!" องค์ฮ่องเต้เงยหน้ามองฟ้าด้วยความรวดร้าว น้ำตาไหลริน "แต่ข้ากลับนึกไม่ถึงว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ลูกชายข้าได้เรียกข้าว่าเสด็จพ่อ!"

"เขาเป็นจอมราชันย์ปฐพี เขาคงสัมผัสอะไรได้ แต่เขาไม่รู้วิราบกรรมของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงบอกให้ข้ารักษาสุขภาพโดยสัญชาตญาณ เขาเป็นห่วงข้า... นี่คือลูกชายของข้า ที่แสดงความกตัญญูต่อข้าก่อนตาย..."

"แต่ข้ากลับเลอะเลือน ในการพบกันครั้งสุดท้าย ยังไปดุด่าว่ากล่าวเขา ผลคือหลังจากนั้น ก็จากกันชั่วนิรันดร์... ลูกพ่อ... พ่อขอโทษเจ้า!..."

องค์ฮ่องเต้ร่ำไห้โฮ

"มาบัดนี้... ถึงได้รู้ว่า ผู้ที่วางแผนสังหารเก้าจอมราชันย์... กลับมีคนของรัชทายาท มีคนขององค์ชายสาม..." องค์ฮ่องเต้ร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าวราวกับตับไตไส้พุงฉีกขาด ทันใดนั้นก็กระอักเลือดออกมา แล้วหมดสติไป

"ฝ่าบาท!"

"หมอหลวง! รีบตามหมอหลวง!"

"ใครก็ได้..."

...

องค์ฮ่องเต้กระอักเลือดหมดสติไปกะทันหัน แม้จะฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่พระพลานามัยก็ยังอ่อนเพลีย และแม่ทัพเฒ่าชิวที่เข้าวังมาหารือกับฝ่าบาทกลางดึก ก็กลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคน

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

"ฝ่าบาททรงหมดสติไปได้อย่างไร?"

"ท่านพูดอะไรกับฝ่าบาท?"

...

แม่ทัพเฒ่าหัวหมุนไปหมด น้ำท่วมปากพูดไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสายตาเย็นชาคาดคั้นของฮองเฮา ยิ่งทำตัวไม่ถูก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก

ข้าพูดอะไรกับฝ่าบาท... ข้าจะบอกพวกท่านได้หรือ?

จนกระทั่งองค์ฮ่องเต้ฟื้นคืนสติ โทษฐานนั่งบนพรมเข็มของแม่ทัพเฒ่าชิวจึงถูกยกเลิก

หลังจากองค์ฮ่องเต้ฟื้นคืนสติ แววพระเนตรเย็นเยียบไร้ก้นบึ้ง ตรัสสั่งราชโองการต่อเนื่องด้วยพระสุรเสียงอันอ่อนแรง

"สั่งให้รัชทายาทสำนึกผิดแต่ในจวน ห้ามก้าวออกจากประตูจวนเป็นเวลาสามเดือน"

"องค์ชายสาม องค์ชายสี่ องค์ชายห้า กักบริเวณ! ห้ามติดต่อกับคนภายนอกเด็ดขาด! หากพบว่าฝ่าฝืน ให้ปลดเป็นสามัญชน ผู้ที่ติดต่อด้วย ประหารเก้าชั่วโคตร!"

ราชโองการสองฉบับนี้ช่างไร้เหตุผลและดุดัน แต่เมื่อเห็นเพลิงโทสะที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้แววพระเนตรอันเย็นเยียบขององค์ฮ่องเต้ ทุกคนต่างไม่สงสัยเลย หากเพลิงโทสะนี้ระเบิดออกมา ก็เพียงพอที่จะเผาผลาญทุกคนในที่นี้ให้เป็นจุณ!

"จ้าวปิ่งหลง... สมคบศัตรูก่อกบฏ ประหารเก้าชั่วโคตร! ทั้งหมด... ให้แล่เนื้อเถือหนัง!"

แม่ทัพเฒ่าชิวเจี้ยนหานอยู่ในวังตลอดทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งสางจึงได้กลับถึงจวน พอหัวถึงหมอนที่บ้าน สมองทั้งหมดยังคงมึนงง

ได้แต่ถอนหายใจสั้นยาวไม่หยุดหย่อน

เรื่องที่องค์ฮ่องเต้ตรัส เปรียบเสมือนเสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นในสมองของเขา

และความโศกเศร้าขององค์ฮ่องเต้ ความเจ็บปวดรวดร้าวเจียนตายนั้น แม่ทัพเฒ่าชิวก็รู้สึกราวกับเกิดขึ้นกับตัวเอง

องค์ฮ่องเต้มิได้มีเพียงความทุกข์จากการสูญเสียลูกเท่านั้น...

"การเป็นฮ่องเต้... ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และการเป็นองค์ชาย... ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเช่นกัน..."

แม่ทัพเฒ่ารำพึง

เตรียมตัวจะนอนแล้ว วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ องค์ฮ่องเต้ตรอมใจจนกระอักเลือดหมดสติ ส่วนแม่ทัพเฒ่าก็รู้สึกว่าตัวเองตรอมใจจนหมดแรงแล้วเช่นกัน

"ท่านแม่ทัพ! ข่าวด่วนจากชายแดน!"

กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก

ชิวเจี้ยนหานรู้สึกปวดหัวจี๊ด ลุกพรวดขึ้นมาทันที ข่มความปวดหัวที่แทบจะระเบิด ถามว่า "เรื่องอะไร? ชายแดน? ด้านไหน?"

"ด้านตะวันออก!"

องครักษ์คนหนึ่งเดินเร็วๆ เข้ามา ยื่นซองจดหมายประทับครั่งด่วนจี๋ให้

"กองทัพตงเสวียนสองแสนนายประชิดชายแดน สงครามพร้อมระเบิดทุกเมื่อ... หน้าด่านเถี่ยกู่ เต็มไปด้วยทหารม้าตงเสวียน..."

ข่าวด่วนสามพันลี้จากแม่ทัพชายแดน ทำให้ความง่วงของชิวเจี้ยนหานหายเป็นปลิดทิ้ง!

เขาคลุมเสื้อลุกจากเตียง พลางสั่งการ

"ส่งข่าวไปกองทัพทันที"

"เตรียมม้า! ข้าจะเข้าวังเดี๋ยวนี้!"

"สั่งการทุกหน่วยในกองทัพ เตรียมพร้อมรบ!"

"ไปตามเสนาบดีคลัง ให้เข้าวัง!"

"สั่งการคลังเสบียงทหารตามหัวเมืองต่างๆ ระดมเสบียงทหาร ส่งไปยังภาคตะวันออกทันที!"

"..."

จวนแม่ทัพเฒ่าวุ่นวายโกลาหล ส่วนกองทัพก็แตกตื่นกันจ้าละหวั่น เบื้องบนของอาณาจักรอวี้ถัง ต่างสั่นสะเทือนกันถ้วนหน้า!

เมฆหมอกแห่งสงคราม ปกคลุมเมืองหลวงอวี้ถังในบัดดล แถมยังมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ช่างกะทันหันจนตั้งตัวไม่ทัน

...

ฝนพรำลงมาตลอดทั้งคืน อวิ๋นหยางฝึกวิชาเสร็จสิ้น รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปราณยุทธ์ในร่างกลายเป็นกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างบ้าคลั่ง

ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพลังที่ใช้ไม่หมด

"คืนนี้ จะทะลวงขุนเขาลูกที่สาม ไปดูทิวทัศน์ของชั้นฟ้าที่สามที่ห่างหายไปนาน!"

อวิ๋นหยางใจสู้เต็มเปี่ยม

ส่วนเจ้าตัวเล็กทั้งหลายที่ตามอยู่ข้างหลัง ก็พัฒนาเร็วยิ่งกว่า

ตอนนี้ เสือดาวกลืนสวรรค์ทั้งสี่ตัว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่พลังฝีมือล้วนก้าวเข้าสู่ระดับสี่แล้ว

เสียงวุ่นวายโกลาหลนอกจวน เสียงเกือกม้าที่รัวเร็วไม่ขาดสาย ลอยเข้าหูเขา

อวิ๋นหยางชะงัก สายตาพลันคมกริบถึงขีดสุด

เสียงแบบนี้

คุ้นเคยเหลือเกิน!

ปกติแบบนี้... เกรงว่าจะเป็นข่าวด่วนจากชายแดน!

สงคราม จะมาอีกแล้วหรือ?

อวิ๋นหยางยืนอยู่หน้าประตูจวน มองความวุ่นวายข้างนอก แววตาพลันเหม่อลอย...

เมื่อก่อน ในเวลาเช่นนี้ ตนเองคงได้รับแจ้งแล้ว คงรวมพลกับเหล่าพี่น้องแล้วกระมัง? และโดยไม่ต้องรอให้ราชสำนักตอบสนอง พวกตนก็จะออกจากเมืองไปภายในครึ่งชั่วยาม มุ่งหน้าสู่หนทาง

ควบม้าตะบึงห่อตะบึง ชุดดำดุจหมึก ทุกคนต่างเงียบกริบไม่พูดจา แววตาของทุกคน ราวกับมองทะลุทิวทัศน์เบื้องหน้า มองผ่านภูเขานับหมื่นลูกแม่น้ำนับพันสาย เห็นความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในสนามรบแล้ว...

ทุกครั้งที่เป็นเวลาเช่นนี้ เสียงของพี่ใหญ่จอมราชันย์ปฐพีก็จะดังขึ้นข้างหู

"ส่งข้อมูลทั้งหมดให้จอมราชันย์เมฆา!"

"จอมราชันย์เมฆา รีบหน่อย วางแผนมาซะ"

"พวกเราไม่มีเวลาให้เจ้า เจ้าต้องคิดระหว่างทาง พอถึงที่หมายก็ลงมือทำทันที!"

"วางใจเถอะพี่ใหญ่" ตอนนั้นตนมักจะตอบกลับไปเช่นนี้ ด้วยน้ำเสียงห้าวหาญของวัยหนุ่ม "ไปคราวนี้ ย่อมต้องเป็นดงดาบทะเลเพลิง แต่พวกเราก็ย่อมต้องฆ่าให้ซากศพกองเป็นภูเขา! คว้าชัยชนะกลับมา!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า..."

"น้องเก้ามีปณิธานแน่วแน่!"

...

อวิ๋นหยางยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลอวิ๋น แววตาโศกเศร้า

วันนี้ สงครามมาเยือนอวี้ถังอีกครา ข้ายังอยากควบม้าตะบึงสู่สนามรบพร้อมกับพวกท่าน!

แต่พวกท่านเล่า อยู่ที่ใด?!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 70 - ความเจ็บปวดเจียนตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว