เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - แซ่ก็ดี ชื่อก็เพราะ!

บทที่ 11 - แซ่ก็ดี ชื่อก็เพราะ!

บทที่ 11 - แซ่ก็ดี ชื่อก็เพราะ!


บทที่ 11 - แซ่ก็ดี ชื่อก็เพราะ!

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ค่ำคืนนี้อวิ๋นหยางผ่านพ้นไปอย่างไม่ค่อยสงบสุขนัก ทว่าในอีกสถานที่หนึ่งกลับมีผู้คนที่ร้อนรุ่มกลุ้มใจยิ่งกว่า

จวนแม่ทัพ

แม่ทัพเฒ่าชิวเจี้ยนหานขมวดคิ้วเข้มมุ่นจนแทบผูกเป็นปม

"ตกลงว่าเป็นใครกันแน่ที่พาตัวอู๋เหวินยวนออกไป แล้วลงมือสังหารก่อนจะส่งศพกลับมา"

"แล้วใครกันที่ช่วยแม่เฒ่ากับภรรยาของอู๋เหวินยวนออกไป"

สองคำถามนี้ทำให้ท่านแม่ทัพเฒ่าขบคิดอย่างไรก็ไม่แตก ในเมื่อฆ่าอู๋เหวินยวนแล้วทำไมต้องช่วยภรรยากับแม่ของมันด้วย แล้วถ้าคิดจะช่วยครอบครัวจริงๆ ทำไมถึงไม่ช่วยลูกๆ ของอู๋เหวินยวนไปด้วยกันเสียเลย

นี่มันช่างย้อนแย้งสับสนสิ้นดี!

ยิ่งไปกว่านั้นคือการกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นในคุกหลวงที่คุ้มกันแน่นหนา ราวกับคนร้ายเดินเข้าเดินออกเหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน เรื่องนี้สร้างความหวาดหวั่นลึกๆ ให้กับแม่ทัพเฒ่าชิวอย่างบอกไม่ถูก

นั่นมันคุกหลวงเชียวนะ!

หนึ่งในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดของเมืองหลวง

แต่กลับมีคนเดินเข้าออกได้ราวกับเดินบนพื้นราบอย่างนั้นหรือ

ข้างกายแม่ทัพเฒ่ามีชายวัยกลางคนสวมชุดบัณฑิต หน้าตาดูภูมิฐาน ท่าทางผ่อนคลาย ราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมาเขาก็ยังคงยิ้มรับได้อย่างสงบเยือกเย็น

"ท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญแล้วล่ะขอรับ ในเมื่อคนที่สมควรตายก็ได้ตายไปแล้ว" ชายวัยกลางคนยิ้มบางๆ "ในสายตาของข้า เรื่องนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับเรื่องอื่น"

"หือ" ชิวเจี้ยนหานเลิกคิ้ว

"ฆ่าอู๋เหวินยวน ส่งศพกลับมา แต่ช่วยภรรยากับแม่ของเขาไป" บัณฑิตกลางคนวิเคราะห์ "คนที่ทำเรื่องนี้ชัดเจนว่าเป็นคนเดียวกัน หรือกลุ่มองค์กรเดียวกัน และองค์กรนี้ย่อมไม่ใช่พวกเดียวกับอู๋เหวินยวนแน่นอน หากเป็นพวกเดียวกันคงไม่ฆ่าเขาปิดปาก"

"แล้วยังไงต่อ"

"ข้าเดาว่าการที่ฆ่าอู๋เหวินยวนแต่ช่วยแม่กับภรรยา น่าจะเป็นเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนบางอย่าง" บัณฑิตยิ้มกริ่ม "แบบนี้ถึงจะสมเหตุสมผล"

"ส่วนการที่ไม่ช่วยลูกๆ ของอู๋เหวินยวน ยิ่งแสดงชัดว่าคนลงมือเป็นศัตรู เพราะเขาไม่ต้องการให้สายเลือดของอู๋เหวินยวนสืบทอดต่อไป"

บัณฑิตวัยกลางคนสรุป "ดังนั้นจึงกระทำการที่ดูเข้าใจยากเช่นนี้ โดยรวมแล้วข้าคิดว่าคนผู้นี้น่าจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเรา เป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู ถึงแม้การกระทำจะดูประหลาดและไม่เห็นหัวกฎหมายไปบ้าง แต่ก็พอจะให้อภัยได้"

ชิวเจี้ยนหานพยักหน้าช้าๆ "ถ้าอย่างนั้น เรื่องอื่นที่เจ้าว่าคืออะไร"

"เรื่องอื่นที่ว่าก็คือ..." บัณฑิตกล่าวต่อ "อู๋เหวินยวนแม้จะหลักฐานมัดตัวแน่นหนา สมควรตายพันครั้ง แต่เบื้องหลังเขาย่อมมีขุมกำลังมหาศาลหนุนหลังอยู่ และจนกระทั่งตาย ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขาก็ยังไม่ถูกเปิดเผย!"

"หลังจากพิธีเซ่นไหว้ในวันนี้จบลง ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพได้ดูบันทึกของนายทวารบาลเฝ้าประตูเมืองบ้างหรือยัง"

ใบหน้าของบัณฑิตฉายแววกังวลเล็กน้อย "มีชาวยุทธ์จำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเทียนถังจากทุกทิศทาง ทั้งสี่ประตูเมืองล้วนมีคนเหล่านี้ปะปนเข้ามา ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่เป็นยอดฝีมือ แต่กลับไม่มีรายชื่ออยู่ในบันทึกทำเนียบยุทธ์ใดๆ"

"แสดงให้เห็นว่าตัวตนของคนเหล่านี้ล้วนเป็นของปลอม"

"ในช่วงเวลาที่อู๋เหวินยวนเพิ่งถูกสังหาร จู่ๆ ก็มีคนจำนวนมากปกปิดตัวตนปลอมแปลงโฉมหน้าเข้ามาในเมืองเทียนถัง... เรื่องนี้หากคิดให้ลึกซึ้งก็น่ากลัวยิ่งนัก!"

"เกรงว่า... การแก้แค้นขององค์กรลึกลับนั่นคงจะเริ่มขึ้นแล้ว หรือไม่ก็อาจมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง" บัณฑิตเตือน "เรื่องนี้ท่านแม่ทัพต้องระวังให้จงหนัก"

ชิวเจี้ยนหานพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่า..." ชิวเจี้ยนหานเอ่ยขึ้น "เรื่องคุกหลวงมันทะแม่งๆ พิกล"

"ข้ากลับรู้สึกว่า..." บัณฑิตลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ย "เหตุการณ์ครั้งนี้... คล้ายคลึงกับตอนที่... ป้ายคำสั่งนภาทั้งเก้าถูกส่งลงมาเมื่อปีก่อนๆ โน้น..."

เขาขมวดคิ้วอย่างไม่มั่นใจพลางลดเสียงลงต่ำ "ความรู้สึกเหมือนคลื่นใต้น้ำที่คุ้นเคย... ที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้..."

"อะไรนะ!?"

แม่ทัพเฒ่าชิวเจี้ยนหานลุกพรวดขึ้นยืน นัยน์ตาสาดประกายเจิดจ้าดุดัน "เก้าจอมราชันย์!?"

...

ยามเช้าตรู่

เมืองเทียนถังเกิดความโกลาหลเล็กน้อย

จู่ๆ ก็เกิดคดีฆาตกรรมสิบสองศพ กรมรักษาความสงบเมืองเทียนถังวุ่นวายจนหัวหมุน เจ้าหน้าที่วิ่งพล่านสืบสวนหน้าดำคร่ำเครียด แต่ผลการสอบสวนกลับทำให้ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยความรู้สึกที่ว่า นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

คนที่ตายล้วนเป็นอันธพาลชั่วช้าสามานย์ จากสีหน้าและน้ำเสียงของชาวบ้านที่ถูกสอบถาม ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สะใจนัก! ตายเสียที! ไอ้พวกสารเลวนี่ในที่สุดก็มีคนมาจัดการ...

ปฏิกิริยาเช่นนี้ช่างน่าทึ่ง

บางคนถึงกับหน้าบาน สั่งสุราอาหารมาเลี้ยงฉลองกับเพื่อนฝูง "มาๆๆ ดื่มกันหน่อย วันนี้มีเรื่องน่ายินดี สบายใจจริงๆ โว้ย..."

บางคนถึงกับบ่นอุบ "ทำไมไอ้พวกสารเลวแถวบ้านข้าถึงไม่โดนเก็บไปบ้างนะ..."

เจ้าหน้าที่สืบจนทั่วก็ไม่ได้เบาะแสที่มีค่าอะไร ได้แต่เสียงตอบรับแห่งความปิติยินดี พอไปรายงานท่านเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองก็ได้แต่กระตุกมุมปากแล้วพูดส่งๆ ว่า "ไม่มีเบาะแส ก็ค่อยๆ สืบไปสิ..."

ก็ได้ ค่อยๆ สืบ

งั้นพวกเราก็จะค่อยๆ สืบไปแล้วกันนะ...

เหล่าเจ้าหน้าที่ถอยออกมาพร้อมความรู้สึกโล่งใจ ไอ้พวกเวรนั่นตายไปก็ดีแล้ว ใครจะอยากไปสืบหาความจริงให้เหนื่อยเปล่าเล่า

...

เสียงดาบแหวกอากาศดังหวีดหวิวภายในลานบ้าน อวิ๋นหยางกำลังฝึกฝนเพลงดาบ

การฝึกซ้อมเช่นนี้เขาไม่ยอมใช้ศาสตราแห่งมรรคาเด็ดขาด

ศาสตราแห่งมรรคาบัดนี้ได้แปลงสภาพเป็นดอกบัวสีม่วงประดับอยู่บนชายแขนเสื้อของเขา

อาวุธวิเศษระดับนี้ต้องเก็บไว้ใช้ในยามที่ต้องการลอบโจมตีให้ได้ผลชะงัดที่สุด หากเอาออกมาโชว์พร่ำเพรื่อจะไปมีความหมายอะไร

ขืนห้อยเอวเดินไปเดินมาอวดชาวบ้าน... นั่นมันคนโง่ชัดๆ

"กระบวนท่าที่หนึ่ง ดาบไร้ปรานี" อวิ๋นหยางหมุนปลายเท้า เกร็งเข่า ส่งแรงหมุนจากน่องขึ้นสู่เอว ร่างกายหมุนครึ่งรอบ ดาบไม้ในมือตวัดเฉียงจากล่างขึ้นบน เสียงดังขวับฉีกกระชากอากาศ

เขาฝึกท่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับพันนับหมื่นครั้ง

ลุงเหมยยืนดูอยู่ข้างๆ ได้แต่เบ้ปาก

ท่านี้... ดูท่าทางสวยงามดีหรอกนะ แต่น่าเสียดาย ถ้าเอาไปใช้ต่อสู้จริงคงไร้ประโยชน์สิ้นดี...

แต่คุณชายฝึกหนักจริงๆ...

"ฟู่ว..." แรงเฮือกสุดท้ายถูกใช้จนหมดเกลี้ยง อวิ๋นหยางทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้น เหงื่อกาฬไหลพรากราวกับน้ำตก เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปทั้งตัว

เขาหุบปากแน่น พยายามใช้จมูกหายใจ โคจรเคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์เพื่อชักนำปราณพิภพสายเล็กๆ ในตันเถียนให้ไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจร แม้จะอึดอัดจนแทบขาดใจ แต่เขาก็ไม่ยอมอ้าปากหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเด็ดขาด

เพราะหากทำเช่นนั้น ผลลัพธ์จากการฝึกหนักมาตลอดเช้าจะสูญเปล่าไปเกือบหมด

ผ่านไปครึ่งถ้วยชา ลมหายใจของอวิ๋นหยางจึงกลับมาสม่ำเสมอ ใบหน้าที่ซีดขาวค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาด

สีหน้าของลุงเหมยเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นเลื่อมใส

ไม่ใช่ทุกคนที่จะโหดกับตัวเองได้ขนาดนี้

ตั้งแต่คุณชายเริ่มฝึกดาบจนกระทั่งลมหายใจกลับมาเป็นปกติ เขาได้ทะลวงขีดจำกัดของร่างกายไปกว่าสิบครั้ง และการทะลวงขีดจำกัดทั้งสิบกว่าครั้งนี้จะกลายเป็นความก้าวหน้าอันถาวรของอวิ๋นหยางที่ไม่มีวันถดถอย

เพราะเขาเลือกที่จะฝึกฝนในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าที่สุด!

"คุณชายมีจิตใจมุ่งมั่นเพียงนี้ วันหน้าย่อมทำการใหญ่สำเร็จแน่ เพียงแต่..." ลุงเหมยมีความสงสัยที่ค้างคาใจมานาน "คุณชายทำอะไรมักวางแผนก่อนเคลื่อนไหว ไม่เคยหุนหันพลันแล่น รู้จักหลบหลีกภัยพาล ชาญฉลาดเป็นเลิศ แล้วเหตุใดเมื่อปีก่อนถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย จนวรยุทธ์ทั้งหมดสูญสลายไปสิ้น?"

"คุณชายไปเจออะไรมากันแน่" ลุงเหมยรู้สึกว่าแม้จะติดตามรับใช้มาสามปี แต่เขากลับไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณชายผู้นี้เลย

รอบกายของเขาดูเหมือนจะมีหมอกหนาลึกลับปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน

อีกเรื่องที่น่าแปลกใจคือ... หยกพกที่คุณชายเคยพกติดตัวดูเหมือนจะหายไปหมดแล้ว? เดิมทีคุณชายชอบหยกเย็นมาก เพราะช่วยให้จิตใจสงบ... แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นเลยสักชิ้น

มันหายไปไหนหมด?

เสียงเคาะห่วงประตูหน้าบ้านดังขึ้น

"ขออภัย ไม่ทราบว่าคุณชายอวิ๋นอยู่หรือไม่"

เสียงใสไพเราะดังแว่วเข้ามา

อวิ๋นหยางและลุงเหมยชะงักไปพร้อมกัน

มีแขกมาเยือน?

นี่มันเรื่องมหัศจรรย์ชัดๆ

จวนตระกูลอวิ๋นปิดประตูงดรับแขก ไม่เคยคบหาสมาคมกับใคร นี่เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองเทียนถัง ตลอดสี่ห้าปีมานี้ไม่มีแขกมาเยือนแม้แต่คนเดียว

วันนี้จู่ๆ กลับมีคนมาหา...

"เจี๊ยก เจี๊ยก..." เสียงร้องตื่นเต้นดังขึ้น

เห็นเพียงลิงน้อยขนสีทองตัวหนึ่ง กระโดดโลดเต้นพุ่งเข้ามา มันวิ่งอย่างคุ้นเคยจากประตูหน้าตรงดิ่งมายังลานเรือนเล็กของอวิ๋นหยาง แล้วกระโจน 'พลั่ก' เข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างแม่นยำ ก่อนจะเต้นเร่าๆ ด้วยความดีใจ

"..."

ใบหน้าของอวิ๋นหยางฉายแววงุนงงขั้นสุด

เมื่อคืนเพิ่งเจอกัน วันนี้ตามมาอีกแล้วเรอะ? ข้ามันเป็นที่รักของลิงขนาดนี้เชียวหรือ? เมื่อคืนข้าจงใจยั่วโมโหแม่นางคนนั้นแท้ๆ ทำไมยังตามมาอีกได้

มองดูลิงน้อยตัวไม่ถึงสองฟุตในอ้อมกอด ที่กำลังหันก้นแดงแจ๋มาให้ ปีนป่ายไปมาในอ้อมอก เดี๋ยวก็กระโดดขึ้นบ่า แล้วก็ไถลลงไปข้างหลัง สักพักก็มุดจากหว่างขาขึ้นมาซุกอกอีก...

อวิ๋นหยางได้แต่กรอกตาไปมา

กลิ่นหอมสายหนึ่งลอยมาจากหน้าประตู สดชื่นรื่นจมูก

หญิงสาวร่างระหงผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูเรือน ส่งยิ้มให้อวิ๋นหยาง

นางมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สัดส่วนงดงามลงตัว สวมชุดสีเขียวเรียบง่าย แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างของนางกลับดูราวกับเทพธิดาที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้ กลิ่นอายความงามพิสุทธิ์แผ่ซ่านออกมา ไม่เหมือนคนเดินดินกินข้าวแกงทั่วไป

เพียงแต่... ใบหน้านั้นกลับดูธรรมดาไปสักหน่อย...

อวิ๋นหยางย่อมไม่เชื่อว่านี่คือโฉมหน้าที่แท้จริง หญิงสาวที่มีกลิ่นอายงดงามปานนี้ จะมีหน้าตาธรรมดาได้เยี่ยงไร

"คุณชายอวิ๋น ข้าถือวิสาสะมาเยือน โปรดอย่าได้ถือโทษ" เสียงของนางกังวานใส ฟังแล้วรู้สึกสบายหูยิ่งนัก

"มิกล้า มิกล้า แม่นางให้เกียรติมาเยือนกระท่อมน้อย นับเป็นเกียรติอย่างสูง" อวิ๋นหยางยิ้มอย่างสุภาพ "เชิญ"

"ขอบคุณคุณชาย" นางยิ้มอย่างสง่างามแล้วเดินเข้ามา สายตาเหลือบไปเห็นเจ้าลิงน้อยพันมายาที่เกาะติดอวิ๋นหยางแจไม่ยอมลง ประกายตาของนางวูบไหวเล็กน้อย

"เมื่อคืนเสียมารยาท ลืมถามชื่อแซ่ของแม่นางไปเสียสนิท" อวิ๋นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดนิดๆ

หญิงสาวชุดเขียวพยายามข่มความอยากจะมองบนเอาไว้ ในใจคิดว่า 'ถ้าวันนี้ข้าไม่มาหา เจ้าคงไม่มีวันนึกถึงเรื่องนี้ไปตลอดชาติแน่ ที่พูดมานี่ก็คงเพราะเห็นข้ามา แล้วหาเรื่องคุยไม่ได้ เลยงัดประโยคนี้มาเปิดบทสนทนาล่ะสิ'

นี่มันผู้ชายซื่อบื้อที่ดูเหมือนจะฉลาด แต่จริงๆ แล้วไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงเอาซะเลย!

"คุณชายล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยแซ่จี้ ที่แปลว่าแผนการ" หญิงสาวชุดเขียวตอบ

"แซ่ดี!" อวิ๋นหยางตบมือฉาด ทำหน้าตาและน้ำเสียงตื่นเต้นเกินเบอร์ "แค่อักษรตัวเดียว ก็ทำให้อวิ๋นหยางผู้นี้นึกถึงผู้ยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดไม่ใช้ 'จี้' (แผนการ) แผนการนี่แหละคือรากฐานของทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า การสร้างเนื้อสร้างตัว การจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ล้วนแต่ต้องใช้... แผนการทั้งสิ้น!"

"คุณชายชมเกินไปแล้ว" หญิงสาวชุดเขียวเริ่มทนไม่ไหว ต้องกลอกตาใส่สักที

ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าลิงน้อยและเรื่องสำคัญของนาง นางคงลุกเดินหนีไปแล้ว

แค่แซ่คำเดียว เจ้าเล่นเยินยอซะยืดยาวขนาดนี้ แถมประเด็นคือกลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่ากำลังเสแสร้งแกล้งชม! หมอนี่มันกวนประสาทได้โล่จริงๆ!

อวิ๋นหยางถูจมูกแล้วถามต่อ "แล้วนามของแม่นางเล่า?"

แม่นางจี้ตอบอย่างเสียไม่ได้ "พยางค์เดียว คำว่า หลิง (ศักดิ์สิทธิ์/ได้ผล/ฉลาด)"

"ชื่อเพราะ!" อวิ๋นหยางตะโกนชม "จะใช้แผนการ มันต้อง 'หลิง' (ได้ผล) สิ! ชื่อของแม่นางช่างยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ โบราณว่าไว้ แผนการที่ศักดิ์สิทธิ์คือแผนที่สัมฤทธิ์ผล จี้หลิง จี้หลิง แผนไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่แผน แผนศักดิ์สิทธิ์สิถึงเรียกว่าแผน ชื่อดี ชื่อดีจริงๆ ชื่อของแม่นางช่างครอบคลุมเคล็ดลับความสำเร็จของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตไว้จนหมดสิ้น..."

"..."

แม่นางจี้หลิงรู้สึกเหมือนมีไฟพุ่งขึ้นสมอง ความอยากจะล้มโต๊ะพุ่งพล่านขึ้นมาทันที!

ถ้าไม่ติดว่าเป็นกุลสตรี ป่านนี้คงด่าเปิงและถ่มน้ำลายใส่หน้าไอ้คนกะล่อนนี่ไปแล้ว!

รู้ว่าเจ้าไม่ต้อนรับ

แต่ก็ไม่เห็นต้องทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้เลยนี่?!

ยังไงซะข้าก็เป็นผู้หญิง เจ้าหมอนี่จะไม่รักษามารยาทความเป็นสุภาพบุรุษสักนิดเลยหรือไง?

ลุงเหมยยืนอยู่ข้างๆ อยากจะแหงนหน้าถอนหายใจยาวๆ

คุณชาย มิน่าเล่าท่านถึงหน้าตาดีปานเทพบุตร แต่อายุสิบเก้าเข้าไปแล้วยังครองตัวเป็นโสด ไม่มีสาวงามข้างกายสักคน... มันมีเหตุผลจริงๆ ด้วย

ดูระดับความฉลาดทางอารมณ์ตอนคุยกับแม่นางคนนี้สิ ถ้าท่านแต่งงานมีครอบครัวได้ตอนนี้ ข้าคงต้องจุดธูปบอกกล่าวฟ้าดินว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์แน่ๆ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - แซ่ก็ดี ชื่อก็เพราะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว