- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมบงกชวิเศษ ยิ่งฆ่าคนเลวข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 5 - เพียงข้ามคืน... โลกก็เปลี่ยนไป!
บทที่ 5 - เพียงข้ามคืน... โลกก็เปลี่ยนไป!
บทที่ 5 - เพียงข้ามคืน... โลกก็เปลี่ยนไป!
บทที่ 5 - เพียงข้ามคืน... โลกก็เปลี่ยนไป!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ดอกบัวที่มีชีวิตดอกหนึ่งกำลังเติบโตอยู่ในห้วงแห่งจิตวิญญาณ
ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์พันลึก!
"ในใต้หล้านี้ ถึงกับมีเรื่องประหลาดพิสดารเช่นนี้อยู่ด้วย" อวิ๋นหยางตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก เขามั่นใจว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทวีปเทียนเสวียน!
เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง!
แต่มันกลับเกิดขึ้นจริงกับตัวเขา
"สำหรับข้าแล้ว นี่อาจจะเป็นหายนะครั้งใหญ่หลวง ถูกบางสิ่งควบคุมจนกลายเป็นจอมมาร... หรืออาจจะเป็นวาสนาดุจเทพเซียน ทำให้ข้าไร้เทียมทานในใต้หล้า..."
กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ อวิ๋นหยางยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้
เขาตระหนักดีว่า เรื่องผิดปกติย่อมมีเบื้องหลังที่แปลกประหลาด
ในเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเขาแล้ว ไม่ว่าเป็นโชคหรือเคราะห์ ก็ต้องยอมรับ!
"ไม่ว่าจะเป็นโชคหรือเคราะห์... ข้าก็พร้อมจะน้อมรับด้วยความยินดี!" บนใบหน้าดุจหยกงามของอวิ๋นหยางปรากฏรอยยิ้ม "ขอเพียงมันช่วยให้ข้าสานต่อปณิธานของพี่น้องได้สำเร็จ และชำระหนี้เลือดแค้นครั้งนี้ได้ ต่อให้เป็นโชคข้าก็จะเสพสุข ต่อให้เป็นเคราะห์ข้าก็จะแบกรับ!"
ใบหน้าของอวิ๋นหยางฉายแววคะนึงหา
ลมปราณสายเล็กๆ อันน่าเวทนาในร่าง เริ่มเคลื่อนไหวไปตามเส้นทางโคจรของเคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์...
นี่คือเส้นทางโคจรลมปราณเส้นใหม่!
แต่อวิ๋นหยางไม่ได้ใจร้อนแม้แต่น้อย
"...อึก!" ทันทีที่เริ่มโคจรลมปราณ อวิ๋นหยางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แม้เขาจะมีความอดทนสูงส่งเพียงใด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมา
ทุกครั้งที่เคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์เคลื่อนไปข้างหน้า ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็เหมือนมีมีดเล่มเล็กๆ นับหมื่นเล่มกำลังกวนกระดูกสันหลังของอวิ๋นหยางอย่างบ้าคลั่ง
อวิ๋นหยางหายใจหอบถี่ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก!
แต่เขาไม่หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ยังคงทุ่มเทโคจรลมปราณต่อไป! ผ่านไปให้ได้!
จงผ่านไปให้ได้!
ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหน จะเจ็บปวดไปกว่าใจของข้าได้หรือ? ความเจ็บปวด คือเครื่องยืนยันว่าข้ายังมีชีวิตอยู่!
คือความหวัง!
ในที่สุด สติของอวิ๋นหยางเริ่มเลือนรางเพราะความเจ็บปวด แต่พลังอันน้อยนิดสายนั้น ยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าในเส้นชีพจรอย่างยากลำบากแต่ทว่ามั่นคง!
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด...
ทันใดนั้น!
เขารู้สึกว่าภายในร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ยอดอ่อนของดอกบัวในห้วงจิตดูเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อย เกิดความเจ็บปวดรุนแรงที่กลางกระหม่อม
วินาทีต่อมา เสียงดังตูม...
ดูเหมือนกำแพงกั้นบางอย่างจะถูกทลายลง...
ทันใดนั้น พลังปราณราวกับพบทางออกใหม่ และพุ่งทะลักออกไปอย่างบ้าคลั่ง
โคจรครบหนึ่งรอบ!
และที่กลางกระหม่อมของอวิ๋นหยาง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในขณะที่ฝึกปรืออยู่นั้น กระแสพลังปราณจากภายนอกกำลังไหลทะลักเข้ามาทางกลางกระหม่อม!
ทะลุผ่านกลางกระหม่อมเข้ามา!
"ทะลวงจุดชีพจร!"
อวิ๋นหยางเบิกตากว้าง
วินาทีนี้ เขาแทบจะสลบเหมือดไปเพราะความตื่นเต้นยินดี! รู้สึกทันทีว่า ต่อให้ต้องเจ็บปวดกว่านี้อีกร้อยเท่าก็คุ้มค่า!
เคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์ ถึงกับมีอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้!
นี่มัน...
ในฐานะอดีตยอดฝีมือหนึ่งในเก้าจอมราชันย์ อวิ๋นหยางย่อมรู้ดีว่าการทะลวงจุดชีพจรนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด?
คนเราเกิดมา ไม่ใช่ทุกคนจะมีคุณสมบัติในการฝึกยุทธ์! และคนที่มีคุณสมบัติ ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นยอดฝีมือได้!
สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์แต่กำเนิด คือสิ่งที่มีอยู่จริง ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์แห่งทวีปเทียนเสวียน การแบ่งระดับชั้นเรื่องนี้เข้มงวดยิ่งนัก
ระดับพลังสิบสองขุนเขา หนึ่งขุนเขาคือหนึ่งชั้นฟ้า
ผู้ฝึกยุทธ์ฝึกปรือจุดชีพจร ได้แก่ จุดเว่ยหลู จุดชี่ไห่ จุดฮุ่ยอิน จุดมิ่งเหมิน จุดเจี้ยงกง จุดเจียจี่ จุดยอดกระหม่อม จุดเจตจำนง และจุดจิตวิญญาณ!
การฝึกยุทธ์แบ่งออกเป็นสามประเภท ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณจิต และยอดฝีมือระดับปราณพิภพ
แน่นอนว่ายังมีระดับที่สูงกว่านั้น แต่พวกนั้นเปรียบเสมือนขนหงส์เขาเกิริน ร้อยปีจะโผล่มาให้เห็นสักคน
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้ คือผู้ที่เกิดมาชีพจรไม่เปิด หรือเปิดเพียงหนึ่งถึงสองจุด อย่างมากก็เปิดแค่จุดชี่ไห่และจุดมิ่งเหมิน ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้จะฝึกฝนกล้ามเนื้อและกระดูก เพิ่มพละกำลัง โดยการรีดเค้นศักยภาพของร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งพลัง ใช้ลมปราณต้นกำเนิดของตนเองในการฝึกฝน จึงเรียกว่าปราณแท้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนี้ ต่อให้พยายามแค่ไหน ความสำเร็จก็มีขีดจำกัด
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณจิต หรือเรียกว่าผู้ฝึกกำลังภายใน เกิดมาเปิดชีพจรสามจุด มีพลังหยินในกาย สามารถซัดพลังทำร้ายคนจากระยะไกลได้ การนั่งสมาธิสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินมารวมไว้ที่จุดตันเถียนชี่ไห่ ผู้ที่มีพลังลึกล้ำสามารถผ่าหินทำลายศิลา ใชัพลังหลังกำเนิดได้ถึงขีดสุด นี่คือระดับจิต
ยอดฝีมือระดับปราณพิภพ ชีพจรเปิดหกจุด สื่อสารกับฟ้าดิน ท่องไปในมหาสมุทร เชื่อมต่อกับนภาลัย นี่คือสภาวะเหนือธรรมชาติ เมื่อฝึกปรือถึงขีดสุด สามารถหลอมทองละลายเหล็ก ปีนเขาข้ามน้ำเหมือนเดินบนพื้นราบ ไปมาไร้ร่องรอย เรียกว่าระดับพิภพ! หรือความมหัศจรรย์นั่นเอง
อวิ๋นหยางนั้นเกิดมาเปิดชีพจรหกจุด ในทวีปเทียนเสวียนถือว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่คนรุ่นเดียวกัน! แต่เพราะเหตุนี้ เขาจึงยิ่งรู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการทะลวงจุดชีพจรเพิ่ม! ไม่ใช่แค่ยาก แต่เป็นไปไม่ได้!
เพราะคนเราจะมีชีพจรเปิดกี่จุด ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้ความพยายามเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง แต่มันคือ... สิ่งที่ฟ้ากำหนดมาตั้งแต่เกิด! หากเกิดมาชีพจรตีบตันทุกจุด ก็หมดหวังไปตลอดชีวิต!
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "พรสวรรค์"!
อวิ๋นหยางเปิดหกจุดแต่กำเนิด ได้แก่ เว่ยหลู ชี่ไห่ ฮุ่ยอิน มิ่งเหมิน เจี้ยงกง และเจียจี่ นี่คือร่างกายที่ฟ้าประทาน เดิมทีคิดว่าชาตินี้อย่างมากก็เป็นยอดฝีมือครองความเป็นใหญ่ในพื้นที่หนึ่ง ไม่มีหวังจะก้าวขึ้นสู่ระดับตำนาน แต่ฝันก็ไม่กล้าฝันว่า เพียงแค่ฝึกเคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์ ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ เขาจะสามารถทะลวงจุดชีพจรเพิ่มได้อีกหนึ่งจุด!
จุดยอดกระหม่อม!
เรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาดและไม่เคยมีบันทึกมาก่อน กลับเกิดขึ้นกับตัวเขาอย่างน่าอัศจรรย์!
ตอนนี้ อวิ๋นหยางคือผู้เปิดเจ็ดชีพจร!
ในประวัติศาสตร์อาณาจักรอวี้ถัง มีคนเช่นนี้อยู่ไม่กี่คน! แม้จะต่างกันแค่จุดเดียว แต่เมื่อเทียบกับร่างกายเดิมของอวิ๋นหยาง ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ตอนนี้อยู่บนยอดเมฆ เมื่อก่อนอยู่ใต้โคลนตม!
เคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์ เพียงแค่ทำสิ่งนี้ได้ อวิ๋นหยางก็รู้สึกว่าสมแล้วที่เป็นสุดยอดวิชาแห่งฟ้าดิน
ยิ่งฝึก ยิ่งยกระดับพรสวรรค์!!
นี่มันวิชาเซียนชัดๆ!
แถมพลังลมปราณเพียงสายเล็กๆ ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน อวิ๋นหยางรู้สึกได้ชัดเจนว่า หากลมปราณเมื่อก่อนคือเชือกป่าน ลมปราณสายนี้ก็คือไหมฟ้า!
นี่คือความแตกต่างและการเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัด!
เมื่อจุดยอดกระหม่อมเปิดออก พลังปราณฟ้าดินอันมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามา อวิ๋นหยางโคจรวิชาไม่หยุด ร่างกายทุกส่วน รูขุมขนทุกรู ต่างมีของเสียสีดำค่อยๆ ซึมออกมา...
การชำระเส้นเอ็นผลัดกระดูก!
การชำระเส้นเอ็นผลัดกระดูกในความหมายที่แท้จริง
จิตใจของอวิ๋นหยางหมุนเร็ว แต่เคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์กลับไม่หยุดหมุนเวียนแม้แต่น้อย
สิ่งที่อวิ๋นหยางไม่รู้ก็คือ...
บนท้องฟ้า พลังปราณจากแปดทิศราวกับเจอหลุมดำ ดูดกลืนเข้ามาไม่ขาดสาย... ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นลูกแล้วลูกเล่า...
รอบบริเวณนั้น ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนที่กำลังฝึกวิชาอยู่ จู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ
เพราะพวกเขาพบว่า ในเวลานี้ พลังปราณที่พวกเขาดูดซับได้ กลับเบาบางจนแทบจะไม่มี!
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...
เงาร่างหลายสายกระโดดขึ้นไปบนหลังคา มองไปรอบทิศ สัมผัสถึงความผิดปกติของพลังปราณฟ้าดิน ด้วยความงุนงง
ทุกคนมองหน้ากัน ต่างเห็นความตื่นตระหนกสุดขีดในดวงตาของอีกฝ่าย
"ปรมาจารย์ท่านใด เดินทางมาเยือนเมืองเทียนถังกันนี่?!"
พลังปราณฟ้าดิน แปรเปลี่ยนตามใจข้า ร้อยลี้ไร้อากาศหายใจ ขอบเขตแห่งปรมาจารย์!
มีเพียงปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานในตำนานเท่านั้น ยามฝึกวิชาจึงจะมีปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่ปรมาจารย์ระดับนั้น ในทวีปเทียนเสวียนมีอยู่กี่คนเชียว?
บัดนี้ ในเมืองเทียนถัง กลับปรากฏตัวขึ้นท่านหนึ่ง?
นี่หมายความว่าอย่างไร?
ปรมาจารย์ท่านนี้ต้องการจะทำอะไร?
ทางด้านวังหลวง
เงาร่างหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนก สายตาจ้องเขม็งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นอายอันทรงพลังนั้น ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
"ยอดฝีมือท่านใดมาเยือน?"
อีกเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาเคียงข้าง สีหน้าเคร่งเครียด ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นความหวาดกลัวในแววตา
"แข็งแกร่งมาก!"
"แต่กลับจับทิศทางที่แน่นอนไม่ได้... แปลกประหลาดแท้"
"ไร้สาระ ตัวตนระดับนี้ ลำพังวรยุทธ์อันต่ำต้อยของเจ้า ยังคิดจะตรวจสอบที่มาที่ไปอีกรึ?"
"นี่คือใครกันแน่?"
คนแรกยิ้มขมขื่น "ไม่ว่าเป็นใคร ก็เป็นตัวตนที่เราไม่อาจล่วงเกินได้อย่างเด็ดขาด"
...
ในห้วงจิตของอวิ๋นหยาง ยอดอ่อนของบัวสีเขียวมรกตนั้น กำลังสั่นไหว ดูเหมือนจะค่อยๆ โตขึ้นทีละนิด...
พลังชีวิตอันบริสุทธิ์ ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา
แผ่ออกมาจากใต้ดิน แผ่ออกมาจากยอดฟ้า... พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และระเบิดกระจายออกไปในที่สูงโดยที่ตาเปล่ามองไม่เห็น...
พืชพันธุ์ทั่วทั้งทวีปเทียนเสวียน ในวินาทีนี้ ต่างเติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่งพร้อมกัน...
เพียงชั่วข้ามคืน ราวกับผ่านกาลเวลามาชั่วกัปชั่วกัลป์ โลกมนุษย์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
...
"โสมหยกม่วงของข้า ทำไมชั่วข้ามคืนถึงออกดอกได้?" ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ชายชราคนหนึ่งมองดูโสมวิญญาณหยกม่วงในแปลงสมุนไพรค่ายกลรวมวิญญาณที่บ้านตนเองด้วยความงุนงง โสมนั้นบานดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
โสมหยกม่วงต้นนี้ เขาดูแลอย่างดีมาตลอดยี่สิบปี ไม่เคยมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่าว่าแต่จะออกดอกเลย...
แต่ตอนนี้ ชายชราแทบจะคิดว่าโสมหยกม่วงตรงหน้าโดนใครแอบเอามาเปลี่ยน
...
ป่าไร้ขอบเขต
คนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งตื่นนอนมองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว แล้วต่างพากันอ้าปากค้าง
เมื่อคืนทุกคนกลัวสัตว์ร้ายจะมาทำร้าย เลยอุตส่าห์ปีนขึ้นไปสร้างที่พักบนกิ่งไม้ใหญ่ ผลปรากฏว่าเช้านี้ตื่นมา พบว่าพวกตัวเองถูกใบไม้หนาทึบห่อหุ้มเอาไว้หมด!
คนสี่ห้าคนรวมทั้งเต็นท์ที่พัก ถูกใบไม้หนาแน่นห่อไว้เหมือนบ๊ะจ่าง
และนี่... ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ที่พวกเขาถางโล่งเตียนไปแล้วเมื่อคืน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย..." คนหนึ่งเกาหัวแกรกๆ ด้วยความมึนงง "แค่นอนหลับไปตื่นเดียว ทำไมถึง... รู้สึกเหมือนผ่านไปหลายปี? ...เฮ้ย ดูสิ ต้นไม้สองต้นข้างๆ นั่น เมื่อวานข้ายังฟันกิ่งใหญ่ไปทำไม้ค้ำยันอยู่เลย ทำไม... สองต้นนี้ถึงใหญ่ขึ้นขนาดนี้? ตรงที่ข้าฟันกิ่งไป ก็... ก็งอกกิ่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมออกมาแล้ว?"
เจ้านั่นคว้าคอเสื้อคนข้างๆ ด้วยความตื่นตระหนก "พี่ชาย พี่ชาย พวกเราติดอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว? น่าสงสารพี่ชายข้า เพิ่งแต่งงานเมื่อเดือนก่อน อย่าบอกนะว่าพอกลับไปถึง เมียข้ากลายเป็นยายแก่หนังเหี่ยวไปแล้ว..."
คนข้างๆ อีกหลายคนต่างยืนนิ่งเป็นไก่ตาแตก...
ใช่แล้ว เพียงชั่วข้ามคืน โลกเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง!
นี่... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
...
รุ่งสาง
อวิ๋นหยางผ่อนลมหายใจเบาๆ รู้สึกถึงร่างกายที่เหมือนเกิดใหม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันพลุ่งพล่าน มุมปากประดับรอยยิ้ม
"บงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้าง หนึ่งใบแบกรับเก้าสวรรค์ ยามแย้มบานครั้งแรก ก่อเกิดฟ้าดินอันโกลาหล ผ่านวันเวลาเนิ่นนาน วาสนาไม่อาจรู้ปี บงกชทองคำบานอีกครั้ง จานหยกจำแนกใสขุ่น เดิมเป็นเจ้าแห่งการเบิกฟ้า หมื่นภพรอผู้มีวาสนา วันนี้การสรรค์สร้างเปิดออก ราชันย์จุติเบื้องหน้ามรรคา"
อวิ๋นหยางหรี่ตาลง เอ่ยเสียงเบา "บงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้าง..."
ประโยคนี้เข้าใจได้ไม่ยาก
ยามแย้มบานครั้งแรก ก่อเกิดฟ้าดินอันโกลาหล หมายความว่า การงอกงามและบานครั้งแรกของเมล็ดบัว ทำให้เกิดจักรวาลและฟ้าดิน การงอกงามและบานครั้งที่สอง สิ่งที่ได้คือจานหยกแห่งการสรรค์สร้าง เพราะมีจานหยก จึงมีกฎแห่งสวรรค์เกิดขึ้น และสิ่งที่อวิ๋นหยางได้รับในครั้งนี้ คือ... การงอกงามครั้งที่สามของบงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้าง!
ดังนั้น วันนี้การสรรค์สร้างเปิดออก ราชันย์จุติเบื้องหน้ามรรคา!
"ของวิเศษที่ยิ่งใหญ่จริงๆ..."
อวิ๋นหยางพยายามระงับความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านในใจ
เมื่อส่งจิตเข้าไปดูยอดอ่อนสีเขียวมรกตในห้วงจิตอีกครั้ง ก็รู้สึกผูกพันยิ่งขึ้นไปอีก
เคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์ เป็นเพียงรางวัลแรกที่บงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้างมอบให้ เป็นแค่วิชาพื้นฐาน เมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด ใบบัวใบแรกสมบูรณ์ ใบที่สองเริ่มงอก เขาอาจจะได้รับอะไรที่มากกว่านี้...
แต่ ทำอย่างไรบงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้างถึงจะโตเร็วขึ้น?
อวิ๋นหยางขมวดคิ้ว
เพราะเรื่องนี้ไม่มีคำใบ้บอกเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นหยางเอามือเท้าคาง ครุ่นคิดอย่างละเอียด
"เมล็ดบัวนี้ ตกลงมาจากฟ้า กระแทกข้าจนสลบ หลังจากนั้นข้าก็ห้อยมันไว้ที่คอ..."
"จนกระทั่งก่อนการต่อสู้เสี่ยงตายครั้งนั้น ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่หลังจบศึก ที่จริงข้าควรจะตายไปสักสิบเจ็ดสิบแปดรอบแล้ว แต่จู่ๆ ก็ฟื้นคืนชีพ แถม... แผลที่หน้าอกก็หายไป เมล็ดบัวก็หายไปตอนนั้น"
"น่าจะเป็นเพราะเมล็ดบัวหลอมรวมกับเลือดของข้า และเข้าสู่ร่างกายข้าในตอนนั้น"
"แต่แค่เข้าไป กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ... อาการบาดเจ็บของข้าไม่ดีขึ้น วรยุทธ์ไม่ฟื้นฟูเลยแม้แต่น้อย... จนกระทั่งวันนี้"
"ตอนที่ข้าฆ่าอู๋เหวินหยวน ข้ารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่เกิดขึ้นฉับพลัน... และพลังนั้น ดูเหมือนจะมาจากศพของอู๋เหวินหยวน..."
"และหลังจากมีพลังนั้น เมล็ดบัวถึงได้ปรากฏตัวขึ้น ให้ข้ารับรู้"
"จากนั้นจุดตันเถียนของข้าก็เริ่มฟื้นคืนพลังชีวิต เริ่มสร้างพลัง เริ่มฝึกเคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์..."
แววตาของอวิ๋นหยางฉายแววเข้าใจ นึกถึงคำของเคล็ดวิชาพลังชีวิตนิรันดร์ "...ความโกลาหลไร้ขอบเขต มรรคาให้กำเนิดหนึ่ง ความว่างเปล่าก่อเกิดสรรพสิ่ง พลังชีวิตมิรู้จบ... ดูดกลืนความไม่เป็นธรรมทั่วหล้า ชำระแค้นวิญญาณ... มรรคาเดินหน้า ไม่ละอายต่อบุญคุณความแค้น... แม้ใจกลางบัวจะขม แต่คือรากฐานแห่งการหล่อเลี้ยงชีวิต เจตจำนงดุจดาบ ขจัดความชั่วร้าย... สังหารคนชั่วเซ่นวิญญาณ ยอดบัวงอกงาม ส่องสว่างทั่วจักรวาล ฝุ่นธุลีสิ้นแสงสว่างเกิด..."
"ความว่างเปล่าก่อเกิดสรรพสิ่ง พลังชีวิตมิรู้จบ... ความไม่เป็นธรรม... สังหารคนชั่วเซ่นวิญญาณ ยอดบัวงอกงาม..."
อวิ๋นหยางพึมพำ "หมายความว่า... ต้องฆ่าคน ถึงจะได้พลังงานที่บงกชทองคำแห่งการสรรค์สร้างต้องการ? และ... สังหารคนชั่วเซ่นวิญญาณ แสดงว่า... ต้องฆ่าคนเลว? ส่วนดูดกลืนความไม่เป็นธรรมทั่วหล้า ชำระแค้นวิญญาณ อันนี้ยิ่งเข้าใจง่าย..."
อวิ๋นหยางครุ่นคิดเงียบๆ
"พี่น้องทั้งหลาย หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด... ข้าน่าจะ... แก้แค้นให้พวกท่านได้ในเร็วๆ นี้..."
"เป็นโชคข้าจะเสพ เป็นเคราะห์ข้าจะต้าน ขอเพียงให้ข้ามีพลังทวงคืนความยุติธรรมนี้ ต่อให้กลายเป็นปีศาจ... ข้าอวิ๋นหยางก็ไม่เสียดาย!"
...
"คุณชาย วันนี้วันที่เก้าเดือนสาม พิธีเซ่นไหว้วีรชนเก้าจอมราชันย์ เริ่มขึ้นแล้วขอรับ" เสียงของลุงเหมยดังมาจากด้านนอก "วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีการสละชีพของเหล่าฮีโร่ อีกหนึ่งชั่วยาม องค์จักรพรรดิและขุนนางทั้งหลายก็จะเสด็จมาถึงหน้าอนุสาวรีย์วีรชนแล้ว"
ความคิดของอวิ๋นหยางถูกดึงกลับมาจากมิติแห่งจิตทันที แววตาฉายแววเจ็บปวดที่ยากจะเอ่ยคำ
"คุณชาย ท่านจะไปหรือไม่?"
"ไป!"
อวิ๋นหยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนแล่นผ่านเข้ามาในหัว
เขากัดริมฝีปากแน่น
"ข้าจะไม่ไปส่งพี่น้องของข้าเป็นครั้งสุดท้ายได้อย่างไร!"
"ต่อให้ตาย ก็ต้องไป!"
[จบแล้ว]