เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 750 - เหมือนการอพยพเสียมากกว่า

บทที่ 750 - เหมือนการอพยพเสียมากกว่า

บทที่ 750 - เหมือนการอพยพเสียมากกว่า


บทที่ 750 - เหมือนการอพยพเสียมากกว่า

เมื่อการดำรงอยู่กลายเป็นเรื่องยากลำบาก ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวแม้จะดูเลือนรางดุจภาพฝัน แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่มี หากอยากมีชีวิตรอดก็ต้องเสี่ยงดวงกันสักตา

แน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่ไม่คิดจะเสี่ยง โดยเห็นว่าการปักหลักอยู่ที่เดิมนั้นมั่นคงที่สุด เผื่อว่าที่นี่อาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งเดียวที่เหลืออยู่ พิษร้ายที่กัดกร่อนที่อื่นอาจไม่ลามมาถึงที่นี่ก็ได้

คนที่ไม่ยอมไปเหล่านี้มีน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี

ต่อเรื่องนี้เหล่าผู้อาวุโสเผ่ามารไม่เคยบังคับฝืนใจ ใครจะไปก็ไปด้วยกัน ใครไม่อยากไปก็เชิญอยู่ที่เดิม ไม่มีใครสนใจ

จะเป็นจะตายล้วนเลือกเอง ผู้อื่นหารับรู้ด้วยไม่

หยางเชียนได้รับแจกยันต์มาเต็มไม้เต็มมือถึงสิบกว่าแผ่น ครึ่งหนึ่งเป็นยันต์คาถาโจมตีรุนแรงระดับเซียนจุน ส่วนที่เหลือเป็นระดับเซียนจวิน ยันต์เหล่านี้ล้วนเป็นวิชาสายเหมันต์เบญจธาตุ ซึ่งเป็นผลผลิตจากการเร่งระดมกำลังของเผ่ามารตลอดสองเดือนที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่หยางเชียนที่ได้รับ ส่วนแบ่งนี้กระจายไปถึงทุกคนที่เตรียมพร้อมจะบุกฝ่าเขตแดนปิดผนึกวังวิมาน เพียงแต่ระดับความแรงของยันต์อาจแตกต่างกันไปตามฐานะ

แม้แต่เฉิงซานมิ่งยังได้รับส่วนแบ่งมาสองแผ่น

เบื้องหน้าหยางเชียนในยามนี้คือกำแพงแสงขนาดมหึมา รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างใหญ่กว่าประตูเมืองทั่วไปถึงสิบกว่าเท่า นี่คือผลงานของห้าเซียนจุนที่ร่วมมือกันฉีกกระชากมิติที่บดบังอยู่ออกไป

"ท่านนักปรุงยาหยาง วันนี้ต้องพึ่งพาฝีมือเจ้าแล้ว!"

"ท่านเซียนจุนโปรดวางใจ ผู้น้อยจะทุ่มสุดตัวขอรับ!"

ไม่ใช่แค่หยางเชียนที่รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ ในใจ แม้แต่หลิวอวี้และเหล่าเซียนจุน เซียนจวินทั้งหลายต่างก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในผนึกนี้มีอะไรรออยู่

หยางเชียนเรียกดาบทวนชะตาออกมา รวบรวมสมาธิก่อนจะฟันดาบออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า เจตจำนงแห่งดาบกรีดผ่านกำแพงแสงเป็นริ้วรอยอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นรอยตัดขนาดใหญ่

เพียงแค่ตัดเปิดหน้าตัดได้ เหล่าเซียนจุนเผ่ามารก็มีวิธีที่จะตรึงรอยตัดนั้นไว้ไม่ให้สมานตัว การประสานงานกับดาบของหยางเชียนเรียกได้ว่าไร้รอยต่อ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ช่องทางขนาดใหญ่แม้จะไม่เรียบกริบแต่ก็กว้างกว่าประตูเมืองทั่วไปมากโขก็ถูกฉีกเปิดออกอย่างสมบูรณ์

"เข้าไปตามแผน!"

แผนการของเผ่ามารคือให้สามเซียนจุนนำร่องเข้าไปก่อน จากนั้นหยางเชียนจะตามเข้าไปในระลอกที่สอง ต่อด้วยเหล่าเซียนจวินบางส่วน จากนั้นเป็นปีศาจทั่วไป และรั้งท้ายด้วยเซียนจวินและเซียนจุนอีกจำนวนหนึ่งเพื่อระวังหลัง

เดิมทีหยางเชียนต้องการจะเข้าไปเป็นชุดแรก แต่ถูกหลิวอวี้ห้ามไว้เด็ดขาด น่าจะเป็นเพราะกลัวหยางเชียนจะเอาชีวิตไปทิ้งก่อนวัยอันควร

เมื่อหยางเชียนกระชับดาบยาวในมือ เตรียมพร้อมระวังภัยเต็มที่และก้าวเท้าเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นภาพที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง

เขาเคยคิดว่าจะต้องเจออันตราย หรือสภาพศพเกลื่อนกลาดเหมือนเมืองแห่งความว่างเปล่า แต่สถานการณ์ตรงหน้ากลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด แม้จะข้ามผ่านกำแพงแสงมาแล้วก็แทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก

แน่นอนว่าไอเซียนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความเข้มข้นของมันมากกว่าข้างนอกหลายเท่าตัว

เมื่อนึกถึงคำว่า "สวรรค์เหนือสวรรค์" ที่เฉิงซานมิ่งเคยพูดไว้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล่าลอยๆ เสียแล้ว

เพียงแต่... เหตุใดข้างในนี้จึงเงียบเชียบถึงเพียงนี้

ทะเลเมฆสงบนิ่ง ภูเขาเซียนไกลลิบไร้ซึ่งเมฆหมอกอึมครึม ตลอดเส้นทางที่เหาะผ่านยังเห็นสัตว์วิเศษหยอกล้อกันท่ามกลางหมู่เมฆ เมื่อไปถึงภูเขาเซียน บนนั้นเต็มไปด้วยหญ้าวิญญาณและต้นไม้เซียน ศาลาเก๋งจีนตั้งตระหง่านงดงาม

แล้วเหล่าเซียนเล่า หายไปไหนกันหมด

"ที่นี่คือยอดเขาสามนิ้วของซีเทียนหวาง!?" หลิวอวี้สมกับเป็นสัตว์เทพที่เคยพำนักอยู่ในวังวิมานมาเนิ่นนาน ความรู้กว้างขวางกว่าเซียนจุนตนอื่น เพียงปรายตามองยอดเขานั้นก็ระบุที่มาได้ทันที

ที่พำนักของราชาสวรรค์ทิศประจิมหรือ นี่มิใช่ว่าเป็นพื้นที่ไข่แดงของวังวิมานหรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงไร้เงาผู้คน

ด้วยความสงสัย คณะเดินทางจึงเริ่มสำรวจภายในยอดเขาสามนิ้ว และพบว่าที่นี่เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า หลายสิ่งหลายอย่างยังวางอยู่ที่เดิมโดยไม่มีร่องรอยการแตะต้อง แสดงว่าผู้คนที่นี่จากไปโดยไม่ได้คิดจะขนข้าวของออกไปแม้แต่น้อย

ความเป็นไปได้เดียวที่ผู้คนจะไม่นำสมบัติและของมีค่าติดตัวไปด้วย คือพวกเขาคิดว่าจะได้กลับมาในไม่ช้า และเชื่อมั่นว่าของที่ทิ้งไว้จะไม่สูญหาย

"ในวังวิมานยังมีใครที่สามารถออกคำสั่งเดียว แล้วทำให้เหล่าเซียน แม้กระทั่งเซียนในตำหนักของซีเทียนหวางยอมทิ้งยอดเขาสามนิ้วไปโดยไม่ลังเล?"

คำถามนี้ถูกโยนขึ้นมาแต่ไร้คำตอบ ไม่ใช่เพราะตอบไม่ได้ แต่เพราะไม่ต้องตอบ คำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในใจของทุกคนแล้ว

ผู้ที่มีอำนาจบารมีขนาดนี้มีเพียงประมุขแห่งวังวิมาน หรือเซียนตี้เท่านั้น

เผ่ามารต่างตาลุกวาวกับสมบัติในยอดเขาสามนิ้ว แม้แต่ระดับเซียนจุนอย่างหลิวอวี้ก็ไม่เว้น แต่หยางเชียนกลับเมินเฉย ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบ แต่เขาไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจของพวกนี้

อย่างไรก็ตาม หยางเชียนก็ไม่ได้โวยวายจะรีบไปสำรวจต่อจนเสียบรรยากาศความรื่นเริงชั่วคราวของพวกปีศาจ เพราะเมื่อเข้ามาแล้ว หยางเชียนได้ทดลองถอยกลับออกไป ก็พบว่าสามารถทำได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะติดกับดักเข้าได้ออกไม่ได้ และที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีพิษร้ายตามที่คาดไว้

นับว่าโล่งอกไปเปลาะใหญ่ได้หรือไม่

แน่นอน ย่อมต้องนับ แม้แต่เผ่ามารตั้งแต่ระดับบนสุดยันล่างสุดต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ไม่มีใครได้รับคำชี้แนะโดยตรงเหมือนหยางเชียน ไม่มีปีศาจตนใดรู้ความจริงเรื่องหนอนสามตัวเหมือนเขา สิ่งที่พวกมันต้องการก็แค่การมีชีวิตรอด ในยามคับขันพวกมันอาจยอมร่วมหัวจมท้ายเสี่ยงชีวิต แต่ในยามที่มีโอกาสหายใจหายคอ ใครจะอยากเอาชีวิตไปทิ้ง ยิ่งเห็นสมบัติล่อตาล่อใจ การที่ยังประคองสติไม่ให้ทิ้งตัวลงนอนเสวยสุขก็นับว่าเก่งมากแล้ว

แรกทีเดียวหยางเชียนก็ตั้งตัวไม่ติด แต่ไม่นานก็ปลงตก เผ่ามารก็คือเผ่ามาร เขาไม่เคยคาดหวังอะไรสูงส่งจากพวกมันอยู่แล้ว การถอดใจกลางคันหรือจิตใจวอกแวกถือเป็นเรื่องปกติ มิเช่นนั้นตลอดหมื่นปีมานี้ พวกเผ่ามารคงไม่อยู่เฉยโดยไม่คิดสืบหาความจริงของมหากลียุค แล้วเอาแต่ปิดประตุมุดหัวอยู่แต่ในบ้านหรอก

กินมื้อนี้ให้อิ่มก่อน พรุ่งนี้จะได้กินข้าวต้มหรือกินลมค่อยว่ากัน นี่แหละวิถีคิดของเผ่ามาร แม้แต่ระดับหลิวอวี้ก็หนีไม่พ้นสัญชาตญาณนี้

แต่หยางเชียนก็มีงานของเขา เขาไม่ได้เดินสะบัดหน้าหนีออกจากยอดเขาสามนิ้วด้วยความโมโห แต่เขามุ่งหน้าตรงไปยังหอคัมภีร์ของยอดเขาสามนิ้ว

คนอื่นหาสมบัติ แต่หยางเชียนไม่สนแม้แต่วิชาฝีมือ เขามองหาเพียงบันทึกและแผ่นหยกที่เกี่ยวข้องกับซีเทียนหวางและเซียนตี้เท่านั้น

ผู้ช่วยของเขามีสองราย หนึ่งคือเฉิงซานมิ่ง อีกหนึ่งคือเล่อจิ่วอินที่เพิ่งกลับมาเจอกัน

หนึ่งแมว หนึ่งหนู หนึ่งคน

ช่างเป็นการรวมตัวที่ประหลาดแท้

ตามคำพูดของเฉิงซานมิ่งคือ อย่างไรเสียของดีก็คงไม่ตกถึงท้องมัน สู้ติดตามนายท่านหยางหาอะไรทำแก้เบื่อดีกว่า

ส่วนเล่อจิ่วอินบอกว่านางติดตามหยางเชียนแล้วมักจะมีโชคดีเสมอ นางเป็นแค่ปีศาจน้อย ก็ต้องหาต้นขากอดไว้สิ

หยางเชียนย่อมไม่ปฏิเสธผู้มาเยือน

สองปีศาจหนึ่งคนง่วนอยู่กับการรื้อค้นอยู่นานถึงครึ่งเดือน แทบจะพลิกยอดเขาสามนิ้วจนหงายท้อง ในที่สุดก็เจอสิ่งที่หยางเชียนต้องการ

"นายท่านหยาง ข่าวสารพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ตรงกันนะขอรับ ที่นี่เขียนว่า 'ตำหนักเทียนฉวี่' ในมือเล่อจิ่วอินเขียนว่า 'ภูเขาเถี่ยลวี่' ส่วนของท่านก็เป็น 'บึงสามเซียน' รายละเอียดสถานที่ทั้งสามแห่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อันไหนคือของจริงกันแน่ขอรับ"

"หึหึ ทำไมมันจะเป็นของจริงทั้งหมดไม่ได้เล่า"

"หยางเชียน เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ วังวิมานมีเซียนตี้แค่สององค์ จะมีที่พำนักสามแห่งได้อย่างไร"

"เซียนตี้สององค์? เป็นเช่นนั้นจริงหรือ" หยางเชียนยิ้มอย่างมีเลศนัย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 750 - เหมือนการอพยพเสียมากกว่า

คัดลอกลิงก์แล้ว