- หน้าแรก
- มือปราบระบบอัปเกรด
- บทที่ 560 - โง่เขลา? หรือชั่วร้ายลึกล้ำ!
บทที่ 560 - โง่เขลา? หรือชั่วร้ายลึกล้ำ!
บทที่ 560 - โง่เขลา? หรือชั่วร้ายลึกล้ำ!
บทที่ 560 - โง่เขลา? หรือชั่วร้ายลึกล้ำ!
ลำแสงนั้นคงอยู่เพียงชั่วพริบตา ทิ้งถ้อยคำสุดท้ายไว้แล้วเลือนหายไปไร้ร่องรอย
หยางเชียนตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น การจู่โจมทีเผลอเมื่อครู่ทำเอาเขาสภาพดูไม่จืดทีเดียว ปราณแท้คุ้มกายต้านทานได้เพียงชั่ววูบก็แตกสลาย นี่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความรุนแรงของลำแสงนั้นเหนือล้ำกว่าอานุภาพของสมบัติวิเศษทั่วไปมากนัก
หลังจากมันกระแทกเข้าที่หน้าอกของหยางเชียน ก็ทิ้งรอยบุบลึกหนึ่งนิ้วเอาไว้ พร้อมกันนั้นพลังประหลาดสายหนึ่งก็ฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา นอกจากจะสั่นสะเทือนอวัยวะภายในแล้ว ยังมีส่วนหนึ่งแตกกระจายพุ่งทะลวงเข้าสู่แขนขาและทั่วสรรพางค์กาย กระทั่งพุ่งโจมตีเข้าใส่ห้วงรับรู้ของเขา
สำหรับหยางเชียนแล้ว อาการบาดเจ็บทางกายเนื้อไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด แต่พลังประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วต่างหากที่ทำให้เขาใจหายวาบ
นี่มันวิชาบ้าบออะไรกัน!?
หยางเชียนเคยประมือกับยอดฝีมือมาไม่น้อย แม้แต่กับยอดคนเมื่อหมื่นปีก่อนอย่างหวงจี๋เทียนเขาก็เคยประลอง และเคยถูกซ้อมจนยับเยินมาแล้ว แต่ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ที่พลังสามารถส่งผ่านตรงเข้าสู่ห้วงรับรู้เช่นนี้มาก่อน
ห้วงรับรู้มิใช่สิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้เช่นจิตวิญญาณต้นกำเนิด เส้นลมปราณ หรือตันเถียน แต่เป็นคำเรียกโดยรวมของความว่างเปล่าที่ดำรงอยู่ในจิตวิญญาณต้นกำเนิด หรืออาจนิยามสั้นๆ ได้ว่า "จิตสำนึก" หรือ "ความคิด"
พลังชนิดใดกันที่สามารถเล่นงานได้แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในระดับความคิด?
ข่าวดีคือร่างกายของหยางเชียนแข็งแกร่งทนทานพอ อาการบาดเจ็บภายนอกและภายในไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ ฟื้นฟูเพียงครู่เดียวก็หาย ถือเป็นแค่แผลถลอกเล็กน้อย พลังประหลาดที่บุกรุกเข้าสู่เส้นลมปราณและห้วงรับรู้ก็ถูกเขาขจัดออกไปได้ทันท่วงที ไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงใดๆ
ทว่าเมื่อหยางเชียนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สีหน้าของเขากลับไม่ผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย กลับเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
ฐานะของตาเฒ่าเมื่อครู่นี้ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเป็นบุคคลระดับยอดพีระมิดในมู่กู่ ผู้อาวุโส? หรือจะเป็นเจ้าหุบเขามู่กู่มาเยือนด้วยตนเอง?
ไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับพลังย่อมต้องไม่หยุดอยู่แค่ขอบเขตผสานร่างอย่างแน่นอน ต้องเป็นยอดฝีมือขอบเขตทลายเร้นลับตัวจริงเสียงจริง
ใต้หล้าไร้เซียนแท้ ทลายเร้นลับคือที่สุด
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องถกเถียง หยางเชียนเองก็ไม่คิดว่าตนจะถือดาบไปงัดข้อกับสัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตทลายเร้นลับได้ ต่อให้เขาเป็นพวกใช้โปรโกงก็ไม่มีทางทำเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นั้นได้ ความเป็นไปได้สูงคือเขาจะถูกทุบจนเละ
แต่สิ่งที่ร่างแยกนั้นกระทำ และวาจาที่กล่าวออกมา หยางเชียนกลับรู้สึกทะแม่งชอบกล
เรื่องที่ชัดเจนที่สุดคือ การถ่อมาเที่ยวนี้เพียงเพื่อจะข่มขู่เขาต่อหน้าโดยใช้ครอบครัวและสหายเป็นตัวประกันงั้นหรือ?
อันธพาลข้างถนนโดยทั่วไปยังไม่ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ เพราะหากคิดจะทำ ก็ต้องลงมือจับคนให้ได้ก่อน เมื่อมีตัวประกันในมือแล้วค่อยข่มขู่จึงจะถูก การวิ่งมาโวยวายป่าวประกาศโจ่งแจ้งเช่นนี้ แทนที่จะเรียกว่าข่มขู่ ดูเหมือนจะเป็นการเตือนภัยเสียมากกว่า
มาเตือนให้หยางเชียนรีบเอาครอบครัวไปซ่อนหรือ?
ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใดก็ดูไม่สมเหตุสมผล ทำให้ตาเฒ่าผู้นั้นดูเหมือนคนโง่ที่แบกพลังระดับทลายเร้นลับไว้เสียของเปล่าๆ
คนที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตทลายเร้นลับจะเป็นคนโง่ได้หรือ?
ย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ก้าวถึงขอบเขตทลายเร้นลับล้วนเป็นยอดคนในหมู่ยอดคน พรสวรรค์ วาสนา สติปัญญา ขาดสิ่งใดไปมิได้ ทั้งยังผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลาอันยาวนาน ต่อให้มีนิสัยเก็บตัวเพียงใดก็ย่อมเข้าใจโลกหล้าอย่างถ่องแท้ ไฉนจะไม่เข้าใจตรรกะง่ายๆ ที่แม้นักเลงข้างถนนยังรู้?
หยางเชียนเดินกลับเข้าไปในศาลา ยกมือลูบหน้าอก แม้จะยังเจ็บแปลบๆ อยู่บ้าง แต่ก็หายดีไปกว่าครึ่งแล้ว
"เขามาที่นี่ทำไม?"
หยางเชียนเคยพบเจอคนจากสำนักเซียนมามากมาย แม้กระทั่งยอดคนจากหมื่นปีก่อน คนเหล่านี้มีทั้งหยิ่งทะนง เป็นกันเอง ป่าเถื่อน หรือชั่วร้ายลึกลับ แต่แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญอสูรก็ยังไม่ถึงขั้นแสดงท่าทีต่ำช้าทันทีที่พบหน้า
พฤติกรรมการใช้กลิ่นอายบุกรุกห้องนอนสามีภรรยา เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแม้ในวงการผู้ฝึกตน
"ตาเฒ่านั่นต้องการยั่วยุให้ข้าโกรธ?"
นี่คือความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่หยางเชียนคิดออก
มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นที่พอจะอธิบายได้ว่า เหตุใดกึ่งเซียนขอบเขตทลายเร้นลับผู้ยิ่งใหญ่จึงพูดจาเลอะเทอะ ไร้สมอง และดูต่ำช้าเช่นนั้นออกมา
แต่ทำไมต้องยั่วยุข้า? หยางเชียนไม่เข้าใจ ทว่าเมื่อลองนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นเขาโกรธจัดจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายแสดงท่าทีจองหองอวดดี หากมิใช่เพราะต้องการหยั่งเชิงดูอีกฝ่ายก่อน เขาคงลงมือไปแล้ว
"ในเมื่อเป้าหมายของเขาบรรลุแล้ว เหตุใดจึงรีบจากไปทันที?" หยางเชียนคิดมาถึงตรงนี้ก็จนปัญญาจะขบคิดต่อ
ดูเหมือนจะเห็นเบาะแสบางอย่าง แต่แท้จริงแล้วกลับยังคงหลงอยู่ในม่านหมอก
หยางเชียนส่ายหน้า สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แนวทางปฏิบัติของเขาคือเรื่องใดที่คิดไม่ตกก็อย่าเพิ่งรีบร้อนไปขบคิด วางไว้ก่อน ทุ่มเทสมาธิไปกับเรื่องที่จับต้องได้และสำคัญกว่า เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ควรปรากฏย่อมค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเอง ถึงเวลานั้นไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ขอเพียงมีพลังฝีมือย่อมรับมือได้หมด
ในทางกลับกัน หากไร้ซึ่งพลัง ต่อให้ขบคิดจนกระจ่างแจ้งก็ทำได้เพียงหลบเลี่ยงปัญหาเฉพาะหน้า ไม่อาจหลุดพ้นหรือต้านทานปัญหาที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างแท้จริง
"ทุกสิ่งล้วนเป็นภาพมายา แยกแยะจริงเท็จยากนักก็ไม่ต้องแยก ลับดาบให้คมกริบ รอดูกันว่าสุดท้ายจะมีลูกไม้อะไร!"
เมื่อคิดได้ดังนั้น หยางเชียนก็กลับเข้าไปในห้องนอน มองดูฟางหยวนที่หลับสนิท รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาช่วยห่มผ้าให้นาง ก่อนจะกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ จมดิ่งจิตสมาธิเข้าสู่แผงค่าประสบการณ์ของตน
อีกด้านหนึ่ง ณ ห้วงนภาสูงลิบห่างจากจวนซวงชิ่งไปนับพันลี้ มีเมฆดำกลุ่มหนึ่งลอยนิ่งอยู่ บนเมฆนั้นยืนไว้ด้วยคนสองคน
คนนำหน้าคือชายชราที่เพิ่งไป "ทักทาย" ที่สวนหลังบ้านของหยางเชียนเมื่อครู่นี้ เพียงแต่กลิ่นอายบนร่างนั้นห่างไกลจากร่างแยกเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว เปรียบประดุจหุบเหวลึก ทั้งที่มิได้แผ่ซ่านสิ่งใดออกมา แต่กลับทำให้ผู้คนครั่นคร้ามจนอยากหนีห่าง
ด้านหลังชายชรามีชายวัยกลางคนยืนโค้งเอวด้วยความนอบน้อม
"หยางเชียนผู้นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ลำพังแค่กายเนื้อนั่นก็นับว่าเป็นสุดยอดของโลกใบนี้แล้ว เท่าที่ข้าเคยพบเห็นมา ผู้ฝึกยุทธ์... ไม่น่าเชื่อว่าจนป่านนี้ยังมีการสืบทอดหลงเหลืออยู่ แถมยังให้กำเนิดตัวประหลาดระดับปีศาจเช่นนี้ออกมาได้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ"
คิ้วของชายชราขมวดมุ่น วาจาแฝงความระแวดระวังอยู่หลายส่วน
"ในเมื่อท่านบรรพชนกล่าวเช่นนี้ ผู้อาวุโสทั้งหลายและเหล่าศิษย์ที่ตายไปก็นับว่าตายไม่เสียเปล่าแล้วขอรับ คงถูกโจมตีทีเผลอเป็นแน่ เมื่อตกเป็นรองต่อหน้าผู้ฝึกยุทธ์ย่อมยากจะพลิกสถานการณ์
เพียงแต่... เหตุใดคนผู้นี้จึงสามารถพำนักอยู่ในดินแดนพิษอย่างจวนซวงชิ่งได้เป็นเวลานาน นี่คือเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุด และยุ่งยากที่สุด เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นหนึ่ง ทำให้พวกเราตอนนี้มีพลังแต่ไร้ที่ลง"
ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านบรรพชน ในมู่กู่มีเพียงผู้เดียว นั่นคือ เซียวอี้
โดยปกติแล้วเซียวอี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก แต่ครั้งนี้กลับออกโรงด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ทางฝั่งจวนซวงชิ่งนั้นยุ่งยากและสำคัญเพียงใดสำหรับมู่กู่
"อีกทั้งเด็กนี่ยังมิใช่ร่างเปล่าที่ถูกแย่งชิงร่าง อายุอานามยังไม่ถึงสามสิบ ระดับพลังฝึกปรือที่เหลือเชื่อนั้นพักไว้ก่อน เขายังเชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างลึกซึ้ง ค่ายกลที่เขาวางไว้ในบ้านเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ทำลายค่ายกลนรกเพลิงสวรรค์ของข้าก่อนหน้านี้
ตอนแรกข้ายังสงสัยว่าในจวนซวงชิ่งมีปรมาจารย์ค่ายกลท่านอื่นซ่อนอยู่ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนเดียวกัน
ทว่าต่อให้เขาจะเป็นปีศาจอัจฉริยะเพียงใด ก็ยังมิอาจรับมือได้ทุกสถานการณ์ ถูกร่างแยกของข้าฝัง 'เมล็ดพันธุ์' เอาไว้แล้ว หลังจากนี้ต้องรอดูว่าเขาจะรับมืออย่างไร สามวัน... อีกสามวันข้าจะไปดูเขาอีกครั้ง"
"ฮึฮึ ท่านบรรพชนให้ราคาหยางเชียนผู้นั้นสูงเกินไปแล้วขอรับ โดน 'เมล็ดพันธุ์หกตัณหา' ของท่านเข้าไป ยังจะหนีรอดจากฝ่ามือท่านไปได้อีกหรือ?"
[จบแล้ว]