- หน้าแรก
- มือปราบระบบอัปเกรด
- บทที่ 470 - เศษเสี้ยววิญญาณ แต่ไม่ใช่ชุดดำ
บทที่ 470 - เศษเสี้ยววิญญาณ แต่ไม่ใช่ชุดดำ
บทที่ 470 - เศษเสี้ยววิญญาณ แต่ไม่ใช่ชุดดำ
บทที่ 470 - เศษเสี้ยววิญญาณ แต่ไม่ใช่ชุดดำ
เจียงอวิ๋นต้อนรับหยางเชียนด้วยรอยยิ้มภายในวัดหิน ทันทีที่พบหน้า เขาก็ถูกกลิ่นอายธรรมชาติอันหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่แผ่ออกมาจากร่างหยางเชียนกดทับจนแทบหายใจไม่ออก จนกระทั่งหยางเชียนจงใจเก็บงำกลิ่นอายนั้นลง เขาจึงสามารถพูดคุยได้ตามปกติ
แต่การจะพูดคุยหยอกล้ออย่างผ่อนคลายเหมือนเมื่อก่อนนั้นทำได้ยากเสียแล้ว
คาดว่าในใจเจียงอวิ๋นยามนี้คงเลิกคิดที่จะตรวจสอบระดับพลังของหยางเชียนไปแล้ว สำหรับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เจอครั้งสองครั้งอาจจะตกใจ แต่พอเจอครั้งที่สาม นอกจากความชาชินแล้วจะมีอะไรได้อีก
"ขอบพระคุณใต้เท้าหยางที่ให้การสนับสนุน ครั้งนี้เราคัดเลือกต้นกล้าที่ดีได้ไม่น้อย และยังรับศิษย์ขึ้นทะเบียนมาอีกจำนวนมาก แถมท่านยังช่วยดูแลเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นลำพังคนของนิกายเทียนหานเพียงสิบกว่าคน คงรับมือคนจำนวนมากขนาดนี้ไม่ไหวแน่"
"พี่เจียงเกรงใจไปแล้ว เรื่องต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไม่ต้องขอบคุณหรอก ศิษย์ขึ้นทะเบียนของท่านตอนนี้ต่างก็กระจายกำลังไปช่วยงานตามเมืองต่างๆ แล้ว แม้ฝีมือจะเพิ่งเริ่มต้น แต่เชื่อว่าอีกไม่เกินสองปีน่าจะมีพลังรบที่ใช้การได้ นี่ช่วยแก้ปัญหาใหญ่เรื่องกำลังคนไม่เพียงพอในเมืองต่างๆ ของจวนซวงชิ่งได้มากทีเดียว
วันหน้าหวังว่าพี่เจียงจะหมั่นไปเยี่ยมเยียนตามเมืองต่างๆ แสดงธรรมชี้แนะพวกเขาบ้าง เช่นนี้พวกเขาจะได้พัฒนาเร็วขึ้น"
"ใต้เท้าหยางวางใจ สำหรับศิษย์ขึ้นทะเบียนเหล่านั้น แม้ไม่อาจปฏิบัติเหมือนศิษย์สายใน แต่เราก็จะไม่ปล่อยปละละเลย สิ่งใดควรสอนก็ต้องสอน และหากมีผู้ใดโดดเด่นขึ้นมา เราก็จะพิจารณารับเข้าสู่สำนักต่อไป
ฮะๆ พูดถึงสำนัก ข้ายังมีคำขอที่ไม่สมควรอยู่อีกเรื่องหนึ่ง หวังว่าใต้เท้าจะเมตตาอนุญาต"
"หึหึ พี่เจียงกำลังจะหาพื้นที่ตั้งสำนักขึ้นมาใหม่ใช่หรือไม่" หยางเชียนพอได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงสำนักก็เดาประโยคถัดไปได้ทันที
เพราะที่นี่เป็นเพียงทางเข้าออกของแดนดาบกระบี่ แม้จะสำคัญ แต่ไม่เหมาะจะใช้เป็นที่ตั้งสำนักใหม่ของนิกายเทียนหาน เพราะมันเรียบง่ายเกินไป
ภูเขาวิญญาณในจวนซวงชิ่งยังมีว่างอยู่อีกมาก เจียงอวิ๋นย่อมต้องอยากเอ่ยปากขอ เรื่องนี้ในสายตาของหยางเชียนถือเป็นเรื่องปกติวิสัย
ก่อนหน้านี้ชุยหมิงเซิ่งเคยเปรยเรื่องนี้กับหยางเชียนไว้แล้ว บอกว่านิกายเทียนหานเคยส่งสัญญาณบอกใบ้มาทั้งทางตรงและทางอ้อม
"แน่นอน พี่เจียงถูกใจที่ไหนเล่า"
"ใต้เท้าหยาง ท่านเห็นว่าพื้นที่เดิมของถ้ำสามสิบสาม เหมาะจะใช้เป็นที่ตั้งสำนักใหม่ของนิกายเทียนหานหรือไม่"
หยางเชียนจะมีความเห็นอะไรได้ สำหรับเขาแล้วเจียงอวิ๋นจะเลือกที่ไหนก็เหมือนกัน
"ได้สิ พี่เจียงชอบที่ไหนก็เอาไปเถอะ แต่เพราะเป็นภูเขาวิญญาณ คงไม่อาจขายขาดให้พี่เจียงเหมือนที่นี่ได้ แต่สามารถเช่าได้ ทำสัญญาเช่าสักร้อยปีแปดสิบปี ค่าเช่าก็จ่ายพอเป็นพิธี เผื่อวันหน้าทางราชสำนักตรวจสอบขึ้นมา ข้าจะได้มีคำตอบให้
หวังว่าพี่เจียงจะเข้าใจ"
เจียงอวิ๋นได้ยินว่าทำได้แค่เช่า สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็กลั้นใจไม่พูดคำว่าลังเลหรือต่อรองออกมาแม้แต่คำเดียว รีบปรับสีหน้ากลับมาเป็นรอยยิ้มและตอบรับทันที พร้อมกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งสองฝ่ายต่างพูดแค่พอให้เข้าใจ รู้เจตนากันก็เพียงพอแล้ว
ความหมายของหยางเชียนนั้นเรียบง่าย ของ ถิ่นที่อยู่ และคน ข้าให้เจ้าได้หมด แม้แต่เจ้าจะเป็นคนเลือกเองข้าก็ไม่ต่อรอง เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น แต่ของไม่ได้ให้ฟรี เจ้าต้องช่วยจวนซวงชิ่งเลี้ยงดูกองกำลังระดับล่าง นี่คือข้อแรก
ข้อสอง ที่ตั้งสำนักและถิ่นที่อยู่ก็ให้ได้ แต่ก็ไม่ได้ให้ฟรีเช่นกัน วันหน้าต้องทำให้จวนซวงชิ่งพอใจอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้น ข้าก็จะใช้เรื่อง "เช่าที่" มาเล่นงานเจ้า หรือเมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถไล่นิกายเทียนหานออกไปได้อย่างมีความชอบธรรม ที่ดินไม่ใช่ของเจ้า ข้าอยากให้เจ้าไปเมื่อไหร่ เจ้าก็ต้องไป
เจียงอวิ๋นเองก็ไม่ได้ต่อรอง เขารู้ดีว่าหากกล้าต่อรองก็เท่ากับไม่ให้เกียรติหยางเชียน เพราะข้อเสนอที่เขาขอไปก่อนหน้านี้ หยางเชียนก็ไม่เคยต่อรองกลับมา อีกทั้งนิกายเทียนหานในยามนี้ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าหยางเชียน ไม่กล้าทำให้หยางเชียนขุ่นเคืองแม้แต่น้อย
เรื่องราวจึงตกลงกันได้ด้วยดี
เจียงอวิ๋นยังต้องจัดการเรื่องภายในสำนักต่อ และยังต้องเดินทางไปดูพื้นที่เก่าของถ้ำสามสิบสาม เพื่อวางแผนผังสำนักด้วยตนเอง
หยางเชียนถามเขาว่าในแดนดาบกระบี่มีความคืบหน้าใหม่บ้างหรือไม่ เจียงอวิ๋นหัวเราะบอกว่าสมองเขารับไม่ไหวแล้ว ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน มิเช่นนั้นหากฝืนดันทุรังฝึกฝนไป อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
สมเป็นคนฉลาด พูดจาได้รู้แจ้งเห็นจริง
จนถึงตอนนี้ แม้ศิษย์นิกายเทียนหานจะฝึกฝนจนเกิดจิตกระบี่ได้ทุกคน แต่ก็ยังตื้นเขินนัก ไม่มีใครรีบร้อนบุกเข้าไปในส่วนลึกของแดนดาบกระบี่ แม้แต่เจียงอวิ๋นที่ไปได้ลึกที่สุด ก็หยุดอยู่แค่ขอบเขตที่จะกระตุ้นเศษเสี้ยววิญญาณชุดดำในยอดเขาแรกเท่านั้น ไม่กล้าเหยียบกับดักสัญญาณเตือนภัยที่หยางเชียนทิ้งไว้
คาดว่าเจียงอวิ๋นคงไม่อยากเสี่ยงในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ หากเขาต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่ยอดเขาแรก นิกายเทียนหานรุ่นนี้คงไม่มีใครมารับช่วงต่อได้ โอกาสทองในการฟื้นฟูสำนักที่เฝ้ารอมานานอาจต้องสูญเปล่าไป
พูดตามตรง หยางเชียนชื่นชมในสติปัญญาและการรู้จักรักษาระยะของเจียงอวิ๋นมาตลอด มีความทะเยอทะยาน แต่ไม่โลภมาก
ลาจากเจียงอวิ๋น หยางเชียนก็ก้าวเข้าสู่แดนดาบกระบี่
ครั้งนี้เขาไม่หยุดพักระหว่างทาง มุ่งหน้าผ่านยอดเขาที่แปด ก้าวเข้าสู่เขตยอดเขาที่เก้าที่เศษเสี้ยววิญญาณชุดดำเคยเตือนนักเตือนหนา
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตยอดเขาที่เก้า หยางเชียนก็เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้เศษเสี้ยววิญญาณชุดดำถึงบอกให้เขาเพิ่มระดับพลังก่อนค่อยมาต่อ ในเขตยอดเขาที่เก้า จิตดาบกลับแฝงตัวอยู่ในรอยแยกมิติแล้วพุ่งเข้าโจมตี
นี่เป็นฉากที่แปลกประหลาดเกินกว่าที่หยางเชียนจินตนาการไว้มากนัก
ทุกย่างก้าวจะมีจิตดาบพุ่งออกมาจากทุกทิศทุกทาง เล็กบ้างใหญ่บ้าง ไร้รูปแบบและซ่อนอยู่ในมิติทั้งหมด แทบจะฟันใส่หน้าในระยะประชิด ไม่เปิดโอกาสให้หลบหลีกหรือเคลื่อนย้ายหนีได้เลย
นี่ไม่ใช่จิตดาบแบบก่อนหน้านี้ที่แฝงอยู่ในลมหายใจและอากาศ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นและทำได้เพียงแทรกซึมเข้าเส้นลมปราณ แต่นี่คือจิตดาบเป็นแผ่นๆ ขนาดต่างกัน ที่สามารถสับคนให้เละเป็นหมูบะช่อได้
หากเป็นหยางเชียนคนก่อน คาดว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาคงถูกเล่นงานจนสะบักสะบอม ไม่ตายก็คางเหลือง
แต่บัดนี้หยางเชียนได้หลอมรวมกฎเกณฑ์มิติเข้ากับศาสตราวิญญาณสังหารของตนจนสมบูรณ์แล้ว ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้จิตดาบร่วมกับกฎเกณฑ์มิติก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับจิตดาบที่ฟันแสกหน้าเข้ามาเหล่านี้ แม้หยางเชียนจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เขาไม่จำเป็นต้องเรียกจิตดาบออกมาด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้พละกำลังกายเนื้อสั่นสะเทือนมิติรอบกาย ปัดป้องจิตดาบที่พุ่งเข้ามาให้กระเด็นออกไปจนหมด แม้จะมีบางส่วนที่เล็กละเอียดมากจนปัดออกไปไม่หมด หยางเชียนก็ใช้ปราณแท้คุ้มกายรับไว้ตรงๆ มันไม่สามารถสัมผัสถูกตัวเขาได้เลย
"กับดัก" ระหว่างทาง หยางเชียนก็ลองเหยียบดูแล้ว
รูปแบบยังคงเหมือนกับกับดักก่อนหน้านี้ ต่างกันที่ความเข้มข้นของจิตดาบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง กระโดดข้ามขั้นจากตอนยอดเขาที่แปดไปไกลโข
[ท่านสัมผัสถึงจิตดาบจากแหล่งกำเนิดลึกลับ ซึ่งมีความสอดคล้องกับจิตดาบของท่าน ท่านได้รับการตระหนักรู้บางประการ จิตดาบของท่านได้รับการยกระดับ]
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดินทางมาถึงตีนเขายอดเขาที่เก้า
เมื่อความรู้สึกวิงเวียนที่คุ้นเคยถาโถมเข้ามา และหยางเชียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตาคือร่างที่คุ้นเคย
เศษเสี้ยววิญญาณยังคงเป็นเศษเสี้ยววิญญาณตนเดิม แต่เปลี่ยนมาสวมชุดขาว
"ชักดาบ"
[จบแล้ว]