- หน้าแรก
- มือปราบระบบอัปเกรด
- บทที่ 110 - มารู้จักกันใหม่
บทที่ 110 - มารู้จักกันใหม่
บทที่ 110 - มารู้จักกันใหม่
บทที่ 110 - มารู้จักกันใหม่
หยางเชียนไม่คาดคิดว่าตนเองจะมาเจอคนรู้จักในสถานที่ซึ่งห่างไกลจากเมืองสามวิถีถึงเพียงนี้
เมื่อได้ยินเสียงและเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของเขาก็บูดบึ้งไปเล็กน้อย เขาจำอีกฝ่ายได้โดยธรรมชาติ แต่กลับไม่อยากข้องแวะด้วยเลยจริงๆ
บุรุษตรงหน้าเขานี้คือศิษย์พี่ใหญ่ในกลุ่มโจรชุดแดงที่หยางเชียนพานพบขณะกำลังถูกปล้นในป่าเมื่อหลายวันก่อน บุรุษผู้ซึ่งอ้างตนว่าชื่อเจียงอวิ๋น
ทว่าฝ่ายหยางเชียนไม่อยากข้องเกี่ยว แต่อีกฝ่ายกลับดูกระตือรือร้นอย่างยิ่ง เขาเรียกแม่เล้าเข้ามา พร้อมกับโยนแผ่นทองคำสองแผ่นออกมา แล้วกล่าวอย่างโอหังว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดของหยางเชียนในวันนี้ เขาจะเป็นคนจัดการเอง
นี่มันหมายความว่ากระไร ทำให้หยางเชียนถึงกับงุนงงไปหมด
เขาได้พบเห็นเหล่าคนชั่วช้าเลวทรามมามากมายในกรมมือปราบ หยางเชียนอวดอ้างตนว่าได้ฝึกฝนจนมี "นัยน์ตาไฟ" อย่างน้อยก็สามารถแยกแยะเจตนาดีหรือเจตนาร้ายได้อย่างชัดเจนไม่ผิดพลาด
เจียงอวิ๋นผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่กลับมีความหมายใดแฝงอยู่กันแน่
คราวก่อนท่ามกลางการฆ่าฟัน จู่ๆ เขาก็สั่งหยุดและยอมปล่อยหยางเชียนจากไปอย่างง่ายดาย นั่นก็ประหลาดมากพอแล้ว บัดนี้ยังจะมาแสดงท่าทีเป็นมิตรอีก นี่มัน...
การเอาใจใส่โดยไม่มีเหตุผล ต่อให้ไม่นับว่าเป็นเจตนาชั่วร้าย แต่ก็ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องการอย่างแน่นอน
ตนเองมีสิ่งใดที่อีกฝ่ายต้องการกัน หยางเชียนเองก็รู้สึกสงสัยในใจ
"ท่านผู้นี้ วันนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่ก็ถือว่าไม่สู้ก็ไม่รู้จักกัน ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันอีกเร็วเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาโดยแท้ ข้าน้อยเจียงอวิ๋น พอจะทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านได้หรือไม่"
"..." หยางเชียนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกับอีกฝ่าย ส่วนเรื่องเงินที่อีกฝ่ายจ่ายไป มันเกี่ยวข้องอันใดกับเขากันเล่า อยากจ่ายก็จ่ายไป เดี๋ยวเขาก็ค่อยจ่ายบัญชีของตนเองทีหลัง หอนางโลมจะกล้าไม่รับเงินหรือ
เจียงอวิ๋นเห็นหยางเชียนไม่พูดจาก็ตไม่แปลกใจ คนปกติย่อมต้องรู้สึกติดค้างในใจเป็นธรรมดา หากเป็นคนที่ยิ้มเพียงครั้งเดียวก็ลืมความแค้นได้คงตายไปนานแล้ว
แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าการเอาใจเช่นนี้ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นเจียงอวิ๋นจึงไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับพูดต่อว่า "หากท่านยังรู้สึกโกรธเคืองในใจอยู่ ก็โปรดชี้แนะมาได้เลย ก่อนหน้านี้เจียงอวิ๋นได้ล่วงเกินท่านไปมาก ข้ายินดีกล่าวคำขอโทษต่อท่าน
หากท่านให้เกียรติ ข้าได้เรียกนางโลมป้ายเด่นของหอชิวฮวาแห่งนี้ไว้แล้ว เชิญท่านย้ายไปนั่งด้วยกัน พวกเราจะได้คลี่คลายความเข้าใจผิด แล้วดื่มกันสักสองสามจอกเพื่อทำความรู้จักกันใหม่ ดีหรือไม่"
นางโลมป้ายเด่นรึ
เมื่อหยางเชียนได้ยินดังนั้น ความคิดที่เดิมทีไม่คิดจะขยับเขยื้อนพลันเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
เพียงแต่หยางเชียนกลับกล่าวว่า "นางโลมป้ายเด่นของที่นี่คงจะไม่ธรรมดากระมัง เจ้าแน่ใจนะว่าเชิญข้าไปเพื่อดื่มสุรา"
เมื่อเห็นหยางเชียนยอมพูดด้วยแล้ว ในใจของเจียงอวิ๋นก็พอจะนับคำนวณได้ เขายังคงยิ้มและพูดว่า "ย่อมเป็นการดื่มสุราแน่นอน และเพื่อเป็นการขอขมาต่อท่านด้วย ขอท่านโปรดให้เกียรติ"
หยางเชียนลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสีหน้าผิดหวังของนางโลมทั้งสอง เขาตบแท่งเงินสองแท่งลงบนโต๊ะ แล้วกล่าวว่า "คืนนี้นายน้อยอย่างข้ายังคงเหมาพวกเจ้าสองคนอยู่ กลับไปพักผ่อนเถอะ รอนายน้อยดื่มสุราเสร็จแล้วจะกลับมา" เขายกมือขึ้นห้ามนางโลมทั้งสองที่กำลังจะเอ่ยปากพูด จากนั้นก็เดินตามเจียงอวิ๋นขึ้นไปบนชั้นบน
"ท่านผู้นี้ ไม่ทราบว่าควรจะเรียกขานท่านว่าอย่างไรดี"
"หยางเชียน ต้องขอบคุณพวกเจ้า คราวนี้ข้าอาศัยการถวายของล้ำค่าจึงได้รับสถานะศิษย์ขึ้นทะเบียนฝ่ายนอกของวังห้าอสนีบาตมา"
"ฮ่าฮ่าฮ่า น้องหยางยังโกรธอยู่หรือ เฮอะๆ เดี๋ยวข้าจะลงโทษตนเองสามกาเป็นอย่างไร พอจะลบล้างเรื่องเมื่อหลายวันก่อนได้หรือไม่"
หยางเชียนพยักหน้า อันที่จริงในใจเขาก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก เขาไม่ได้โกรธ เพียงแค่ไม่ต้องการข้องแวะกับอีกฝ่ายมากเกินไปเท่านั้น
"ข้ากลับไม่คิดเลยว่าจะได้พบอาจารย์เซียนเจียงในหอนางโลม"
"ฮ่าฮ่าฮ่า น้องหยางอย่าได้เกรงใจไปเลย ตอนนี้เจ้าก็นับเป็นคนในยุทธภพครึ่งตัวแล้ว เรียกอาจารย์เซียนนั้นไม่เหมาะนัก หากเจ้าไม่รังเกียจก็เรียกชื่อข้าได้เลย"
เจียงอวิ๋นหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "แม้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรจะสามารถควบคุมความปรารถนาได้ แต่ก็ไม่อาจกดมันไว้ได้ตลอดเวลาหรอกกระมัง ดังนั้นบางครั้งบางคราวก็ต้องมาปลดปล่อยที่สถานที่อโคจรเช่นนี้บ้าง ทำให้น้องหยางต้องเห็นเรื่องน่าหัวร่อเสียแล้ว"
ทั้งสองพูดคุยกันสัพเพเหระไม่นานก็มาถึงห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสูงสุดของหอชิวฮวา
ภายในห้องมีสตรีสามนาง แต่ละนางล้วนงดงามเจิดจรัส ทั้งยังมีรูปร่างเย้ายวน พวกนางพร้อมใจกันย่อกายคารวะหยางเชียนและเจียงอวิ๋นที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
"เม่ยเอ๋อร์ ซินเอ๋อร์ เจวี๋ยเอ๋อร์ คารวะนายน้อยทั้งสองเจ้าค่ะ"
เพียงแรกเห็น หยางเชียนกลับมองไม่ออกเลยว่านางโลมที่งดงามและเย้ายวนทั้งสามนางนี้มีสิ่งใดผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายหรือกลิ่นกาย ก็ไม่หลงเหลือร่องรอยของอสูรร้ายแม้แต่น้อย พวกนางก็เป็นเพียงสตรีธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ทว่าสัญชาตญาณของหยางเชียนกลับตื่นตัวขึ้นมาในทันทีที่เขาเห็นนางโลมทั้งสามนี้ ราวกับว่าสตรีที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมทั้งสามนางนี้จะสามารถนำพาอันตรายมาสู่เขาได้
เมื่อรวมกับคำพูดของนางโลมสองคนก่อนหน้านี้ หยางเชียนจึงมั่นใจว่านางโลมทั้งสามที่ดูเหมือนจะปกติทุกอย่างตรงหน้านี้ ไม่ปกติอย่างแน่นอน
หยางเชียนยังคงไม่แสดงสีหน้าใดๆ เขาทำตัวตามน้ำและนั่งลงที่โต๊ะ
ทันใดนั้น เสียงของเจียงอวิ๋นก็ดังเข้ามาในหัวของหยางเชียน ทว่าเมื่อมองไป เจียงอวิ๋นกลับยังคงหยอกล้ออยู่กับเจวี๋ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกาย ไม่ได้หันมาพูดกับเขาเลย
"น้องหยาง หอชิวฮวาแห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย นางบำเรอทั้งสามนางนี้เจ้าก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแล้วใช่หรือไม่
เฮอะๆ น้องหยางมิต้องตื่นเต้น นี่เป็นวิชาส่งกระแสเสียงของข้า ที่นี่มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้นที่ได้ยิน ผู้อื่นมิอาจลอบฟังได้"
หยางเชียนประหลาดใจในใจ พลางคิดว่าช่างมหัศจรรย์นัก ทว่าวิชานี้อีกฝ่ายใช้เป็น แต่เขาใช้ไม่เป็น เขาทำได้เพียงยกจอกสุราขึ้นชนกับเจียงอวิ๋นเบาๆ เพื่อแสดงว่าตนเองเข้าใจความหมายแล้ว
"แต่น้องหยาง ทั้งสามนางนี้เป็นอสูรจิ้งจอกที่หาได้ยาก ที่เรียกกันว่านางจิ้งจอกก็คือพวกนางนี่แหละ พวกนางเข้าใจความต้องการของผู้ชายได้ดีที่สุด การที่พวกนางมาอาศัยอยู่ในหอนางโลมแห่งนี้ นอกจากจะมีสถานะอื่นแอบแฝงแล้ว ก็ยังเพื่ออาศัยโอกาสนี้ดูดซับพลังหยางของผู้ชายเพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียรวิชาอสูรของตนเอง
อีกทั้งเพื่อเป็นการหากินแบบไหลรินไม่ขาดสาย พวกนางไม่กล้าดูดซับจนคนตายในไม่กี่ครั้งหรอก คนทั่วไปจะรู้สึกเพียงแค่เหนื่อยล้าเท่านั้น
ทว่าด้วยระดับเลือดลมที่แข็งแกร่งของน้องหยาง พวกนางก็ไม่แน่ว่าจะดูดพลังของเจ้าไหว ถึงเวลานั้นพวกนางย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ของน้องหยางให้ลุ่มหลงจนคลายความระแวดระวัง แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าไม่อันตรายนัก แต่กลับสามารถเพลิดเพลินได้อย่างถึงที่สุด นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางบำเรอทั่วไปจะมอบให้ได้
เป็นอย่างไรเล่า น้องหยางอยากลองลิ้มรสความยอดเยี่ยมของอสูรจิ้งจอกเหล่านี้หรือไม่"
แม้ว่าจะใช้วิชาเซียนส่งกระแสเสียงเข้ามาในหัว แต่เสียงของเจียงอวิ๋นในหัวของหยางเชียนกลับเต็มไปด้วยแววหยอกล้อราวกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ลองคิดดูก็รู้ว่าเจ้าหมอนี่ต้องเคยลองด้วยตนเองมาแล้วอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ แม้กระทั่งวันนี้หากเขาไม่บังเอิญมาเจอหยางเชียน เจียงอวิ๋นก็คงตั้งใจมาสัมผัส "ความยอดเยี่ยมของอสูรจิ้งจอก" ที่เขาว่านั่นแหละ
ทว่าหยางเชียนกลับขอปฏิเสธด้วยความเคารพ เขาวางจอกสุราลงอย่างแนบเนียน เพื่อแสดงว่าตนเองไม่ชอบทางนี้
เจียงอวิ๋นยังคงส่งกระแสเสียงหัวเราะมา "เช่นนั้นก็ดี งั้นเรื่องนี้พักไว้ก่อนก็แล้วกัน คืนนี้น้องหยางอย่าได้เผยพิรุธออกมาล่ะ...พรุ่งนี้เช้าข้าจะเล่าเรื่องอสูรร้ายในเมืองชิงหยางแห่งนี้ให้น้องหยางฟังอย่างละเอียด"
ในใจของหยางเชียนเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาก็เลือกที่จะสะกดกลั้นความคิดที่จะสังหารอสูรเพื่อเก็บค่าประสบการณ์เอาไว้ ตอนนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ที่เห็นอสูรร้ายแล้วจะคิดว่าต้องรีบสังหารทันทีจึงจะเหมาะสมที่สุด ก่อนหน้านี้เขาถูกจอมอสูรเฮยซานจับตามอง เกือบจะถูกนกสองตัวนั่นจิกตาย ได้รับบทเรียนหนึ่งครั้งก็ย่อมฉลาดขึ้นหนึ่งส่วน ในเมื่อเจียงอวิ๋นถึงกับบอกว่าหอชิวฮวาแห่งนี้ไม่ธรรมดา เขาก็ไม่กล้าที่จะประมาทเลินเล่อ
อสูรต้องฆ่า แต่ก็ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนลงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกจอมอสูรตนอื่นจับตามองอีก นั่นจึงจะไม่คุ้มค่า
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม หยางเชียนก็ได้สัมผัสกับเล่ห์เหลี่ยมของอสูรจิ้งจอกจริงๆ ระหว่างพูดคุยเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับสามารถปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ของผู้ชายให้ลุกโชนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ช่างร้ายกาจนัก
กลับเป็นเจียงอวิ๋นที่ดูเหมือนจะไม่ได้ป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย เขากำลังสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับมัน
นี่มัน... หยางเชียนรู้สึกสับสนอย่างมาก
นี่มันแตกต่างจากความเข้าใจของเขาโดยสิ้นเชิงที่ว่าอสูรร้ายกับผู้บำเพ็ญเพียรสำนักเซียนนั้นเป็นดั่งไฟกับน้ำ ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
[จบแล้ว]