- หน้าแรก
- จบสอบเอ็นท์ปุ๊บ ดาวโรงเรียนคนสวยก็มาดักรอเรียกผมว่าพ่อ
- บทที่ 23 พวกเธอเริ่มย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ?
บทที่ 23 พวกเธอเริ่มย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ?
บทที่ 23 พวกเธอเริ่มย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ?
บทที่ 23 พวกเธอเริ่มย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ?
คำพูดของเสิ่นเมิ่งเยาทำเอาทั้งซูเฉินและเหวินฉีฉีถึงกับชะงักไปตามๆ กัน
ซูเฉินเผยรอยยิ้มขณะลอบมองเหวินฉีฉี หากเสิ่นเมิ่งเยาพักที่นี่ เขาก็คงต้องเป็นฝ่ายจากไป เขาอยากรู้นักว่าเธอจะตอบกลับเรื่องนี้อย่างไร
เหวินฉีฉีคาดไม่ถึงว่าเพื่อนสนิทจะขอแบบนี้ เธออยากจะอธิบายความจริงออกไป ทว่าคำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ ถึงแม้ในวันแรกเธอจะบอกซูเฉินว่าเรื่องที่เขาพักที่นี่จะเป็นเพียงครั้งเดียว แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเขากลับใช้ชีวิตอยู่ที่นี่โดยที่เธอไม่ได้คัดค้านอะไร เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
ลึกๆ ในใจ เหวินฉีฉีเองก็เริ่มไม่ยากให้ซูเฉินเป็นฝ่ายจากไป
เสิ่นเมิ่งเยาซึ่งกำลังเล่นอยู่กับพวกเจ้าตัวเล็กอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบรับจึงถามย้ำอีกครั้ง "เหวินฉีฉี ฉันนอนเตียงเดียวกับเธอก็ได้นะ ฉันเองก็อยากจะสัมผัสความสุขเวลาได้อยู่กับเด็กๆ เหมือนกัน"
เหวินฉีฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปฏิเสธในที่สุด "เกรงว่า... คงจะไม่สะดวกน่ะ" พูดจบ สายตาของเธอก็เหลือบไปมองซูเฉิน ใบหน้าเนียนเริ่มมีสีระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
เสิ่นเมิ่งเยาหันมองด้วยความฉงน "ทำไมล่ะ? เมื่อก่อนฉันก็มานอนค้างกับเธอตั้งบ่อยไม่ใช่เหรอ?" คำว่า 'เมื่อก่อน' ที่เธอพูดถึง หมายถึงช่วงเวลาก่อนที่เหวินฉีฉีจะยื่นเรื่องลาพักการเรียนไปนั่นเอง
"เมื่อก่อนมันไม่เหมือนตอนนี้เสียนหน่อย..." เธอจะอธิบายได้อย่างไรว่าเหตุใดซูเฉินถึงมาพักอยู่ที่นี่? แล้วทำไมจู่ๆ ตาบ้านี่ถึงเอาแต่เงียบกันนะ? เหวินฉีฉีเริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
เมื่อได้ยินเหวินฉีฉีเอ่ยปฏิเสธ มุมปากของซูเฉินก็หยักยิ้มขึ้นมาด้วยความพอใจ เขาจึงช่วยสำทับไปว่า "จริงด้วยครับ คงจะไม่สะดวกจริงๆ นั่นแหละ"
เสิ่นเมิ่งเยาเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้จนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "พวกเธอสองคน... อย่าบอกนะว่าย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้ว?"
เหวินฉีฉีก้มหน้านิ่งเงียบด้วยความเขินอายจนไม่กล้าตอบคำถาม โชคดีที่เสิ่นเมิ่งเยาไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบ "ก็นะ พวกเธอมีโซ่ทองคล้องใจกันแล้ว การจะอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติ" เธอเอ่ยพึมพำอย่างห่อเหี่ยว "โธ่ น่าเสียดายจังเลยเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย พี่สาวคนนี้คงอยู่ค้างด้วยไม่ได้เสียแล้ว"
จนกระทั่งป้าหลี่จัดโต๊ะอาหารเสร็จและเรียกทุกคนมาทานข้าว เสิ่นเมิ่งเยาถึงได้หลุดออกจากความเศร้าสร้อย "จริงด้วย ได้เวลากินแล้ว! ฉันหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้วเนี่ย"
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหารและเห็นกับข้าวสี่อย่างซุปหนึ่งอย่าง ดวงตาของเสิ่นเมิ่งเยาก็เป็นประกายทันที "ซูเฉิน อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี้นายเป็นคนทำ?" เธอจำได้ว่าตอนก้าวเข้ามาในบ้านเห็นซูเฉินสวมผ้ากันเปื้อนอยู่ โดยมีป้าหลี่เป็นคนดูแลเด็กๆ
บนโต๊ะมีทั้งหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง เนื้อส่วนอกตุ๋นมันฝรั่ง มันฝรั่งผัดเส้น พริกเขียวผัดไข่ และซุปแตงกวาใส่ไข่เยี่ยวม้า กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูกทำเอาเสิ่นเมิ่งเยาต้องลอบกลืนน้ำลาย
เหวินฉีฉีสังเกตเห็นว่าตั้งแต่เสิ่นเมิ่งเยาเข้ามาในบ้าน เพื่อนคนนี้เอาแต่เอ่ยชมซูเฉินไม่ขาดปาก ปกติแล้วเสิ่นเมิ่งเยาเป็นคนที่มีมาตรฐานสูงมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหนุ่มๆ ในมหาวิทยาลัยมาตามจีบเธอมากมายแต่ก็ไม่มีใครเข้าตาเลยสักคน ทว่าตอนนี้ หากซูเฉินไม่ใช่พ่อของลูกๆ เธอคงจะรุกจีบเขาอย่างไม่ลังเลแน่ เหวินฉีฉีรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก "ใช่ค่ะ ทั้งหมดนี้ซูเฉินเป็นคนลงมือเอง"
"ฉันขอชิมหน่อยนะ"
เพียงแค่คัดมันฝรั่งผัดเส้นเข้าปากคำแรก ดวงตาของเสิ่นเมิ่งเยาก็เบิกกว้าง พอตามด้วยพริกเขียวผัดไข่เธอก็เริ่มหยุดไม่อยู่ และเมื่อได้ชิมเนื้อตุ๋นมันฝรั่ง เสิ่นเมิ่งเยาก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่ถือตัวพลางคว้าถ้วยข้าวตรงหน้ามาถือไว้ทันที คำสุดท้ายที่ลองชิมหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงทำเอาเธอแทบจะกรีดร้องออกมา นี่มันรสชาติระดับเทพเจ้าชัดๆ!
เหวินฉีฉีมองท่าทางเคลิบเคลิ้มของเพื่อนสาวพลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เป็นยังไงบ้าง อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?"
แม้แต่ป้าหลี่เองก็เริ่มเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ "ป้าขอชิมด้วยคนนะจ๊ะ" พูดจบป้าหลี่ก็นั่งลงร่วมวงด้วย เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ป้าหลี่ก็นิ่งเงียบไปเหมือนเสิ่นเมิ่งเยาไม่มีผิด เหวินฉีฉีมองทั้งสองคนด้วยความงุนงงก่อนจะตัดสินใจนั่งลงร่วมโต๊ะบ้าง
ซูเฉินเดินออกมาหลังจากกล่อมเจ้าตัวเล็กเสร็จ เขาเห็นเสิ่นเมิ่งเยากำลังก้มหน้าก้มตาทานอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนป้าหลี่เองก็นิ่งขรึมตั้งหน้าตั้งตาทานอย่างจริงจัง แม้แต่เหวินฉีฉีที่ปกติจะทานช้าๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะวางตะเกียบลงเลย 'มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?' ตอนทำเสร็จเขาก็ยังไม่ได้ชิมรสชาติเลยเสียด้วย
ซูเฉินจึงนั่งลงและลองชิมดูบ้าง พอกินเข้าไปคำแรกเขาก็ต้องตกใจ รสชาติมันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ระบบไม่ได้โกหกเขาเลย
ตลอดทั้งมื้ออาหารไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยจนกระทั่งเหลือน้ำซุปเพียงก้นถ้วย เสิ่นเมิ่งเยาเงยหน้าขึ้นมาพลางเรอออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปถามเหวินฉีฉี "เหวินฉีฉี นายซูเฉินเนี่ยนะเป็นคนทำจริงๆ?"
เหวินฉีฉีพยักหน้ารับ แววตาของเธอส่องประกายแห่งความยินดีออกมาเล็กน้อย เธอรู้ว่าเมื่อเช้าซูเฉินทำอาหารได้ดีแต่นั่นก็เป็นเพียงเมนูผักธรรมดาๆ สองอย่าง เธอไม่คิดว่าฝีมือเขาจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะหมูสามชั้นตุ๋นและเนื้อตุ๋นมันฝรั่งซึ่งเป็นเมนูที่ทำให้รสชาติเข้าเนื้อได้ยากที่สุด ไม่คิดเลยว่าซูเฉินจะทำออกมาได้เลิศรสขนาดนี้ ป้าหลี่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย "รสชาติยอดเยี่ยมจริงๆ จ้ะ"
เสิ่นเมิ่งเยาถึงกับกระโดดตัวลอย "ไม่ใช่แค่ดีนะ แต่มันอร่อยสุดยอดไปเลยต่างหาก!"
"ฉันน่ะตะลอนกินของอร่อยมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเจอที่ไหนรสชาติดีเท่านี้มาก่อนเลย! ไข่ก็ผัดได้พอดีเป๊ะ เนื้อตุ๋นมันฝรั่งก็นุ่มละมุนลิ้น ส่วนหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงนี่ก็ไม่เลี่ยนเลยสักนิด แทบจะละลายในปากอยู่แล้ว!"
"เหวินฉีฉี บอกมาเดี๋ยวนี้นะ เธอไปคว้าผู้ชายที่เป็นดั่งขุมทรัพย์ล้ำค่าแบบนี้มาจากไหนกัน?" ยังไม่ทันที่เหวินฉีฉีจะได้อ้าปากตอบ เธอก็หันไปมองซูเฉินแล้วพูดทีเล่นทีจริงว่า "ฉันเองก็อยากได้แบบนี้สักคนเหมือนกันนะ!"
เหวินฉีฉีหัวเราะร่า "เดี๋ยวเธอก็หาได้เองแหละจ้ะ"
เสิ่นเมิ่งเยาหัวเราะรับ "นั่นสิ ฉันเองก็น่าจะหาได้เหมือนกัน... เอาละ ฉันไปเล่นกับพวกเจ้าตัวเล็กต่อดีกว่า!"
หลังจากเสิ่นเมิ่งเยาเดินเลี่ยงออกไป เหวินฉีฉีและซูเฉินก็สบตากันเนิ่นนาน ต่างคนต่างไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี เวลาล่วงเลยไปจนดึกมากแล้ว เหล่าเจ้าตัวเล็กเองก็เริ่มจะเข้าสู่นิทรากันหมดแล้ว...