- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นไอดอล
- บทที่ 207 - เขียนนิยายข่มขวัญ
บทที่ 207 - เขียนนิยายข่มขวัญ
บทที่ 207 - เขียนนิยายข่มขวัญ
แต่ละคน ไม่เคยเห็นการซ้อมกันหรือไง
คนอื่นก็แล้วไปเถอะ แต่อวี๋เหวยยังเห็นเมิ่งหานยืนอยู่ในกลุ่มคนดู มองเขาด้วยความสนใจ
ฉือเล่ออิ๋งกับเซินอวี่ถงก็มองอยู่เหมือนกัน แต่เซินอวี่ถงนี่เกินไปหน่อย เหมือนจะใช้มือถือถ่ายด้วย...
สื่อข้อมูลมือหนึ่งเกี่ยวกับอวี๋เหวยแบบนี้ เธอต้องส่งให้เพื่อนสนิทดูก่อนอยู่แล้ว เหมือนคราวที่แล้วที่ฉีลั่วอันส่งคลิป 《พันธสัญญาดอกท้อ》 เวอร์ชันแสดงสดให้เธอนั่นแหละ
เวลานั้นเป็นอย่างไร เวลานี้ก็เป็นอย่างนั้น
จริงๆ แล้วในฐานะเพื่อน พวกเธอรู้สถานการณ์ที่อวี๋เหวยกำลังเผชิญอยู่ดี เพราะชื่อเสียงของเขาโด่งดังเกินไป ทำให้ทุกคนอยากจะลองหยั่งเชิงดู
ไม่มีอะไรต้องพูดมาก แค่ร้องก็จบ นี่คือสิ่งที่อวี๋เหวยถนัดที่สุด ไม่มีอะไรจะทำให้คนพวกนี้ตระหนักได้ดีไปกว่าเพลงเพลงหนึ่ง ว่าอวี๋เหวยก็คืออวี๋เหวยอยู่วันยังค่ำ
ไฟในห้องซ้อมยังเปิดไม่ครบ มีเพียงสปอตไลท์ไม่กี่ดวงสาดส่องลงบนพื้นเวทีอย่างไม่ตั้งใจ ทีมงานยังคงปรับแต่งอุปกรณ์ สายไฟระโยงระยางอยู่ที่ขอบเวที
อวี๋เหวยย่อมเข้าใจหลักการนี้ดี แค่ร้องก็จบ
เขากระแอมเบาๆ แล้วเริ่มฮัมท่วงทำนองท่อนอินโทรของเพลง 《อาทิตย์อุทัย》
การซ้อมไม่มีดนตรีประกอบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นเพลงใหม่ของอวี๋เหวย ที่เขาฮัมท่อนอินโทรก็เพื่อให้วงดนตรีจดจำได้ง่ายขึ้น
แต่ในหูของคนที่มุงดูอยู่ อวี๋เหวยเหมือนเครื่องดนตรีที่มีชีวิต แค่ฮัมเบาๆ เสียงยังเป๊ะขนาดนี้ นี่ถือเป็นการข่มขวัญพวกเขาตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว
"ต่อให้โชคชะตาจะต้องระหกระเหินร่อนเร่
ต่อให้โชคชะตาจะคดเคี้ยวและแปลกประหลาด
ต่อให้โชคชะตาจะข่มขู่ว่าชีวิตไร้รสชาติ"
เนื้อเพลงท่อนนี้พวกเขาเคยเห็นในนิยายของอวี๋เหวยมาแล้ว แต่พอได้ยินกับหู มันกลับเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง
เพราะเขาร้องเป็นภาษากวางตุ้ง...
ในนิยายของอวี๋เหวยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักคำ ท่านประธานเค่อร้องเพลง พวกเขาเกือบจะนึกว่าเป็นเสียงกระซิบจากบรรพกาล ใครจะไปคิดว่า 《อาทิตย์อุทัย》 จะเป็นเพลงกวางตุ้ง
ในเมื่อตั้งใจจะร้อง 《อาทิตย์อุทัย》 แล้ว แน่นอนว่ารสชาติของภาษากวางตุ้งย่อมถูกต้องที่สุด ภาษากวางตุ้งก็เป็นภาษาถิ่น จีนชนิดหนึ่ง การร้องเพลงกวางตุ้งในโอกาสแบบนี้ ทั้งเจตนาสวรรค์และความต้องการของประชาชนล้วนตรงกัน เหมาะสมอย่างที่สุด
อีกอย่างเนื้อเพลงเพลงนี้เข้าใจง่าย ถือว่าอุปสรรคทางภาษาค่อนข้างน้อย
"เขาร้องเพลงกวางตุ้งเป็นด้วยเหรอ"
ฉือเล่ออิ๋งดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะดูเหมือนอวี๋เหวยจะเป็นคนแถบที่ราบภาคกลาง
"เขาร้องเพลงภาษาต่างประเทศได้ เพลงกวางตุ้งก็คงไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง ยังไงก็ภาษาจีนเหมือนกัน ไม่แปลกหรอก"
ได้ยินคำบ่น ฉือเล่ออิ๋งค่อยๆ หันกลับมา พอเห็นว่าเป็นเซินอวี่ถงเธอก็แปลกใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเธอไม่เคยคุยกันเลย นี่เป็นครั้งแรก
"เคยได้ยินมาบ้าง"
ถึงแม้รายการเทปที่อวี๋เหวยร้องเพลงญี่ปุ่นจะยังไม่ออกอากาศ แต่ฉือเล่ออิ๋งก็พอรู้ข่าววงในมาบ้าง ก่อนมารายการเธอทำการบ้านมาพอสมควร
เทปที่เก้าดูเหมือนเขาจะร้องเพลงญี่ปุ่นออกมาเพลงหนึ่ง
"เดี๋ยวก็ชิน เขาใช้ภาษาฝรั่งเศสจีบสาวเป็นด้วยนะ"
เรื่องโปสการ์ดนี่เซินอวี่ถงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะถามออกมาได้ แต่ในเวลานี้ ที่เธอพูดถึงเรื่องนี้ก็เพื่อพูดแทนฉีลั่วอัน...
ฉือเล่ออิ๋งทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคนี้ หันกลับไปมองเวทีฟังเพลงต่อ
"อย่าเสียน้ำตา อย่าโศกเศร้า และยิ่งไม่ควรละทิ้ง
ฉันปรารถนาจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป"
เสียงเพลงก้องกังวานอยู่ในห้องแสดงที่ว่างเปล่า ไม่มีไมโครโฟน ไม่มีเครื่องเสียง แต่กลับชัดเจนและทรงพลัง
พูดตามตรง เมิ่งหานตกใจนิดหน่อย เขาพูดกวางตุ้งเป็น การออกเสียงของอวี๋เหวยมาตรฐานมาก โดยเฉพาะเสียงพยัญชนะสะกดในคำว่า "หมุนวนเวียน" คนต่างถิ่นหลายคนออกเสียงไม่ชัด
"น้องอวี๋นี่ซ่อนของดีไว้จริงๆ"
ในที่นี้มีคนพูดกวางตุ้งเป็นภาษาแม่หลายคน การร้องเพลงกวางตุ้งต้องเข้าใจ "เก้าเสียงหกวรรณยุกต์" ของภาษากวางตุ้ง วรรณยุกต์ส่งผลต่อความหมายของเนื้อร้องโดยตรง เวลาเร้องเพลงต้องระวังเรื่องระดับเสียงเป็นพิเศษ
การออกเสียงของอวี๋เหวยชัดเจนและหนักแน่น คำลงท้ายสัมผัสคล้องจองเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะคำตาย ที่ออกเสียงได้สั้นกระชับและแม่นยำ เห็นได้ชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก
เพลงยังร้องไม่ทันจบ อวี๋เหวยก็ใช้ทักษะนี้พิชิตใจคนในที่นั้นไปได้หลายคน แค่ความขยันหมั่นเพียรนี้ ก็สมควรแล้วที่เขาจะดัง!
เมื่อเพลงเข้าสู่ท่อนฮุก เสียงของอวี๋เหวยก็ยิ่งเร้าใจและทรงพลังมากขึ้น
เขาไม่ได้ใช้เทคนิคการร้องที่ซับซ้อนใดๆ อารมณ์ความรู้สึกพรั่งพรูออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากร้องเพลง 《พรุ่งนี้จะดีขึ้น》 จบ อวี๋เหวยรู้สึกได้ชัดเจนว่าลีลาการแสดงบนเวทีของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก
ทุกคนดูเหมือนจะได้ยินเสียงสั่นเครือเหมือนคนสะอื้นไห้ ซึ่งเป็นรายละเอียดของอารมณ์ที่จะแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อร้องสดเท่านั้น
ทักษะการร้องไร้ที่ติ ภายใต้แสงไฟง่ายๆ ในห้องซ้อม วิธีการแสดงที่เปิดเผยเนื้อแท้แบบนี้กลับมีพลังที่สั่นสะเทือนจิตใจ
"เดี๋ยวนี้มีนักร้องน้อยคนนักที่จะกล้าร้องสดต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ โดยเฉพาะเพลงกวางตุ้ง" นักร้องอาวุโสที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งหานกระซิบ
"ต้องใช้ความมั่นใจและความเข้าใจในบทเพลงอย่างลึกซึ้ง การร้องของเขาไม่ได้จงใจโชว์เทคนิค แต่เทคนิคยังคงอยู่ในระดับสุดยอด และยังทำให้คนฟังรับรู้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงได้ด้วย"
เมิ่งหานยิ้มอย่างรู้ใจ ราวกับว่าตัวเองเป็นคนถูกชมซะเอง
"น้อยครั้งนะที่จะเห็นนายชมใครแบบนี้ เหล่าหลิน"
ชื่อของหลินผู่เหยียนในวงการเพลงถือว่าโด่งดังมาก ต่างจากเมิ่งหานที่ชอบความท้าทาย คนนี้ขึ้นชื่อเรื่องคำวิจารณ์ที่เผ็ดร้อน เป็น "พี่ชายนักให้คะแนนแห่งวงการบันเทิงจีน" ตัวจริง
"ใครที่ชนะตาแก่นั่นได้ ฉันให้คะแนนเต็มตลอดแหละ"
เมิ่งหานยิ้มไม่พูดอะไร คนนี้มีแค้นกับเฉินผิง เห็นอวี๋เหวยก็เหมือนเห็นผู้มีพระคุณ
เขาแพ้เฉินผิงแค่ครั้งเดียวยังจำฝังใจมาจนถึงตอนนี้ ส่วนคนนี้โดนจับตัวไปถึงสี่ครั้ง เป็นเบ้งเฮ็กของจริง จะไม่แค้นได้ไง
ศัตรูเก่าตายไปยี่สิบปีแล้วยังโดนเด็กรุ่นหลังขุดขึ้นมาเฆี่ยนตี แค่คิดก็สะใจแล้ว...
"ชั่วชีวิตหมุนวนเวียน จะมองเห็นชัดเจนได้อย่างไร
ยามสับสนฉันก็เคยลองนั่งอยู่มุมหนึ่งเหมือนไร้คนช่วยเหลือ"
เมื่อเพลงเข้าสู่ท่อนไคลแมกซ์ ระดับเสียงของอวี๋เหวยก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่การตะโกนอย่างหยาบกระด้าง แต่เป็นการระเบิดพลังที่เต็มไปด้วยการควบคุม
นอกจากทักษะการร้องแล้ว เพลงของอวี๋เหวยเพลงนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ท่วงทำนองย้อนยุคแต่ไม่เชย เนื้อเพลงปลุกใจและมุ่งมั่น เต็มไปด้วยพลังที่ให้กำลังใจ เมิ่งหานชอบสไตล์แบบนี้มาก
รู้สึกว่างานคอนเสิร์ตครั้งนี้จะโดนเขาข่มอีกแล้วสิ...
โชคดีที่เพลงของเมิ่งหานเป็นธีมรำลึกความหลัง ถูกจัดให้อยู่ในองก์แรก ไม่ชนกับอวี๋เหวย
"เหล่าหลิน นายก็ร้องเพลงให้กำลังใจเหมือนกันนี่ มีความมั่นใจจะสู้หน่อยไหม"
"ไสหัวไป อยากเห็นฉันขายหน้าล่ะสิ"
การที่หลินผู่เหยียนเปิดปากด่าก็บอกอะไรได้มากแล้ว เมิ่งหานยิ้มไม่พูดอะไร ดูท่าทางเขาคงไม่มีความมั่นใจจริงๆ
การร้องเพลงใหม่ในงานคอนเสิร์ตดนตรีแม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเพลงดีพอ อิทธิพลจากการเปิดตัวเพลงใหม่ก็จะมหาศาลมาก
เพลง 《อาทิตย์อุทัย》 ของอวี๋เหวยเห็นได้ชัดว่าอยู่ในข่ายนั้น คนในที่นี้คงมีไม่กี่คนที่รับมือท่าไม้ตายนี้ของเขาได้
อย่างน้อยในองก์ที่สองของงานกาล่า เขาคงกดทุกคนได้อยู่หมัด
เมื่อการร้องเพลงของอวี๋เหวยจบลง ภายในห้องซ้อมก็เกิดความเงียบงันไปหลายวินาที ก่อนจะมีเสียงปรบมือที่จริงใจดังขึ้น
ไม่ดูไม่รู้พอดูแล้วตกใจ คนคนนี้ไม่ใช่นักร้องในห้องอัด แต่เป็นเทพสงครามออฟไลน์ ตัวจริงเสียงจริง การร้องสดนิ่งจนน่ากลัว
การร้องสดเต็มรูปแบบในงานคอนเสิร์ตดนตรีถือว่าเป็นเวทีที่สร้างมาเพื่ออวี๋เหวยโดยเฉพาะ ขนาดซ้อมยังขนาดนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่าตอนแสดงจริงจะสุดยอดขนาดไหน
เสียงปรบมือจากทางวงดนตรีดังเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าพวกเขายอมรับเพลงนี้แล้ว ระดับนี้ จะให้พูดอะไรอีกล่ะ พวกเขาก็แค่เริ่มซ้อมกันใหม่จากศูนย์ก็จบ
"สมกับเป็นอาจารย์อวี๋น้อย"
สวีซีเหนียนเดินเข้ามาตบไหล่เขา "ผมฟังภาษากวางตุ้งไม่ออก แต่เพลงของคุณผมเหมือนจะฟังเข้าใจทุกคำเลย เทพจริงๆ"
อวี๋เหวยพยักหน้าตอบรับตามมารยาท แม้ท่าทางอีกฝ่ายจะดูจริงใจ แต่คำเยินยอแบบนี้เชื่อถือไม่ได้ โดยเฉพาะในโอกาสแบบนี้
เขาลงจากเวทีตั้งใจจะไปคุยเล่นกับเมิ่งหาน พอดีเห็นซ่งซูเดินคอตกออกไป ไม่กล้าหน้าด้านมารบกวนอีก ดูท่าคงรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่ควรตอแย
"มิน่าล่ะอายุน้อยขนาดนี้ถึงมีห้องพักส่วนตัว เจริญหูเจริญตาจริงๆ เสี่ยวอวี๋"
กู้หนิงเยว่กลับไม่หวงคำชมเลย "ต่างจากพวกแก่แล้วแต่ยังไม่ได้รับเชิญบางคนลิบลับ"
ขนาดนี้ยังโยงไปด่าได้อีก ไม่ธรรมดาจริงๆ เธอแค้นมากสินะ...
อวี๋เหวยถือโอกาสตอนคุยกับเมิ่งหาน ทักทายแขกในห้องพักส่วนตัวคนอื่นๆ ที่เขาพลาดไปเมื่อสักครู่ด้วย
รุ่นพี่พวกนี้เขารู้จัก การข้ามเวลามาก็ต้องชดเชยข้อมูลที่ขาดหายไปสิ เขาไม่ได้โง่นะ กลุ่มคนเมื่อเช้านี้เป็นเพราะไม่ดังพอต่างหาก
พออวี๋เหวยร้องเพลงจบทุกคนก็แยกย้ายกันไป การซ้อมของคนอื่นไม่มีอะไรน่าดู
แต่อวี๋เหวยกลับไม่ไป เขาเดินตรงไปหาที่นั่งด้านล่างเวทีแล้วเริ่มปั่นงานตรงนั้นเลย
แหงล่ะ เขาจะยอมให้ดูฟรีๆ ได้ไง
เรื่องแบบนี้ต้องเอาคืนให้คุ้ม เขาไม่เคยเห็นคนซ้อมเยอะขนาดนี้มาก่อน ถือซะว่ามาเปิดหูเปิดตาดูความหลากหลายของวงการบันเทิงจีน
การกระทำของอวี๋เหวยทำเอาคนอื่นไปไม่เป็น การเดินคิวมีอะไรน่าดู
เดิมทีพวกเขาก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ ดาราชินกับการถูกจับจ้องอยู่แล้ว แต่ประเด็นคืออวี๋เหวยดันนั่งปั่นงานอยู่ด้วย บรรยากาศมันแปลกเกินไป
เป็นดารามาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นใครมานั่งเขียนนิยายในที่ซ้อม...
อวี๋เหวยก้มหน้าปั่นงานบ้าง เงยหน้าดูศิลปินซ้อมบ้าง ถือว่าเป็นการกระตุ้นความคิดเปลี่ยนบรรยากาศ
แต่ในสายตาของศิลปินบนเวที มันกลับเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เงยหน้าดูแล้วก็เขียน เขาไม่ได้กำลังจดบัญชีหนังหมา อยู่จริงๆ ใช่ไหม
คงไม่ได้จะเอาเรื่องเปิ่นๆ ตอนซ้อมของพวกเขาไปเขียนลงในหนังสือหรอกนะ อวี๋เหวยเอาเรื่องในวงการบันเทิงไปเขียนในหนังสือไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้จะใช่หรือเปล่า
คนอ่านเขาเยอะขนาดนั้น ถ้าโดนเขียนลงไปจริงๆ คงโดนล้อไปอีกหลายปี โดนจดแบบนี้ ใครจะไม่กลัวบ้าง
เดิมทีพวกเขาก็เกร็งอยู่แล้ว พออวี๋เหวยดูไปเขียนไปยิ่งทำให้เกร็งเข้าไปใหญ่ ยิ่งเกร็งยิ่งพลาด ยิ่งพลาดยิ่งกลัวโดนจด...
มาเป็นผู้คุมสอบหรือไง
อวี๋เหวยตั้งใจปั่นงานเกินไป จนทำให้ทุกคนขวัญผวา ส่งผลให้ความคืบหน้าของการซ้อมในช่วงบ่ายช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้จัดงานย่อมรู้สาเหตุ แต่พอลองคิดดูดีๆ นี่มันเป็นเรื่องดีนะ มีอวี๋เหวยเป็น "ผู้คุมสอบ" คอยจ้องอยู่ ถึงศิลปินจะพลาดบ่อย แต่ก็ตั้งใจกันมาก
มองในระยะยาว การที่มีอวี๋เหวยมานั่งเขียนหนังสือข่มขวัญอยู่ข้างๆ ประสิทธิภาพการซ้อมกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ท่าเดินที่เดิมทีต้องซ้อมหลายรอบ ตอนนี้รอบเดียวก็จำได้แล้ว
ไม่ใช่แค่จำได้ การซ้อมช่วงนี้มันทรมานเกินไป เรียกว่าฝังใจเลยจะดีกว่า
การซ้อมเสร็จสิ้นลงตอนใกล้ค่ำ อวี๋เหวยไม่ได้รีบกลับ แต่เดินไปขอบคุณทีมงานทีละคน ตั้งแต่ผู้กำกับดนตรีไปจนถึงทีมงานทั่วไป
เขาเป็นพยานรู้เห็นความยุ่งของทีมงานเบื้องหลังเหล่านี้ตลอดทั้งกระบวนการ เมื่อเทียบกับดาราที่นั่งสบายๆ ในห้องพักแล้ว พวกเขาเหล่านี้สมควรได้รับคำขอบคุณมากกว่าแน่นอน
การกระทำที่ใส่ใจนี้ทำเอาคนอื่นตกใจกันหมด ที่เขาว่าอวี๋เหวยเป็นขวัญใจมหาชน ดูท่าจะไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย การเข้าถึงมวลชนแบบนี้ พวกเขาคงต้องเรียนรู้อีกเป็นปี...
ต่อให้เป็นการสร้างภาพ แต่นี่ก็เป็นมุมมองที่พวกเขาคาดไม่ถึง ต่อให้สร้างภาพ แต่ถ้าแกล้งทำได้ตลอดชีวิต นั่นก็คือสุภาพบุรุษตัวจริง
"อาจารย์อวี๋น้อย ไปกินข้าวด้วยกันไหมครับ ทุกคนจะไปรวมตัวกัน"
ก่อนแยกย้าย สวีซีเหนียนเอ่ยปากชวนอวี๋เหวยไปกินข้าวด้วยตัวเอง นี่คืองานเลี้ยงที่เป็นทางการ ศิลปินส่วนใหญ่จะไปกัน ถือเป็นการขยายวงสังคมจากงานคอนเสิร์ต
"ไม่ไปครับ ผมมีธุระ"
งานเลี้ยงทางการแบบนี้จริงๆ ก็โอเค แต่อวี๋เหวยมีธุระจริงๆ
"ธุระอะไรสำคัญกว่ากินข้าวอีกครับ"
ทุกคนเริ่มสงสัย อวี๋เหวยคุมสอบพวกเขามาทั้งบ่าย ทำให้พวกเขาตอนนี้ยังขวัญผวาอยู่ ถ้าข้ออ้างฟังไม่ขึ้น พวกเขาไม่ยอมนะ
"ไปอัดเพลงครับ อัดเพลงฉบับร่างเอาไปป้อนให้ AI ใช้แข่ง"
เมื่อตอนเที่ยงอวี๋เหวยเขียนเรื่องสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรของเจียงซือเหิง เพลงยังไม่ได้อัดเลย จะไม่ยุ่งได้ไง
สวีซีเหนียนและคนอื่นๆ ได้ยินแล้วก็อึ้ง จนป่านนี้คุณยังเรียกว่าฉบับร่างอีกเหรอ
ฉบับร่างบ้านใครมันจะดังขนาดนั้น
คนธรรมดากินได้ตลอดชีวิต เอามาให้คนในที่นี้สักเพลง พวกเขาก็มีเพลงหากินได้เพลงหนึ่งแล้ว
เพลงดีขนาดนี้ เอาไปป้อนให้ AI เนี่ยนะ ล้างผลาญจริงๆ!
ฟันกรามแทบจะขบจนแตกแล้ว
(จบแล้ว)