- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นไอดอล
- บทที่ 16 - รายการวาไรตี้อยู่ร่วมกัน ตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 16 - รายการวาไรตี้อยู่ร่วมกัน ตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 16 - รายการวาไรตี้อยู่ร่วมกัน ตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 16 - รายการวาไรตี้อยู่ร่วมกัน ตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ
หนังสือเล่มแรกที่อวี๋เหวยเซ็นสัญญาคือแนววาไรตี้
ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจเลยว่าพล็อตเรื่องหรือเทมเพลตคืออะไร คิดอะไรได้ก็เขียนไปอย่างนั้น ผลคือนิยายส่วนบันเทิงเละเทะไปหมด แต่แขกรับเชิญสองสามคนกลับมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น
ต่อมาเขาเรียนรู้ที่จะเขียนตามแนวทางของนิยายยอดนิยม พยายามใส่เอฟเฟกต์รายการวาไรตี้เข้าไปทุกรูปแบบ แต่กลับเขียนออกมาไม่ได้ความรู้สึกแบบนั้นแล้ว
เพื่อให้ตัวเอกได้โชว์เทพ แขกรับเชิญคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเปลือกที่ไร้วิญญาณ อ่านแล้วไม่มีรสชาติ ทิ้งไปก็น่าเสียดาย
นางเอกสาวสวยใสซื่อหนึ่งคน นางรองร่าเริงแต่ไร้สมองหนึ่งคน นางร้ายขี้อิจฉาหนึ่งคน บวกกับแขกรับเชิญชายที่เป็นตัวประกอบเพื่อส่งเสริมพระเอกสองสามคน โอเค นิยายวาไรตี้หนึ่งเล่มก็เสร็จสมบูรณ์
เขียนไปเขียนมาอวี๋เหวยก็แทบจะเชื่อแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงแขกรับเชิญชายที่เป็นตัวประกอบเลย ในความเป็นจริงจะมีดาราหญิงสาวสวยใสซื่อเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร คนที่สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตามอวี๋เหวยก็ไม่ได้คิดที่จะไปสร้างเรื่องอะไร วงการบันเทิงน้ำลึกนะ เขาควบคุมไม่ได้หรอก ถือว่าเป็นการออกไปเก็บข้อมูลก็แล้วกัน
การอนุมัติของบริษัทลงมาอย่างรวดเร็ว เร็วซะจนมีความรู้สึกเหมือนกับว่ารอคอยมานาน
เดิมทีฉีหยวนจะไปก็เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว แต่ผลคือกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน ถึงแม้จะไม่ถือว่าผิดสัญญา แต่ทางทีมงานรายการก็คงจะอธิบายลำบาก
ตอนนี้ดีแล้ว มีอวี๋เหวยที่ดูดีกว่า เขาไปออกรายการก็ดีกว่าแผนเดิมเสียอีก ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน
อวี๋เหวยกำลังอยู่ในกระแส มีประเด็นให้พูดถึง ทางทีมงานรายการก็ยินดีรับ
ในแง่หนึ่ง การมาแทนที่ครั้งนี้ถือว่าวิน-วินทั้งสามฝ่าย บริษัท อวี๋เหวย และทีมงานรายการไม่มีใครขาดทุน ทุกคนมีความสุขคือสิ่งที่ดีที่สุด
ถ้าอย่างนั้นใครล่ะที่ขาดทุน
"พี่หลิว รายการวาไรตี้นี้ทำอะไรเหรอ"
การบันทึกรายการวาไรตี้ใกล้เข้ามาแล้ว แต่อวี๋เหวยเพิ่งจะได้รับแจ้งกะทันหัน เขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรายการเลย เขาหวังแค่ว่าคงจะไม่ใช่รายการที่ทุกคนมีอาการทางประสาทเหมือนฮวาเช่าซีซั่นสอง
"เหมือนจะเป็นเรียลลิตี้โชว์ที่ดาราสองสามคนมาอยู่ร่วมกัน"
"อยู่ร่วมกัน"
ตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ ต่อให้วงการบันเทิงของโลกนี้จะเจริญรุ่งเรืองขนาดไหนก็ไม่น่าจะโหดขนาดนี้ เขาเขียนนิยายยังไม่กล้าเขียนแบบนี้เลย
"แบบเช่าบ้านอยู่ด้วยกันน่ะ คิดอะไรอยู่"
หลิวหนิงมองเขาด้วยสายตาดูถูก แล้วก็หาข้อมูลแนะนำรายการให้เขาดู
เฮ้อ เช่าบ้านอยู่ด้วยกันเหรอ งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว
《HELLO เพื่อนร่วมห้อง》 เรียลลิตี้โชว์ดาราที่เน้นไปที่ชีวิตการเช่าบ้านอยู่ร่วมกันของคนหนุ่มสาวในเมือง
รายการตั้งฉากอยู่ในบ้านสไตล์ตะวันตกหลังหนึ่ง มีเจ้าของบ้านหนึ่งคน ผู้เช่าประจำหกคน และยังมีแขกรับเชิญที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนอีก มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกันของคนหนุ่มสาวในเมือง
ครั้งนี้อวี๋เหวยต้องรับบทเป็นแขกรับเชิญ หรือก็คือผู้เช่าคนที่เจ็ดชั่วคราว
คนที่เจ็ด ทำไมไปไหนเขาก็เป็นคนที่เจ็ดตลอดเลย เจตจำนงของเลขเจ็ดเหรอ
รายการวาไรตี้สังเกตการณ์ชีวิตแบบนี้ก็คล้ายๆ กับ 《ชีวิตที่ปรารถนา》 โดยพื้นฐานแล้วก็คือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและภารกิจเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ แตุ่มุมมองของรายการจะเน้นไปที่กลุ่มคนในเมือง
อายุของแขกรับเชิญโดยทั่วไปแล้วไม่มากนัก โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นดาราหน้าใหม่ในวงการบันเทิงจีนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและดาราเด็กสองสามคน เน้นไปที่ความอ่อนเยาว์
ในบรรดาแขกรับเชิญประจำหกคน มีดาราเด็กสองคน สามคนมาจากรายการประกวด และอีกหนึ่งคนเป็นทายาทดารา
ดูจากตรงนี้แล้ว ประวัติของอวี๋เหวยยังเหนือกว่าคนพวกนี้อีก
อย่างน้อยก็นับว่าเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขามีผลงานเด่นที่หยิบยกมาอวดได้ ตอนนี้ชื่อเสียงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเท่าไหร่
เกมตบเด็กเหรอ
รายการวาไรตี้แบบนี้อวี๋เหวยก็ไม่เคยเขียนมาก่อน พล็อตเรื่องวาไรตี้ในนิยายบันเทิงจริงๆ แล้วมีความรู้สึกเหมือนกับ "การพลิกสถานการณ์" อยู่หน่อยๆ ผ่านความแตกต่างระหว่างคนตัวเล็กๆ กับกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ของรายการ
สุดท้ายก็ให้ตัวเอกพลิกสถานการณ์ตบหน้า ผ่านการเหยียบดาราดังขึ้นไปข้างบน ใช้เล็กสู้ใหญ่ใช้อ่อนชนะแข็งเพื่อสร้างความสะใจ
ครั้งนี้ของอวี๋เหวยจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่กล้าพูดว่าเป็นการโจมตีแบบลดระดับ แต่เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มแขกรับเชิญที่ประสบความสำเร็จที่สุดอย่างแน่นอน
"น่าสนใจดี"
อวี๋เหวยเป็นคนธรรมดา สำหรับเขาแล้วการพลิกสถานการณ์ย่อมสะใจอยู่แล้ว แต่บางครั้งการอวดบ้างก็ไม่เลว เทศกาลปีใหม่ใครจะไม่อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดล่ะ
จะมีนักบุญที่มีอุดมการณ์สูงส่งเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร การแอบดีใจคือสภาวะปกติของชีวิต
เวลาถ่ายทำหนึ่งสัปดาห์โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการไปทำงานต่างจังหวัด ตอนเก็บกระเป๋าอวี๋เหวยก็เลยเอาโน้ตบุ๊กไปด้วยเลย ก็สะดวกดีเวลาจะเขียนนิยาย
หัวขาดได้ แต่นิยายห้ามขาดตอน
เลือดไหลได้ แต่น้ำตาของผู้อ่านห้ามไหล
หนังสือเล่มนี้ของเขากำลังอยู่ในช่วงสำคัญ ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสไว้ ข้อมูลในอนาคตก็คงจะแย่แล้ว
ต่อให้จะเป็นเพื่อการได้ผลงาน หนังสือเล่มนี้ของเขาก็ต้องอัปเดตตามปกติ
ตอนที่กำลังเก็บของ อวี๋เหวยก็ได้รับข้อความใหม่สองสามข้อความ เดิมทีเขาตั้งใจจะดูทีหลัง ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายจะส่งมาสิบกว่าข้อความรวด
"ใครกัน"
พอเห็นไอดี "นี่คืออันสือเล่อ" นี้ อวี๋เหวยก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แอนตี้แฟนคนนี้ส่งข้อความมาถล่มเหรอ
ผลคือพอเห็นเนื้อหาจริงๆ อวี๋เหวยก็อึ้งไปเลย เขาส่งมาแต่ภาพหน้าจอนิยายของตัวเอง บนนั้นมีวงกลมสีแดงขีดฆ่าคำที่พิมพ์ผิดไว้
เข้าใจผิดไปแล้ว
การเขียนนิยายมีคำผิดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นักเขียนดังหลายคนให้ทีมงานช่วยตรวจทานแล้วก็ยังแก้ไม่หมด ไม่ต้องพูดถึงนักเขียนไส้แห้งอย่างเขาเลย
ก็มีนักอ่านบางคนที่ช่วยชี้ให้เขาแก้ไขบ้าง แต่การตรวจทานครั้งใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก
รู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูกเลยแฮะ
เดี๋ยวก่อน
"ภาพหน้าจอนี้ไม่ใช่ของต้นฉบับนี่"
"อืม ฉันอ่านของเถื่อน"
ฉีลั่วอันก็พูดตรงไปตรงมา หนังสือเล่มนี้ช่วงนี้ดังมาก โซนคอมเมนต์มีคนมาโฆษณาเกาะกระแสเยอะเกินไป ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การอ่านอย่างรุนแรง
แต่อวี๋เหวยฟังแล้วทนไม่ได้ ฟ้าถล่มแล้ว หนังสือขยะของเขายังมีของเถื่อนอีก
จริงๆ แล้วเขาก็เข้าใจนักอ่านที่อ่านของเถื่อนได้ เพราะตอนแรกๆ ที่เขาอ่านนิยายก็อ่านแต่ไฟล์ txt เหมือนกัน ต่อมาถึงได้มีนิสัยการอ่านแบบเสียเงิน
เรื่องแบบนี้ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก แค่ในฐานะคนเขียนหนังสือ อารมณ์ก็ค่อนข้างจะซับซ้อน
เขายังไม่อยากจะเพิ่มยอดติดตามอ่านให้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ รู้สึกประทับใจไปเปล่าๆ
"ไม่ต้องห่วง กดติดตามอ่านไปแล้ว"
ฉีลั่วอันหยุดไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ "คุณคิดอย่างไรกันแน่ ถึงได้มาเขียนนิยายบันเทิง"
ตอนนี้เธอน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ความจริง แต่ไม่ว่าจะในฐานะนักอ่านหรือแฟนเพลง เธอก็ไม่รู้ว่าอวี๋เหวยกำลังทำอะไรอยู่
"เด็กน้อยไม่รู้ความ เขียนเล่นๆ"
จริงๆ แล้วตอนแรกอวี๋เหวยก็อยากจะเขียนเรื่องอื่นเหมือนกัน แต่ฝีมือไม่ถึง ก็เขียนออกมาไม่ได้
ต่อมาบังเอิญได้อ่านนิยายบันเทิงสองสามเล่ม ลองเขียนเองดูผลคือดันได้เซ็นสัญญาโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงได้เขียนมาจนถึงตอนนี้
แทนที่จะบอกว่าชอบนิยายบันเทิงมากแค่ไหน ควรจะบอกว่า ทุกอย่างคือการจัดสรรที่ดีที่สุด
"สามารถเขียนเรื่องราวที่จินตนาการออกมาให้ทุกคนได้อ่าน มันน่าสนใจขนาดไหน"
นี่คือคำพูดจากใจจริงของอวี๋เหวย
ถึงแม้จะยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ฉีลั่วอันก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเขามากขึ้น
ถ้าเป็นดาราคนอื่น ไม่ว่าจะดังหรือไม่ดัง ก็จะไม่ทนคุยกับคนแปลกหน้าอย่างเธอมากขนาดนี้
ในตัวของอวี๋เหวย เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ไม่โอ้อวดในความเป็นคนธรรมดา และก็ไม่กลัวในความเป็นคนธรรมดา เดินทางไปมาระหว่างแสงสีกับชีวิตปกติได้อย่างอิสระ
ดาราแบบนี้ เธอเพิ่งจะเคยเจอ และก็อยากรู้มาก
อวี๋เหวยแค่ต้องการจะเขียนหนังสือเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับว่าเขาจะเป็นดาราหรือไม่ อาจจะมีสักวันที่เขาจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ก็ยังคงจะเป็นนักเขียนไส้แห้งต่อไปก็ได้
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้คุณเป็นนักเขียนไส้แห้งไปตลอดนะ"
"โหดขนาดนี้เลยเหรอ"
ทุกครั้งที่อวี๋เหวยคุยเล่นกับแอนตี้แฟนคนนี้จะอดทนมาก
ตั้งแต่มาที่นี่ คนรอบข้างก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นดารา แต่มีเพียงคนคนนี้เท่านั้น ต่อให้จะรู้ว่าตัวเองเป็นดารา ก็ยังคงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นนักเขียนธรรมดาคนหนึ่ง
ความรู้สึกนี้มันละเอียดอ่อนมาก
เหมือนกับว่า ไม่ว่าซุนหงอคงจะไปอัญเชิญพระไตรปิฎกสำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ลิงที่เขาฮวากั่วซานก็จะเรียกเขาว่าท่านอ๋องเท่านั้น
ไม่รวมถึงสถานะทางสังคมและคำพูดตามมารยาท ไม่ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมและการคาดเดา เป็นเพียงการสื่อสารที่บริสุทธิ์ที่สุด
"ถ้าฉันเป็นนักเขียนไส้แห้งไปตลอด คุณจะยังอ่านไปตลอดไหม"
(จบแล้ว)