เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

126.ระวังตัวยามค่ำคืน

126.ระวังตัวยามค่ำคืน

126.ระวังตัวยามค่ำคืน


หากไม่นับช่วงเวลาที่ถูกมิติสูญสลายกลืนกินเข้าไปกู่หยวนก็เพิ่งบินขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างจริงๆ

“ก็ใช่” กู่หยวนพยักหน้าเห็นด้วน

สวีอันมีสีหน้าตกตะลึงในทันใด “เช่นนั้นเจ้าคงลำบากไม่น้อยแถมยังโชคดีด้วย”

ลำบาก?

อันนี้กู่หยวนเข้าใจดีในโลกเบื้องล่างมีเพียงยอดฝีมือระดับสูงสุดเท่านั้นจึงมีโอกาสบินขึ้นมาคนอื่นๆตลอดชีวิตก็มีแต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเล็กเท่านั้น

แต่โชคดี?

มาจากไหนกัน?

กู่หยวนถามว่า “เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”

สวีอันยิ้มแล้วกล่าว “ในโลกใหญ่นั้นมีเขตดวงดาวมีนับไม่ถ้วนมุมมองต่อคนที่มาจากโลกเบื้องล่างก็แตกต่างกันไป”

“บางเขตดวงดาวมองคนจากโลกเบื้องล่างเป็นทาสพอใครบินขึ้นมาก็จะถูกประทับตราทาสทันทีชีวิตแย่ยิ่งกว่าตาย”

“บางเขตดวงดาวก็มองคนจากโลกเบื้องล่างเป็นเพียงวัตถุดิบฆ่าแล้วหลอมเป็นสมบัติหรือดูดเลือดเนื้อจนหมด”

“แต่เขตดวงดาวเหล่ยหมิงของเราไม่เหมือนกันไม่เลือกปฏิบัติกับคนจากโลกเบื้องล่างเจ้าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ”

สวีอันอธิบายไปพลางคิดเรื่องอื่นไปพลาง

เช่นบาดแผลบนร่างกู่หยวน

หากเพิ่งมาจากโลกเบื้องล่างก็พอเข้าใจได้

เพราะคนจากโลกเบื้องล่างทุกคนต้องผ่านการแปลงพลังเทพซึ่งขั้นตอนนี้ไม่ง่ายเลย

คนจำนวนมากทำตัวเองเละเทะในระหว่างการแปลงบางคนถึงขั้นตายคาที่ก็มีไม่น้อย

แต่ก็หมายความว่ากู่หยวนอย่างน้อยต้องเป็นขอบเขตราชันยุทธ์ขอบเขตนี้ในแคว้นเจิ้นของพวกเขาถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว

กู่หยวนเองก็กำลังคิดเรื่องอื่นถามออกไปอย่างอดไม่ได้ “แล้วเจ้าพอรู้ไหมว่าที่นี่ห่างจากเขตดาวไท่เซวียนเท่าใด?”

สวีอันมีสีหน้างงงวย “เขตดาวไท่เซวียน? ไม่เคยได้ยิน”

หัวใจกู่หยวนเย็นเยียบไปครึ่งหนึ่ง

ไม่เคยได้ยินแสดงว่าเขตดาวไท่เซวียนต้องอยู่ไกลมากแน่

แม้เขาจะฟื้นตัวแล้วท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่เกรงว่าจะไม่รู้แม้แต่ทิศทางที่จะค้นหา

กู่หยวนไม่ยอมแพ้ถามถึงดินแดนฉางเจี้ยนและแดนเพลิงศักดิ์สิทธิ์ต่อแต่สวีอันก็ไม่เคยได้ยินเช่นกัน

กระนั้นเมื่อเขาถามถึงแดนอสูรไร้สิ้นสุดในที่สุดก็มีเบาะแส

“แดนอสูรไร้สิ้นสุด? อันนี้ข้ารู้จัก”

“แต่น้องกู่เจ้าถามถึงแดนอสูรไร้สิ้นสุดทำไมสถานที่นั้นไม่ต้อนรับมนุษย์นะ”

กู่หยวนชั่วขณะก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าซูจิ่วเอ๋อร์จะมาที่แดนอสูรไร้สิ้นสุดหรือไม่

หากมาเขาจะไปที่นั่นบางทีอาจมีโอกาสเจอกัน

หากไม่มาก็หมดหนทาง

คิดแล้วเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า “มีเรื่องส่วนตัวต้องไปที่นั่นสักครั้ง”

สวีอันยิ้มทันใด “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรรอเจ้าหายดีแล้วค่อยไป”

“แดนอสูรไร้สิ้นสุดไม่ได้อยู่ไกลมากเจ้าสามารถผ่านช่องทางมิติของเขตดวงดาวต่างๆได้คาดว่าน่าจะใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือน”

เมื่อรู้ว่ากู่หยวนเพิ่งมาจากโลกเบื้องล่างสวีอันย่อมคิดว่าเขาอยู่เพียงขอบเขตราชันยุทธ์ซึ่งขอบเขตราชันยุทธ์ยังไม่สามารถฉีกมิติข้ามไปได้

ต้องอาศัยช่องทางมิติเท่านั้นจึงจะเดินทางระหว่างเขตดวงดาวได้

มิเช่นนั้นระยะทางอันห่างไกลระหว่างเขตดวงดาวหากบินอย่างเดียวก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องบินไปถึงเมื่อใด

ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยๆจนฟ้ามืดลง

หาสถานที่เหมาะสมเพื่อตั้งค่ายพักแรม

กู่หยวนฟื้นตัวมาตลอดบ่ายร่างกายพอจะเคลื่อนไหวได้ตามปกติแต่ยังคงใช้พลังเทพไม่ได้

สวีอันพาเขานั่งข้างกองไฟแล้วหยิบเนื้อสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นของสิ่งมีชีวิตใดมาย่างเตรียมแก้หิวมื้อค่ำ

ระดับการบ่มเพาะของขบวนนี้โดยรวมไม่สูงนักส่วนใหญ่เป็นขอบเขตทัณฑ์วิญญาณและขอบเขตถ้ำสวรรค์ ขอบเขตแปรวิญญาณมีสิบกว่าคนน่าจะเป็นกำลังหลักของขบวน

พวกเขายังไม่ถึงขั้นงดเว้นอาหารการกินได้ดังนั้นต้องกินก็ยังต้องกิน

สวีอันย่างเสร็จแล้วยื่นเนื้อให้กู่หยวน

กู่หยวนจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องกินแต่ก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจรับมาเคี้ยวช้าๆ

ส่วนสวีอันช่วงนี้จากไปไม่นานก็พาหญิงสาวรูปร่างสง่างามคนหนึ่งเดินมา

“กู่หยวนนี่คือคุณหนูรองของเรา ฉินอันเหยา”

จากบทสนทนาในช่วงบ่ายกู่หยวนรู้ว่าฉินอันเหยาเป็นคนอนุญาตให้เขาติดรถมาด้วยจึงลุกขึ้นยืนทันที

“คุณหนูฉิน ขอบคุณมาก”

ฉินอันเหยาโบกมือเบาๆ “คุณชายกู่ไม่ต้องเกรงใจรับโอสถของท่านมาแล้วการพาไปสักระยะก็สมควร”

เธอโบกมือให้กู่หยวนนั่งลงพร้อมนั่งลงข้างๆด้วย

“ครั้งนี้ข้ามาหาคุณชายกู่โดยเฉพาะอยากถามว่าโอสถนี้คืออะไร”

เธอรู้ว่าเป็นโอสถขั้นสามแต่ไม่รู้ว่าเป็นโอสถชนิดใดและมีสรรพคุณอย่างไร

ก็เป็นโอสถจากโลกเบื้องล่างเธอไม่รู้จักก็ปกติ

กู่หยวนไม่ได้ปิดบังอธิบายว่า “โอสถนี้ชื่อโอสถหลอมวิญญาณมันใช้เพิ่มระดับการบ่มเพาะเป็นหลัก”

“แต่จะเพิ่มได้มากเท่าใดข้าไม่แน่ใจ”

ตอนให้หยุนโม่ข้ากินเป็นกำมือๆแถมมีโอสถอื่นช่วยเสริม จึงทำให้เธอเลื่อนขั้นได้รวดเร็ว

โอสถหลอมวิญญาณขวดนี้มีทั้งหมดห้าเม็ดกินแล้วจะเพิ่มการบ่มเพาะได้เท่าใดยังไม่รู้จริงๆ

ฉินอันเหยาได้ยินเช่นนี้ดวงตาพลันเปล่งประกาย

เพราะในบรรดาโอสถทั้งหลายโอสถที่เพิ่มระดับการบ่มเพาะได้ถือเป็นหนึ่งในโอสถที่มีค่าที่สุดเสมอ

“เข้าใจแล้ว”

“โอสถล้ำค่าเช่นนี้เราได้เอาเปรียบคุณชายไปเสียแล้ว”

กู่หยวนยิ้ม “ไม่เป็นไร”

ยังไงโอสถนี้สำหรับเขาไม่ล้ำค่าเขายังมีอีกมาก

เขากลับเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “คืนนี้ระวังตัวหน่อย”

รอยยิ้มในดวงตาฉินอันเหยาค่อยๆจางลงถามด้วยความระวังเล็กน้อย “หมายความว่าอย่างไร?”

กู่หยวนหันกลับไปมอง “ประมาณหนึ่งชั่วยามก่อนมีคนแอบตามขบวนรถมาอย่างลับๆบางทีอาจเป็นลูกเสือของโจรภูเขา” (หมายถึงลูกน้องนั้นแหละ)

ฉินอันเหยาได้ยินแล้วตกใจมีคนตามมาเธอถึงกับไม่รู้ตัว?

ต้องรู้ว่าแม้เธอจะเป็นสตรีแต่พลังของเธอสูงที่สุดในขบวน

เธออยู่ขอบเขตราชันยุทธ์ขั้นหก

แม้แต่เธอยังไม่รู้ตัวแต่กู่หยวนกลับรู้

นอกจากตกใจเธอก็ขอบคุณ “ขอบคุณที่เตือน”

เดิมทีอยากคุยกับกู่หยวนต่อแต่ตอนนี้เธอต้องลุกขึ้นไปจัดการบางอย่าง

เวลาผ่านไปเรื่อยๆประมาณว่าค่าตอบแทนที่กู่หยวนให้สูงจริงๆฉินอันเหยาแยกเต็นท์ให้เขาคนเดียว

กู่หยวนเป็นคนเจ็บก็ไม่ได้อดตาหลับเข้าพักในเต็นท์อย่างสงบ

จนกระทั่งดึกดื่น

ค่ายทั้งหมดเงียบสงัดมีเพียงเสียงไม้แตกในกองไฟดังเปาะแปะ

คนเฝ้ายามหลายคนกระจายตัวตามทิศทางหาวเหนื่อยหน่ายดูเหมือนง่วงงุน

ในขณะที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวในความมืดก็มีกลุ่มคนกำลังค่อยๆเข้าใกล้โดยอาศัยความมืดเป็นเกราะกำบัง

“มาแล้ว”

คนเฝ้ายามหลายคนได้รับคำเตือนล่วงหน้าความง่วงงุนเป็นเพียงการแสดง

ในความรู้สึกของพวกเขากลุ่มนั้นใกล้จะเข้าสู่ระยะโจมตีแล้วต่างเริ่มหมุนเวียนพลังในร่างอย่างเงียบเชียบ

กระนั้นเมื่อกลุ่มนั้นใกล้จะเข้าสู่ระยะโจมตีพวกเขากลับหยุดลงกะทันหัน

จบบทที่ 126.ระวังตัวยามค่ำคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว