เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 - ทัณฑ์สวรรค์? กระจอกน่า

บทที่ 90 - ทัณฑ์สวรรค์? กระจอกน่า

บทที่ 90 - ทัณฑ์สวรรค์? กระจอกน่า


บทที่ 90 - ทัณฑ์สวรรค์? กระจอกน่า

"พูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้าปฏิเสธ?"

พระโพธิสัตว์ต้าซื่อจื้อยังคงยิ้มแย้ม ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้ท่านเปลี่ยนสีหน้าได้

"ฉลาดนี่"

เจียงฉีพูดสวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจ "ไอ้เรื่องยอมรับโจรเป็นพ่อเนี่ย ข้าทำไม่ลงหรอก"

"ชาตินี้ของเจียงฉี ผู้ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้า มีเพียงสองท่านเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ต่อให้เป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าตัวจริงมายืนอยู่ตรงนี้ เหอะ..."

เจียงฉีแค่นเสียงหัวเราะ ไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่ทุกคนก็เข้าใจความหมายของเขาดี

ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู จะต่างอะไรกับเดรัจฉาน?

"งั้นเจ้าเตรียมจะแก้ปัญหาตรงหน้ายังไง?"

ต้าซื่อจื้อไม่ได้โกรธที่โดนเจียงฉีประชดประชัน เพียงแค่ชี้ไปที่ทัณฑ์สวรรค์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แล้วยิ้ม "อีกเดี๋ยว ทัณฑ์สวรรค์ก็จะฟาดลงมา เจ้าคงต้องกลายเป็นผุยผง"

"ขอถามพระโพธิสัตว์หน่อย เบื้องบนของท่านมีคนหนุนหลังไหม?"

จู่ๆ เจียงฉีก็ถามคำถามแปลกๆ ออกมา

"หืม?"

ต้าซื่อจื้อยิ้มแล้วตอบว่า "เบื้องบนของอาตมา เกรงว่าจะไม่มีใครแล้วจริงๆ"

คำพูดนี้ไม่ได้ผิดเพี้ยนเลย ในฐานะหนึ่งในพระพุทธองค์ที่อาวุโสที่สุดของพุทธศาสนา แม้แต่พระตถาคตในปัจจุบัน ก็นับเป็นสหายรุ่นเดียวกัน

ถ้าจะบอกว่ามีคนหนุนหลัง ก็คงต้องไปมองหาระดับนักบุญแล้ว

"แต่ข้าไม่เหมือนกัน"

เจียงฉียิ้มกว้าง ยิงฟันขาวสะอาดที่แฝงแววขี้เล่น

"เบื้องบนของข้ามีคนหนุนหลัง แถมยังเป็นขาใหญ่ที่ใหญ่มากๆ ด้วย"

"ใหญ่กว่าพระโพธิสัตว์เยอะเลย"

สิ้นคำพูด หยางเจี่ยนก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผลอเงยหน้ามองท้องฟ้า สายตาราวกับจะมองทะลุทัณฑ์สวรรค์ไปเห็นตัวตนที่อยู่สูงกว่านั้น

รอยยิ้มบนหน้าของต้าซื่อจื้อเริ่มแข็งค้าง

"เรื่องไอแห่งเคราะห์กรรม ผู้น้อยก็พอจะได้ยินมาบ้าง ว่ากันว่าถ้าตกอยู่ในด่านเคราะห์ ต่อให้เป็นระดับมหาปราชญ์ก็หนีไม่พ้น"

เจียงฉีชี้หน้าต้าซื่อจื้อ ยิ้มร่าแล้วพูดว่า "ดูท่า พระโพธิสัตว์เองก็ตกอยู่ในด่านเคราะห์เหมือนกันสินะ"

ต้าซื่อจื้อย่อมอยู่ในด่านเคราะห์แน่นอน หรือจะพูดให้ถูกคือ หนึ่งในผู้บงการมหาภัยพิบัติเทียมนี้ ก็คือต้าซื่อจื้อตรงหน้านี่เอง

ในเมื่อหยางฉานยังถูกต้าซื่อจื้อชักนำจนถูกไอแห่งเคราะห์กรรมบดบังได้

ทำไมต้าซื่อจื้อจะถูกไอแห่งเคราะห์กรรมบดบังบ้างไม่ได้ล่ะ?

ขอแค่มีตัวตนที่ระดับสูงกว่าคอยชักใยอยู่เบื้องหลังก็พอ

"ท่านอาจารย์ ท่านอา พวกท่านไปเถอะ"

เจียงฉีเลิกสนใจต้าซื่อจื้อที่รอยยิ้มเริ่มแข็งค้าง เงยหน้ามองทัณฑ์สวรรค์ที่มืดมิด

"ในเมื่อทัณฑ์สวรรค์นี้เกิดจากศิษย์แพร่งพรายลิขิตสวรรค์ ศิษย์ก็จะขอรับไว้เองแต่เพียงผู้เดียว"

สิ้นเสียง ทัณฑ์สวรรค์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรง!

"เปรี้ยง!!!"

สายฟ้าสีม่วงดำกวาดล้างไปทั่วเขาหัวซาน!

ภาพที่ราวกับวันสิ้นโลกทำให้ชาวบ้านนับไม่ถ้วนตัวสั่นงันงก ก้มกราบกันจ้าละหวั่น

เจียงฉีก้าวเดินออกไป ใต้เท้ามีเมฆมงคลมารองรับ ก้าวขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละก้าว

"ฉีเอ๋อร์!"

หยางฉานอดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียก

"ท่านอา ไม่ต้องห่วง ต่อให้ท่านไม่เชื่อมั่นในตัวศิษย์ ก็ควรเชื่อมั่นในอีกท่านหนึ่ง"

เจียงฉีพูดโดยไม่หันกลับมา แฝงความนัยไว้ชัดเจน

"ระวังตัวด้วย"

หยางเจี่ยนมองศิษย์รักอย่างลึกซึ้ง ฝืนใจใช้เวทมนตร์กักตัวหยางฉาน แล้วพาเหาะหนีออกจากอาณาเขตทัณฑ์สวรรค์ มุ่งหน้าสู่สวรรค์ทันที

"วางใจเถอะครับ ท่านอาจารย์"

เจียงฉียิ้ม เดินขึ้นไปทีละก้าว ทุกก้าวจะมีเมฆมงคลมารองรับ

ตอนนั้นเอง ต้าซื่อจื้อก็ก้าวเข้ามาขวาง

ตอนนี้ สีหน้าของเขามืดมน เริ่มจะเอะใจขึ้นมาบ้างแล้ว

ในเมื่อตอนนี้พุทธศาสนาถูกองค์มหาเทพสูงสุดบีบจนสุนัขจนตรอก ถ้าอย่างนั้น...

การ "กระโดดกำแพง" ของตัวเองในครั้งนี้ อยู่ในแผนการของท่านผู้นั้นด้วยหรือเปล่า?

การทุ่มสุดตัวครั้งสุดท้ายที่ตัวเองคิดว่าเด็ดขาด แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ท่านผู้นั้นอยากเห็นอยู่แล้วหรือเปล่า?

ต้าซื่อจื้อจ้องมองเจียงฉี แล้วยกมือขึ้น

"วิ้ง!"

ทันใดนั้น แสงกระบี่ก็สว่างวาบขึ้นจากความว่างเปล่า

แสงกระบี่แต่ละสาย แฝงไปด้วยจิตสังหารที่บริสุทธิ์และรุนแรงถึงขีดสุด!

กระบี่สังหารหยกติ่ง!

กระบี่สังหารหยกติ่งที่เป็นต้นตำรับที่สุด!

ในสามโลกนี้ไม่มีกระบี่สังหารหยกติ่งที่แท้ทรูไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะเจ้าของปราณกระบี่นี้ มีนามว่า นักพรตหยกติ่ง!

เมื่อเผชิญกับการโจมตีทีเผลอ ต้าซื่อจื้อรีบงัดมุกเดิมออกมาใช้อย่างทุลักทุเล ดอกบัวทองปรากฏขึ้นเหนือศีรษะหวังจะต้านทานปราณกระบี่

แต่นึกไม่ถึงว่า พอดอกบัวทองแตกหน่อ ปราณกระบี่ก็แตกหน่อตาม

ดอกบัวทองหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่

ปราณกระบี่ก็หนึ่งเป็นสาม สามเป็นเก้า!

ดอกบัวทองเกิดมาเท่าไหร่ ปราณกระบี่ก็ฆ่าทิ้งเท่านั้น

สุดท้าย เมื่อมาถึงหน้าต้าซื่อจื้อ ปราณกระบี่เหล่านั้นก็รวมกลับเป็นหนึ่ง พุ่งเข้าใส่หน้าผากต้าซื่อจื้อเต็มๆ!

"ฉึก"

สุดท้าย ปราณกระบี่ฟันโดนสายรัดบนแขนของต้าซื่อจื้อ ตัดผ้าแพรขาดไปเส้นหนึ่ง

สีหน้าของต้าซื่อจื้อดำทะมึนลงทันที

"หยกติ่ง ลอบกัดกันแบบนี้ ไม่น่าเคารพเลยนะ!"

ระดับมหาปราชญ์ขั้นสูงสุด เรียกได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ฟ้าดินดับสูญแต่ข้าไม่ดับสูญ สวรรค์ล่มสลายแต่ข้าไร้รอยขีดข่วน

ต่อให้วิญญาณแตกสลาย ขอแค่ในฟ้าดินยังมีสรรพชีวิตจดจำได้ เอ่ยขานนาม ก็สามารถข้ามแม่น้ำแห่งกาลเวลากลับมาได้

เรียกได้ว่า เมื่อถึงระดับนี้ การประลองเวทไม่ได้สู้กันที่ความเป็นความตาย แต่สู้กันที่ "หน้าตา"

การที่นักพรตหยกติ่งฟันเมื่อครู่ ทะลวงเกราะป้องกันของต้าซื่อจื้อจนตัดผ้าแพรได้เส้นหนึ่ง สำหรับต้าซื่อจื้อแล้ว ถือว่าเสียหน้าอย่างแรง

"เหอะ"

"ท่านปู่อาจารย์เอ็งสิ!"

นักพรตหยกติ่งไม่เกรงใจเลยสักนิด คำด่าคลาสสิกของนิกายฉานเจี้ยวแกยังขี้เกียจพูด เปิดปากมาก็ด่าง่ายๆ ตรงๆ

เน้นความจริงใจล้วนๆ

"มา ไอ้พวกชอบรังแกเด็ก มาวัดกันสักตั้ง!"

พูดจบ นักพรตหยกติ่งก็ถือกระบี่ตัดเซียนที่ส่องแสงระยิบระยับ ฟันเข้าใส่หน้าต้าซื่อจื้อเต็มแรง

ชั่วพริบตา การปะทะกันของระดับมหาปราชญ์ก็ทำให้มิติสั่นสะเทือน

พอเจียงฉีได้สติอีกที เบื้องหน้าก็ไม่มีเงาของท่านอาจารย์ปู่กับต้าซื่อจื้อแล้ว

การต่อสู้ระดับมหาปราชญ์ ไม่อาจทำในสามโลกได้ เพราะสามโลกในตอนนี้รับแรงกระแทกของมหาปราชญ์ขั้นสูงสุดสองคนไม่ไหว

ถ้าอยากตีกัน ก็ง่ายนิดเดียว ไปแดนนอกฟ้า

ที่นั่น อยากตียังไงก็เชิญ

นั่นไงล่ะ

หลังจากนักพรตหยกติ่งปรากฏตัว เจียงฉีก็วางใจได้สนิท

ทั้งหมดนี้ อยู่ในแผนการของท่านตาทวดจริงๆ!

ท่านอาจารย์ดูออกแต่แรก เลยวางใจพาคนหนีไป

ส่วนต้าซื่อจื้อ ก็ให้นักพรตหยกติ่งจัดการ

และคาดเดาได้เลยว่า พุทธศาสนาคงไม่ยอมจบง่ายๆ เส้นทางกลับสวรรค์ของท่านอาจารย์คงไม่ราบรื่นนัก

ท่านอาจารย์ปู่และท่านอาจารย์ต่างก็มีสนามรบของตัวเอง แม้แต่ท่านตาทวดก็อาจจะกำลังเดินหมากแข่งกับตัวตนระดับสูงของพุทธศาสนาอยู่

งั้น ตอนนี้ถึงตาข้าต้องไปสนามรบของข้าบ้างแล้ว

เจียงฉีคิดในใจ มองดูทัณฑ์สวรรค์ที่มืดมิดลงเรื่อยๆ

เขาไม่หยุดฝีเท้าแม้แต่ก้าวเดียว ตอนนี้อยู่ใกล้ทัณฑ์สวรรค์มากแล้ว

ตอนนั้นเอง เจียงฉีก้มหน้าลง

ภายใต้ทัณฑ์สวรรค์ไม่ได้มีแค่เขา แต่ยังครอบคลุมชาวบ้านเขาหัวซานนับไม่ถ้วน

เจียงฉีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปาก

"ข้าคือคนเฝ้าศาลเจ้าแม่แห่งเขาหัวซาน"

"รับราชโองการจากเจ้าแม่ซานเซิ่งหมู่แห่งเขาหัวซาน ชาวเขาหัวซานของข้า จงสวดพระนามเจ้าแม่ซานเซิ่งหมู่"

"เช่นนี้ จักปลอดภัยไร้กังวล"

พูดจบ เจียงฉีก็เห็นชาวบ้านพากันคุกเข่ากราบไหว้ สวดพระนามของเจ้าแม่

เป็นคนเฝ้าศาล ก็ต้องไม่ลืมหน้าที่หลักสินะ

เจียงฉียิ้ม เงยหน้าขึ้นมองทัณฑ์สวรรค์อีกครั้ง

ในเมื่อรับประกันความปลอดภัยให้ชาวบ้านแล้ว ทัณฑ์สวรรค์นี้ก็ต้องไม่กระทบถึงชาวบ้าน

"ฟู่"

เจียงฉีพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วก้าวเท้าครั้งสุดท้าย

ร่างของเขาหายวับเข้าไปในทัณฑ์สวรรค์

ทัณฑ์สวรรค์นี้พูดง่ายๆ ก็คือโดนสายฟ้าฟาดนั่นแหละ

แต่สายฟ้านี้ไม่ธรรมดา เป็นสายฟ้าทำลายล้างรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ถึงขั้นทำลายฟ้าดินเหมือนสมัยบรรพกาล แต่ก็มีกลิ่นอายแบบนั้นอยู่หลายส่วน

เจียงฉีรู้สึกโชคดีมากที่ทัณฑ์สวรรค์นี้เป็นแค่ผลพวงจากมหาภัยพิบัติเทียมที่พุทธศาสนาสร้างขึ้น ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ของจริง

ไม่อย่างนั้น ทันทีที่เจียงฉีพูดประโยคนั้นจบ ร่างคงแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว

และตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับ "ทัณฑ์สวรรค์เกรดต่ำ" นี้ เจียงฉีก็พอจะมีแรงต้านทานอยู่บ้าง

เจียงฉีไม่ใช่ผู้รับเคราะห์ ดังนั้นทัณฑ์สวรรค์จึงไม่ใช่ "ศัตรูตามธรรมชาติ" ของเขา ไม่เหมือนหยางฉานที่พอเจอทัณฑ์สวรรค์ปุ๊บก็จะโดนไอแห่งเคราะห์กรรมปิดตาจนต่อต้านไม่ได้

ภายในเมฆทัณฑ์สวรรค์

เจียงฉียืนอยู่กลางเมฆ มองไปทางไหนก็มืดมิด เห็นแต่ความว่างเปล่า ไม่เห็นฟ้าไม่เห็นดิน

เป็นระยะๆ จะมีสายฟ้าสีม่วงดำแลบแปลบปลาบอยู่รอบๆ แฝงกลิ่นอายสยองขวัญที่ทำให้ใจเต้นรัว

"เปรี้ยะ..."

ต่างจากความยิ่งใหญ่ของสายฟ้าทั่วไป สายฟ้าสีม่วงดำนี้ระเบิดออกอย่างเงียบเชียบ รู้ตัวอีกทีมันก็มาอยู่ข้างตัวแล้ว!

พร้อมกับเสียงสายฟ้าที่แทบไม่ได้ยิน เจียงฉีขยับตัว

"วิ้ง!"

พลังต้นกำเนิดจากโคมบัวสวรรค์ถูกกระตุ้น เจียงฉีทั้งตัวถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีเขียวมรกต

สายฟ้าสีม่วงดำฟาดลงบนไฟสีเขียว เกิดประกายไฟวูบวาบ

เกราะสีเขียวสั่นไหว แต่สุดท้ายก็ยังทรงตัวอยู่ได้

แต่สายฟ้าก็ไม่หายไป

การปะทะกันระหว่างสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์กับของวิเศษระดับกำเนิดก่อนฟ้ายังคงดำเนินต่อไป

เสียงเปรี้ยะๆ ที่ทำให้เสียวฟันดังไม่ขาดสาย

เจียงฉีบังคับตัวเองให้สงบใจ

สถานการณ์ตอนนี้ ต้องอยู่ในแผนของท่านตาทวดแน่ๆ

ข้อนี้ไม่ใช่แค่ต้าซื่อจื้อกับหยางเจี่ยนที่ดูออก เจียงฉีก็รู้ดี

นั่นแปลว่า ที่ที่เขาอยู่นี้ ไม่ใช่แดนมรณะที่ไม่มีทางรอด!

สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือหาทางรอดเส้นนั้นให้เจอ

จริงๆ เจียงฉีรู้ดีว่า ต่อให้เขาตายที่นี่ วิญญาณแตกสลายจริงๆ ท่านตาทวดก็จะงมเขาขึ้นมาได้

ยังไงซะ เจียงฉีก็ทำงานให้ท่านตาทวด

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เจียงฉีก็จะกลายเป็นคนไร้ค่า

ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมไม่เหมือนเดิม

โดยเฉพาะตายในสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ ต่อให้ท่านตาทวดจะย้อนเวลางมขึ้นมาได้ คนที่ฟื้นขึ้นมา จะยังเป็นเจียงฉีคนเดิมหรือเปล่า?

ดังนั้น ท่านตาทวดครับ วิธีแก้เกมที่ท่านเตรียมไว้ให้หลานคืออะไร?

เจียงฉีคิดในใจเงียบๆ

"พรึ่บ"

เสียงเบาๆ ดังขึ้น

กำแพงที่สร้างจากพลังต้นกำเนิดของโคมบัวสวรรค์ ในที่สุดก็ต้านทานไม่ไหว ถูกสายฟ้าสีม่วงดำที่ดูเหมือนไร้ที่สิ้นสุดกัดกร่อนจนเกลี้ยง!

"เปรี้ยง!"

สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ทำลายพลังโคมบัวสวรรค์ได้แล้ว ก็ไม่รอช้า พุ่งตรงเข้าใส่กลางกระหม่อมเจียงฉีทันที

ถ้าโดนเข้าไปจังๆ เจียงฉีไม่มีทางรอด!

"เนตรสวรรค์!"

กลางหน้าผากเจียงฉีเปิดออกเป็นรอยแยก ราวกับดวงตาที่สาม

แสงเทพเจิดจรัสวาบขึ้น แต่ไม่ได้ใช้ต้านทานสายฟ้า แต่ใช้เพื่อหนี!

เจียงฉีไม่ได้โง่ ขนาดพลังต้นกำเนิดของโคมบัวสวรรค์ยังร่วงเร็วขนาดนี้ อิทธิฤทธิ์ของตัวเขาเองจะไปกันได้สักกี่น้ำ

ในชั่วพริบตา ร่างของเจียงฉีกลายเป็นลำแสง เลือกทิศทางมั่วๆ แล้วพุ่งหนีไป

แต่สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ล็อกเป้าเจียงฉีไว้แล้ว ไม่ใช่ของเล่นๆ ต่อให้เจียงฉีจะเคลื่อนที่พิสดารแค่ไหน มันก็ยังตามติดเหมือนเงาตามตัว!

ไม่ว่าเจียงฉีจะทำยังไง ก็สลัดไม่หลุด แถมยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!

"สายลมแห่งมรรคา!"

ร่างของเจียงฉีดูเหมือนจะเลือนรางไปวูบหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็หยุดการใช้เนตรสวรรค์หนี

"ฟุ่บ"

สายฟ้าสีม่วงดำพุ่งผ่านร่างเจียงฉีไป แต่กลับไม่ได้ฟาดโดนเนื้อหนัง กลับเหมือนฟาดใส่อากาศธาตุ ทะลุผ่านไปเฉยๆ

วิชาแปลงกายเป็นลม

เจียงฉีถอนหายใจโล่งอกไปเปราะหนึ่ง

นี่คือการใช้งานที่สำคัญที่สุดของ [สายลมแห่งมรรคา] สามารถทำให้เจียงฉีหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมได้ชั่วคราว ไม่แบ่งแยกเขาและลม

ด้วยวิธีนี้ ต่อให้สายฟ้าจะรุนแรงพิสดารแค่ไหน ก็ทำร้ายลมไม่ได้

เพราะในแง่หนึ่ง ลมคือสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไรสัมผัสได้

แต่ก็ได้แค่นั้นแหละ

สายฟ้าสีม่วงดำล็อกเป้าเจียงฉีไว้แล้ว ดังนั้นต่อให้หาเป้าหมายไม่เจอชั่วคราว แต่มันก็สัมผัสได้ว่า เจียงฉียังอยู่ตรงนี้!

สายฟ้าวิ่งวนรอบตัวเจียงฉี ทุกครั้งที่พุ่งผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเจียงฉีที่แปลงเป็นลมอยู่

ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้การ

เจียงฉีถอนหายใจในใจ ค่อยๆ หยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมา

กระบี่โบราณสีแดงฉาน ไม่มีลวดลายประดับ ดูเรียบง่ายโบราณ

เจียงฉีถือไว้ในมือ พึมพำกับตัวเองว่า "แม้จะพอเดาที่มาของเจ้าได้ แต่เผชิญหน้ากับสายฟ้านี้ อาวุธสังหารอย่างเจ้าจะมีวิธีอะไร?"

"เอาเถอะ วัดดวงกันสักตา"

พูดจบ เจียงฉีก็สลายวิชาแปลงเป็นลมทันที!

"วิ้ง!!!"

กระบี่โบราณสีแดงฉานในมือเจียงฉีสั่นสะท้าน ส่งเสียงหึ่งๆ เหมือนจะไม่พอใจคำพูดของเจียงฉีเมื่อกี้

แต่เจียงฉีไม่สนแล้ว เพราะวินาทีที่เขาปรากฏตัว สายฟ้าสีม่วงดำก็เหมือนแมวได้กลิ่นคาวปลา พุ่งเข้าใส่ทันที!

ตรงหน้าเจียงฉี เต็มไปด้วยสายฟ้า!

ด้วยสัญชาตญาณ เจียงฉียกกระบี่แดงขึ้นมาขวางหน้า

"เปรี้ยะ..."

ภาพที่เจียงฉีคาดว่าจะโดนสายฟ้าผ่ากลับไม่เกิดขึ้น

สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่พุ่งตรงมาหาเขา จู่ๆ ก็เลี้ยวโค้ง พุ่งเข้าใส่กระบี่โบราณสีแดงในมือเจียงฉีแทน!

เจ้าสิ่งนี้เหมือนสายล่อฟ้า สายฟ้าทั้งหมดเหมือนจะมองเห็นแค่กระบี่เล่มนี้เท่านั้น

และเมื่อสายฟ้ากระหน่ำฟาดลงมา รูปลักษณ์ของกระบี่แดงก็เริ่มเปลี่ยนไป

จากกระบี่หนาหนักทรงโบราณ เริ่มเปลี่ยนเป็นเพรียวบางคล่องตัว แสงสีแดงยิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

และบนสันกระบี่ ตรงที่เคยสลักคำว่า "ไท่อา" ตัวอักษรสองตัวนั้นก็หลุดร่อนออกไป

แทนที่ด้วยตัวอักษรโบราณตัวหนึ่ง

"เสี้ยน" (กับดัก/ร่วงหล่น)

เจียงฉีแปลกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจมากนัก

"เป็นกระบี่สังหารเล่มนี้จริงๆ ด้วย!"

เจียงฉีเดาะลิ้น ตั้งแต่ตอนสังเวยให้เทพมาร เจียงฉีก็สงสัยแล้ว

แค่ยังไม่กล้าฟันธง

ตอนนี้ชัดเจนแล้ว ไอ้ที่เรียกว่า "กระบี่ไท่อา" เล่มนี้ คือหนึ่งในสี่กระบี่จูเซียน (สังหารเซียน) ในตำนาน... กระบี่เสี้ยนเซียน (กระบี่ดักเซียน)!

มีกลอนสรรเสริญว่า: มิใช่ทองแดงมิใช่เหล็กมิใช่เหล็กกล้า เคยซ่อนกายาใต้เขาพระสุเมรุ ไม่ต้องใช้อินหยางกลับหัวหลอมรวม ไฉนเลยจะไร้คมกริบด้วยน้ำและไฟ

จูเซียนคมกริบ ลู่เซียนดับสูญ เสี้ยนเซียน(ดักเซียน)แสงแดงวาบทุกแห่งหน เจวี๋ยเซียนพลิกแพลงพิสดารพันลึก เลือดเซียนทองต้าหลัวย้อมอาภรณ์!

ในอดีต ท่านปรมาจารย์ทงเทียนเจี้ยวจู่แห่งนิกายเจี๋ยเจี้ยว ได้วางค่ายกลกระบี่จูเซียนอันลือลั่น โดยมีสี่กระบี่นี้เป็นแกนกลาง!

เพื่อทำลายค่ายกลนี้ ท่านศาสดาแห่งนิกายเหรินเจี้ยวและฉานเจี้ยวต้องลงมือพร้อมกัน แถมยังต้องดึงตัวศาสดาจากตะวันตกอีกสององค์มาช่วย

จากนั้น ภายใต้คำสั่งของท่านศาสดาแห่งนิกายฉานเจี้ยว กวงเฉิงจื่อ, ชื่อจิงจื่อ, นักพรตหยกติ่ง และเต้าสิงเทียนจุน ทั้งสี่ท่านถือยันต์ประกาศิตของนักบุญ ไปปลดกระบี่คนละเล่ม

ถึงจะทำลายค่ายกลกระบี่จูเซียนลงได้

โดยกระบี่เสี้ยนเซียนเล่มนี้ ถูกท่านอาจารย์ปู่หยกติ่งของเจียงฉีปลดมา

แต่พอจบศึกเทพเจ้า แต่งตั้งเทพเสร็จ จนถึงหกนักบุญห้ามเข้าสามโลก จนถึงตอนนี้ ท่านปรมาจารย์ทงเทียนก็เหมือนจะลืมสี่กระบี่โหดนี้ไปเลย ไม่พูดถึงสักคำ

ความจริงคือท่านนักบุญแกหน้าบาง ไม่กล้ามาทวงของคืนจากรุ่นหลาน

ดังนั้นมันเลยอยู่กับสี่เซียนทองแห่งฉานเจี้ยวมาตลอด

ตอนนี้ กระบี่เสี้ยนเซียนมาอยู่ในมือเจียงฉี

เรื่องราวมันชัดเจนแล้ว เจียงฉีเข้าใจแล้วว่า ตั้งแต่เขาออกจากปากน้ำกวานเจียง แผนการของท่านตาทวดก็เริ่มขึ้นแล้ว

หรือจะบอกว่า ตอนนั้น ท่านตาทวดก็คำนวณมาถึงจุดนี้แล้ว

กระบี่เสี้ยนเซียนเล่มนี้ คือสิ่งที่มอบให้เจียงฉีใช้รักษาชีวิตในทัณฑ์สวรรค์!

แต่สิ่งที่เจียงฉีสงสัยไม่ใช่ทำไมท่านตาทวดถึงคำนวณแม่นขนาดนี้

ถ้าท่านตาทวดทำไม่ได้สิ เจียงฉีถึงจะแปลกใจ

ที่เจียงฉีสงสัยคือ ทำไมกระบี่สังหารโหดเล่มนี้ ถึงดึงดูดสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์?

"วิ้ง"

ตอนนั้นเอง กระบี่เสี้ยนเซียนในมือเจียงฉีก็สั่นไหว

เจียงฉีก้มมอง เห็นเพียงกระบี่แดงสั่นระริก แสงสีแดงแผ่ออกเป็นระลอก แม้แต่เจียงฉีที่เป็น "เจ้าของ" ในนาม มองไปก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบที่จิตวิญญาณเหมือนโดนไฟลวก

เสี้ยนเซียนแสงแดงวาบทุกแห่งหน...

เจียงฉีเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่า แสงแดงของกระบี่เสี้ยนเซียน ไม่ได้มีไว้โจมตีกายหยาบ ไม่ได้มีไว้โจมตีวิญญาณ แต่มีไว้โจมตีสติปัญญาและจุดกำเนิดจิตวิญญาณ (จื่อฟู่หลิงไถ)!

โดนแสงแดงนี้ส่องเข้าไป จิตปัญญาจะไหม้เกรียม จิตวิญญาณจะพังทลายทันที!

สมกับเป็นอาวุธสังหารระดับตำนาน!

เจียงฉีคิดในใจ แต่ก็รู้สึกทะแม่งๆ ว่า ตอนนี้กระบี่เสี้ยนเซียนที่โดนฟ้าผ่าอยู่ ดูเหมือนจะ... ไม่พอใจ?

ไม่ใช่ไม่พอใจที่โดนผ่า แต่ไม่พอใจความแรงของสายฟ้า!

กระบี่เสี้ยนเซียนสั่นไหว เหมือนจะบอกว่า: แค่นี้? ได้แค่นี้เหรอ? แรงกว่านี้สิ! ไม่ได้กินข้าวมาเหรอ!

อารมณ์ประมาณนั้น

เจียงฉีทำหน้าแปลกๆ จู่ๆ ก็นึกถึงบันทึกในชาติก่อน

"หยวนสื่อเทียนจุนนั่งอยู่ตรงกลาง มุ่งหน้าเข้าประตูค่ายกลจูเซียน ทงเทียนเจี้ยวจู่ปล่อยสายฟ้าฝ่ามือหนึ่งที สั่นสะเทือนกระบี่วิเศษให้แกว่งไกว อานุภาพร้ายกาจนัก! แม้แต่หยวนสื่อ ดอกบัวเหนือเศียรยังร่วงหล่นลงมาดอกหนึ่ง"

เจียงฉี: "..."

บาปกรรม บาปกรรม

บาปกรรม บาปกรรม

ศิษย์แค่เผลอใจลอย นึกถึงนามของท่านทวดปรมาจารย์และท่านปู่ทวดปรมาจารย์ ไม่ได้เจตนาจริงๆ ขอให้ท่านทวดปรมาจารย์และท่านปู่ทวดปรมาจารย์อายุยืนหมื่นปี...

เจียงฉีท่องในใจไปพลาง ก็เข้าใจเรื่องราวไปพลาง

สี่กระบี่จูเซียนแม้จะเป็นอาวุธสังหารโหด แต่หน้าที่หลักคือใช้ตั้งค่ายกล

แล้วจะกระตุ้นอานุภาพค่ายกลยังไง?

เมื่อกี้ก็บอกแล้ว เอาสี่กระบี่แขวนกลับหัวบนประตูค่าย ปล่อยสายฟ้ากระตุ้น สายฟ้าเขย่ากระบี่ แกว่งไปมา ก็เกิดอานุภาพไร้ขอบเขต

คำถามคือ สายฟ้าที่ใช้กระตุ้นสี่กระบี่จูเซียน สายฟ้าที่ออกจากมือท่านนักบุญ จะเป็นสายฟ้าธรรมดาได้เหรอ?

ตอนนี้เจียงฉีรู้แล้ว

สายฟ้าที่ใช้กระตุ้นสี่กระบี่จูเซียน แปดส่วนน่าจะเป็นสายฟ้าทำลายล้างโลก (อสนีบาตวินาศ) แถมต้องเป็นของแท้เกรดเอด้วย

มิน่าล่ะ กระบี่เสี้ยนเซียนถึงได้ทำท่าไม่พอใจที่เจอมหาภัยพิบัติเทียมที่สร้างจากไอแห่งเคราะห์กรรม

ปู่กระบี่แกกินสายฟ้าทำลายล้างโลกเป็นอาหาร เอ็งเอาของก๊อปเกรดเสิ่นเจิ้นมาป้อน ยังจะหวังให้ปู่แกยิ้มให้เหรอ?

"ปู่กระบี่ครับ ทำใจเถอะ เราจะกินหูฉลามทุกวันไม่ได้หรอกเนอะ?"

เจียงฉีปลอบใจกระบี่เสี้ยนเซียนในใจเงียบๆ

สายฟ้าสีม่วงดำนับไม่ถ้วนยังคงถาโถมเข้ามา แต่ถูกกระบี่เสี้ยนเซียนรับไว้ทั้งหมด

ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นาน ทัณฑ์สวรรค์นี้คงถูกดูดจนแห้งมั้ง?

เจียงฉีคิดแบบนั้น แล้วก็นั่งขัดสมาธิรอเงียบๆ

จนกระทั่งสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เริ่มเบาบาง เริ่มอ่อนแรงลง

เจียงฉีเงยหน้าขึ้น มองสำรวจภายในร่างกายตัวเองด้วยสีหน้าประหลาด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 90 - ทัณฑ์สวรรค์? กระจอกน่า

คัดลอกลิงก์แล้ว