- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตไร้สิ้นสุด ตำนานมังกรแห่งบ่อพันธนาการ
- บทที่ 330 - อู๋เฉวียน
บทที่ 330 - อู๋เฉวียน
บทที่ 330 - อู๋เฉวียน
บทที่ 330 - อู๋เฉวียน
[ปีที่ห้า วันที่สามร้อยสิบเอ็ด ท่านขึ้นไปบนภูเขายักษ์ในทะเลตะวันตกลูกนี้ ท่านมุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่ตั้งของต้นไม้ใหญ่สีเขียว ซึ่งก็คือต้นสนกุ้ยเก๋อ
ยังไม่ทันที่ท่านจะถึงยอดเขา เสียงอุทานก็ดังขึ้น บีบให้ท่านต้องหยุดลง ท่านเงยหน้ามอง เบื้องหน้าท่านปรากฏเด็กสาวสิบเอ็ดคน เด็กสาวทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมด รูปลักษณ์ไม่ต่างจากคนปกติ เพียงแต่ใบหน้าของพวกนางอิ่มเอิบกลมมน และเกลี้ยงเกลาสว่างไสว ท่ามกลางความมืดมิด ยังเปล่งแสงสีเงินนวลใสงดงาม
ท่านเข้าใจในทันที นี่คือจันทราสิบสองดวง เพียงแต่มีหนึ่งดวงไปเข้าเวรแล้ว จึงเหลือเพียงสิบเอ็ดดวง...]
นี่คือดวงจันทร์หรือ
จีเจิงเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับดวงจันทร์มาไม่น้อย แต่ไม่ค่อยมีการบรรยายถึงรูปลักษณ์ของดวงจันทร์มากนัก
บ้างก็ว่าเป็นรูปลักษณ์ของเด็กสาว บ้างก็ว่าเป็นดวงดาว บ้างก็ว่าเป็นกระต่ายหยก อะไรทำนองนั้น ยังมีบอกว่าเป็นฉางเอ๋อ อีกด้วย
แต่ดูจากตอนนี้ ก็คือรูปลักษณ์ของเด็กสาว
ตำนานที่ว่าดวงจันทร์มีรูปลักษณ์เป็นเด็กสาว กล่าวไว้ว่าเทพบดีกับมารดาแห่งดวงจันทร์ หรือจันทราเทพีฉางซี ให้กำเนิดธิดาสิบสองเดือน ธิดาสิบสองเดือนล้วนเป็นหญิงสาว และหน้าตาเหมือนกัน ใบหน้าอิ่มเอิบ ทุกค่ำคืนจะเปล่งแสงสีเงิน
ด้วยความบังเอิญ ธิดาสิบสองเดือนออกจากที่พำนัก มาเที่ยวเล่นที่โลกมนุษย์ ธิดาสิบสองเดือนชอบทิวทัศน์ต่างๆ ในโลกมนุษย์มาก แต่หลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน ฟ้าดินก็ตกอยู่ในความมืดมิด ไม่เหมือนทิวทัศน์ตอนฟ้าสว่าง และสรรพชีวิตในโลกมนุษย์ต่างต้องใช้ชีวิตในความมืดอย่างจำยอม
ธิดาสิบสองเดือนเห็นเช่นนั้น จึงอยากใช้แสงสว่างของตนส่องสว่างโลกมนุษย์ในยามค่ำคืน หลังจากตัดสินใจกันแล้ว ก็อยากจะผลัดเวรกันเหมือนกับพี่ชายต่างมารดาทั้งสิบ หรือจินอู
มารดาฉางซีรู้เรื่องนี้ ก็สนับสนุนความคิดของธิดาสิบสองเดือนอย่างเต็มที่ จึงจัดแจงให้ธิดาสิบสองเดือนผลัดเวรกัน หนึ่งเดือนเข้าเวรหนึ่งดวง ทุกๆ วันมารดาฉางซีจะช่วยหวีผมแต่งตัวให้ แต่เนื่องจากธิดาสิบสองเดือนเป็นผู้หญิง บางครั้งจะเขินอาย จึงใช้ผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าบางส่วน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ดวงจันทร์มีข้างขึ้นข้างแรม
“ธิดาสิบสองเดือน...”
“ตามการติดต่อกับพวกนางในการจำลองครั้งก่อนๆ ของฉัน ธิดาสิบสองเดือนนั้นว่านอนสอนง่ายมาก ไม่เหมือนพวกจินอูที่ชอบก่อเรื่อง”
จีเจิงรู้สึกดีกับธิดาสิบสองเดือนกลุ่มนี้มาก
ธิดาสิบสองเดือนกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันมาโดยตลอด ส่องสว่างความมืดมิดให้ดินแดนต้าฮวง ก็นับได้ว่าทำเพื่อสรรพชีวิต
พอกล่าวได้ว่ามีอุดมการณ์เดียวกับเขา
ดังนั้นจีเจิงจึงรู้สึกดีด้วยเป็นธรรมดา
จีเจิงครุ่นคิดในใจ
การจำลองยังคงดำเนินต่อไป
...
[ท่านมองดูจันทราสิบเอ็ดดวงนี้ ท่านแสดงท่าทีว่าท่านไม่ได้มีเจตนาทุจริต เพียงแค่อยากจะขอเปลือกไม้ของต้นกุ้ยจันทราสักชิ้น
จันทราสิบเอ็ดดวงได้ยินสิ่งที่ท่านพูด ก็ตะลึงไปนาน แต่หนึ่งในนั้นมองท่าน จู่ๆ ก็ร้องอุทาน ถามท่านว่าเป็นมังกรซ่อมฟ้าใช่หรือไม่ ท่านยอมรับ
จันทราสิบเอ็ดดวงเห็นท่านยอมรับ ต่างก็พากันร้องอุทาน จากนั้นสายตาที่มองท่าน ก็แฝงไปด้วยความเคารพเลื่อมใส หนึ่งในนั้นบอกให้ท่านรอสักครู่ มารดาของพวกนางจะมาในอีกไม่ช้า
ท่านพยักหน้ามังกร ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงแต่ในใจรู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าวีรกรรมของท่าน จะเล่าลือมาไกลถึงนอกทะเลตะวันตก แต่ท่านลองคิดดูดีๆ ก็เข้าใจ จันทราสิบสองดวงต้องผลัดเวรกันทุกเดือน ยากที่จะไม่รู้วีรกรรมของท่าน]
[ปีที่ห้า วันที่สามร้อยสิบสอง ภายใต้การรอคอยของท่าน ในที่สุดฉางซีก็มาถึง หลังจากพบฉางซี ท่านก็ตัดสินได้ทันทีว่า ความแข็งแกร่งของฉางซีไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าซีเหอ
และหลังจากฉางซีพบท่าน ก็แสดงความเคารพต่อท่านเช่นกัน จากนั้นฉางซีก็สอบถามจุดประสงค์ที่ท่านมา เมื่อทราบว่าท่านต้องการขอเปลือกไม้ต้นกุ้ยจันทราสักชิ้น ฉางซีก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
ท่านสงสัยไม่เข้าใจ ฉางซีจึงบอกกับท่านว่า ต้นกุ้ยจันทราไม่ใช่ของของพวกนาง พวกนางตัดสินใจไม่ได้ ท่านฟังแล้วก็ยิ่งไม่เข้าใจ
ฉางซีเห็นท่าทางของท่าน จึงเล่าความจริงออกมา ฉางซีกล่าวว่า ต้นกุ้ยจันทราเป็นสิ่งที่เทพบดีในอดีตทิ้งไว้ ในอดีตตอนที่มีการตัดขาดฟ้าดิน เทพบดีเคยลงมาจุติ ในช่วงเวลานั้นได้พบกับคนผู้หนึ่งชื่อ ‘อู๋กัง’ อู๋กังคนนี้ลุ่มหลงในวิชาเซียนจนละเลยเรื่องราวต่างๆ ส่งผลให้เกิดผลร้ายแรงและเลวร้ายมากมาย เทพบดีรู้เข้า ก็โกรธมาก จึงนำเขาไปไว้ข้างต้นสนกุ้ยเก๋อ และทิ้งต้นกุ้ยจันทราไว้ต้นหนึ่ง ให้อู๋กังตัดต้นไม้ ขอเพียงตัดต้นกุ้ยจันทราให้ขาดได้ อู๋กังก็จะได้รับวิชาเซียน
เพียงแต่ต้นกุ้ยจันทรานั้นมหัศจรรย์ ทุกครั้งที่อู๋กังฟันขวานลงไป บาดแผลของต้นกุ้ยจันทราจะสมานตัวทันที วนเวียนอยู่อย่างนี้ ปัจจุบันอู๋กังก็ยังคงตัดต้นไม้อยู่หน้าต้นกุ้ยจันทรา
เทพบดีเคยมีวาจา ต้นกุ้ยจันทราเป็นของอู๋กัง ดังนั้นฉางซีจึงบอกว่านางตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้...]
นี่มันเรื่องอู๋กังตัดต้นกุ้ยไม่ใช่หรือ
จีเจิงรู้เรื่องนี้ดี
นี่เรียกได้ว่าเป็นนิทานที่รู้กันทั่วไป
แต่เรื่องอู๋กังตัดต้นกุ้ยมีหลายเวอร์ชัน
เวอร์ชันฉางเอ๋อกับอู๋กังเป็นแค่หนึ่งในนั้น
และเรื่องราวในการจำลองนี้ ก็เป็นอีกเวอร์ชันหนึ่ง
ดูจากตอนนี้ เวอร์ชันในการจำลองนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง
ดวงตามังกรของจีเจิงเป็นประกาย
หากต้นกุ้ยจันทราเป็นของเทพบดี เขาก็คงลำบากใจ
แต่ฉางซีบอกว่า เทพบดีเคยลั่นวาจา ต้นกุ้ยจันทราเป็นของอู๋กัง เช่นนั้นขอเพียงเขาทำให้อู๋กังยอมมอบเปลือกไม้ต้นกุ้ยจันทราให้เขาสักชิ้น วิญญาณมังกรของเขาก็จะฟื้นฟูได้
“แต่ว่า ข่าวที่ได้จากการจำลองครั้งนี้มันออกจะเหลือเชื่อไปหน่อยนะ”
“เทพบดีเคยลงมาจุติในตอนที่มีการตัดขาดฟ้าดิน? ตัดขาดฟ้าดินแล้วยังลงมาได้? เส้นทางเชื่อมต่อสำหรับเทพบดีแล้ว ไร้ความหมาย?”
จีเจิงรู้สึกตกตะลึง
ความแข็งแกร่งของเทพบดีน่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ
แม้แต่เส้นทางเชื่อมต่อก็ไม่จำเป็น
หมายความว่า ขอเพียงเทพบดีต้องการ ก็สามารถลงมาได้ทุกเมื่อ
มองสองภพดั่งความว่างเปล่า
นี่คือเทพบดีสินะ
บางที ตำนานระดับท็อปอาจจะไม่สามารถจำกัดความเทพบดีได้แล้ว
เทพบดีอาจเรียกได้ว่าเป็นตำนานสูงสุด
น่ากลัวเกินไปแล้ว
จีเจิงรู้สึกหวาดกลัวต่อความแข็งแกร่งของเทพบดีอีกครั้ง
แต่เขาก็ยังอยากจะไล่ตามฝีเท้าของเทพบดี
ยังคงเป็นคำพูดเดิม เขามีลางสังหรณ์มาตลอด ว่าไม่ช้าก็เร็วเขาต้องได้ปะทะกับเทพบดี
แต่ด้วยตัวเขาในตอนนี้ คิดจะปะทะกับเทพบดี?
แทบจะเป็นไปไม่ได้
จีเจิงรู้ซึ้งถึงช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายดี
แต่เขาเชื่อว่า ขอเพียงให้เวลาเขามากพอ ไล่ตามเทพบดี ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจจีเจิง
เขาคิดอยู่นาน ถึงค่อยๆ กดความคิดเหล่านั้นลง แล้วเขาก็ดูการจำลองต่อไป
...
[หลังจากท่านทราบเรื่องนี้ ท่านก็เข้าใจในทันที ท่านบอกกับฉางซีว่า ท่านสามารถไปหาอู๋กังด้วยตัวเอง
ฉางซีไม่มีปัญหาเรื่องนี้ และบอกว่า หากท่านเจรจาล้มเหลว นางสามารถไปกับท่านอีกรอบ จะช่วยท่านเกลี้ยกล่อมอู๋กังอย่างดี
ท่านขอบคุณความช่วยเหลือของฉางซี จากนั้นท่านก็มุ่งหน้าขึ้นเขา ท่านไม่รู้ว่าต้นกุ้ยจันทราอยู่ที่ไหน แต่ท่านรู้ว่า ต้นกุ้ยจันทราอยู่ข้างต้นสนกุ้ยเก๋อ และต้นสนกุ้ยเก๋อก็อยู่เหนือหัวท่าน]
[ปีที่ห้า วันที่สามร้อยสิบสาม ท่านมาถึงข้างต้นสนกุ้ยเก๋อ ท่านบินวนอยู่ด้านบน เพียงแวบเดียวก็เห็นต้นกุ้ยจันทราต้นนั้น
ต้นกุ้ยจันทราต้นนี้สะดุดตามาก สามารถพบเห็นได้ง่าย และท่านก็สังเกตเห็นว่า ข้างต้นกุ้ยจันทรา มีชายกำยำคนหนึ่งกำลังเหวี่ยงขวาน ฟันต้นกุ้ยจันทราครั้งแล้วครั้งเล่า
ท่านมองดูอู๋กัง ท่านตรงเข้าไปหาอู๋กังทันที ไม่นานอู๋กังก็พบท่านเช่นกัน แต่อู๋กังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ยืนรอท่านเข้ามาใกล้อย่างเงียบๆ
หลังจากท่านเข้าไปใกล้ ท่านพลันพบความผิดปกติบางอย่าง เพราะท่านพบภูตผีตนหนึ่งอยู่ข้างกายอู๋กัง ท่านไม่เข้าใจว่าทำไมข้างกายอู๋กังถึงมีภูตผี แต่ท่านก็ยังเข้าไปหาอู๋กัง
ไม่นาน ท่านก็เจรจากับอู๋กัง หลังจากท่านบอกชื่อเสียงเรียงนาม อู๋กังก็จำท่านได้ทันที ท่านตะลึงจริงๆ ท่านไม่เข้าใจว่าอู๋กังคนที่เอาแต่ตัดต้นกุ้ย รู้จักท่านได้อย่างไร
อู๋กังกลับบอกว่า เป็นเพราะจันทราสิบสองดวงมักจะมาเล่าเรื่องราวในดินแดนต้าฮวงในหุบเขา เขาได้ยินมา จึงรู้ชื่อเสียงของท่าน
ท่านเข้าใจแจ่มแจ้ง หลังจากรู้ว้าอู๋กังรู้ถึงตัวตนของท่าน ท่านก็บอกกับอู๋กังตรงๆ ว่าท่านต้องการขอเปลือกไม้ต้นกุ้ยจันทราสักชิ้น ท่านบอกว่าท่านสามารถชดเชยให้อู๋กังได้
อู๋กังกลับส่ายหน้า บอกว่าไม่ต้องการสิ่งชดเชย พูดจบอู๋กังกลับคุกเข่าลงต่อหน้าท่านกะทันหัน ท่านไม่เข้าใจเหตุผล อู๋กังกลับบอกท่านว่า ท่านคือตัวตนที่คิดเพื่อสรรพชีวิตในต้าฮวงอย่างแท้จริง เขาอยากจะขอให้ท่านออกหน้าแทนคนผู้หนึ่ง
ท่านอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ภูตผีข้างกายอู๋กัง ท่านเข้าใจว่าคนที่อู๋กังพูดถึงก็คือผู้นี้ ท่านอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ผู้นี้คือใครกันแน่
ภูตผีตนนั้นเห็นท่านสนใจ ก็รีบกราบไหว้ท่าน บอกท่านว่า เขาชื่อ ‘อู๋เฉวียน’ เคยมีความแค้นกับจักรพรรดิแดงเสินหนง ถูกเนรเทศไปทะเลตะวันตก บังเอิญมาถึงที่นี่ ได้ผูกวาสนากับอู๋กัง...]
อู๋เฉวียน? จักรพรรดิแดงเสินหนง?
นี่มันเรื่องอะไรกันอีก?
จีเจิงทบทวนความทรงจำ
ชั่วชีวิตของจักรพรรดิแดงเสินหนง เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครด้วยหรือ? ถึงกับต้องเนรเทศคนไปทะเลตะวันตก นี่มันไกลมากเลยนะ นี่กะจะให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้กลับทิศใต้ของดินแดนต้าฮวงตลอดกาลเลยหรือไง
จักรพรรดิแดงเสินหนง หนึ่งในห้าจักรพรรดิแห่งเผ่ามนุษย์ อดีตผู้นำมนุษย์
เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครกันแน่?
จีเจิงครุ่นคิดอย่างละเอียด
หลังจากคิดอยู่นาน
จู่ๆ เขาก็นึกถึงตำนานเรื่องหนึ่ง
ตำนานเรื่องนี้ไม่มีชื่อเรียกที่แน่ชัด แต่ในบันทึกมีคนชื่อ ‘อู๋เฉวียน’ อยู่ด้วย และเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิแดงเสินหนง
ในตำนานเล่าว่า หลานชายของจักรพรรดิแดงเสินหนงชื่อ ‘ปั๋วหลิง’ ปั๋วหลิงคนนี้ลักลอบเป็นชู้กับภรรยาของชายที่ชื่อ ‘อู๋เฉวียน’ และมีลูกด้วยกันสามคน ลูกสามคนนี้ชื่อ ‘ซู’ ‘กู่’ ‘เหยียน’
โดยที่ซูเป็นผู้คิดค้นเป้ายิงธนูเป็นคนแรก
ส่วนกู่และเหยียนเป็นผู้คิดค้นเครื่องดนตรีระฆังเป็นคนแรก และยังแต่งเพลงด้วย
อู๋เฉวียนคนนี้ คาดว่าน่าจะเป็นภูตผีในการจำลองตนนี้กระมัง
“อู๋กังอยากให้ฉันออกหน้าแทนเขา หมายความว่าออกหน้าแทนอู๋เฉวียนคนนี้ อู๋เฉวียนคนนี้ถูกจักรพรรดิแดงเสินหนงเนรเทศ หมายความว่า หลานจักรพรรดิแดงเสินหนงเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน แถมยังมีลูกด้วยกันสามคน แล้วยังเนรเทศเจ้าทุกข์ไปทะเลตะวันตกอีก? นี่มันจะเกินไปหน่อยมั้ย”
จีเจิงก็รู้สึกว่าเกินไปจริงๆ
แต่เขายังอยากดูการจำลองต่อ
ดูว่าจะมีจุดพลิกผันอะไรหรือไม่ บางทีเรื่องราวอาจจะไม่ได้มีแค่นี้
ดูเรื่องราวให้จบก่อน ค่อยคิดว่าจะออกหน้าแทนหรือไม่
จีเจิงกำลังคิด
การจำลองยังคงดำเนินต่อไป...
[จบตอน]