- หน้าแรก
- ข้าสอบขุนนางในสมัยโบราณ บันทึกของหนุ่มย้อนภพร้านเต้าหู้
- บทที่ 333 มาๆๆ เริ่มลงมือกันเถอะ!
บทที่ 333 มาๆๆ เริ่มลงมือกันเถอะ!
บทที่ 333 มาๆๆ เริ่มลงมือกันเถอะ!
เจิ้งโย่วชะงักไปครู่หนึ่ง ตั้งตัวไม่ทัน "อะไรนะ?"
กลับเป็นหยางเต้าที่อยู่ข้างๆ เข้าใจความหมายในคำพูดของหลินเซี่ยงอันก่อน
น้ำเสียงนั้นไม่หนักไม่เบา แต่แฝงไว้ซึ่งขอบเขตที่ชัดเจน ราวกับจะบอกว่า
ถ้าจะเชิญนักร้องมาจริงๆ ข้าก็คงไม่ร่วมโต๊ะด้วย
สำหรับคนกลุ่มนี้ การมากินข้าวที่นี่และมีนักร้องมาขับกล่อมเป็นเรื่องปกติ
เพิ่งเคยเจอคนที่หักหน้ากันตรงๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก
นี่คือความถือตัวจริงๆ? หรือเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล?
ชั่วขณะหนึ่งก็เดาเจตนาของหลินเซี่ยงอันไม่ออก
จ้าวเจ๋อก็เข้าใจ แต่ไม่ได้ออกปากแก้ต่าง เพียงแสดงจุดยืนด้วยการกระทำเล็กน้อย
เดิมทีร่างที่กำลังจะนั่งลงชะงักไปนิด แล้วขยับเข้าไปใกล้หลินเซี่ยงอันอย่างแนบเนียน
รายละเอียดนี้ เมื่ออยู่ในสายตาของหยางเต้า ก็ยิ่งดูลึกซึ้งขึ้น
ส่วนหลินหย่วนและหวังเหอซิ่นกลับงุนงง
พวกเขาติดตามหลินเซี่ยงอันมานาน ไม่เคยได้ยินเขาบอกว่าไม่ชอบความคึกคัก
ความจริงแล้ว หลินเซี่ยงอันชอบให้คนสนิทมารวมตัวกัน พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
การกระทำของเขาในครั้งนี้ อดทำให้ทั้งสองเกิดคำถามในใจไม่ได้
หรือว่าเป็นเพราะไม่สนิทกับเจิ้งโย่วและหยางเต้า?
หรือว่าโอกาสนี้มีอะไรไม่เหมาะสม?
บรรยากาศในห้องพลันเย็นลง
เด็กรับใช้ไม่กล้าส่งเสียง พวกเขารู้จักสังเกตสีหน้าท่าทาง
ต่างพากันก้มหน้ายืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ
หยางเต้ามองหลินเซี่ยงอัน อีกฝ่ายสีหน้าสงบ แววตาไร้ร่องรอยของการยอมอ่อนข้อ
เจิ้งโย่วขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถามเสียงต่ำ "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่บ้าง
เขาอุตส่าห์เลี้ยงข้าวด้วยความหวังดี ไฉนจึงไม่รู้คุณ?
จ้าวเจ๋อเห็นท่าทางโง่เขลาของเขา ก็ถลึงตาใส่ "หมายความว่าอะไรล่ะ? ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?"
เจิ้งโย่วถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก กำลังจะสวนกลับ แต่หยางเต้าก็เอ่ยขึ้นช้าๆ เสียก่อน
"ช่างเถอะ" เขาโบกมือ "พวกเจ้าลงไปก่อน ไม่ต้องปรนนิบัติแล้ว ให้ห้องครัวยกอาหารมาเลย"
พูดจบ ก็พยักหน้าให้หลินเซี่ยงอัน น้ำเสียงสงบลงและผ่อนคลายขึ้น
"กินข้าวกันแค่พวกเรานี่แหละ นั่งเถอะ อาหารที่นี่เป็นเลิศในแดนเหนือ รสชาติไม่เลว"
เด็กรับใช้ที่รออยู่ข้างๆ เห็นหยางเต้าเอ่ยปาก ก็ไม่กล้าอยู่นาน ค่อยๆ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ในห้องเหลือเพียงพวกเขาไม่กี่คน
เจิ้งโย่วถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว ถามด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไม ยังไม่ชอบฟังเพลงอีกหรือ?"
จ้าวเจ๋อนั่งลงแล้ว สวนกลับอย่างไม่เกรงใจ "เจ้าคิดว่าทุกคนเหมือนเจ้าหรือไง? อย่าเอานิสัยเสียๆ พวกนั้นมาขายหน้าชาวบ้าน"
น้ำเสียงเขาไม่หนัก แต่ทุกคำทิ่มแทงใจ
จ้าวคังผิงและหลี่เป่าจู ปกติจะเข้มงวดกับจ้าวเจ๋อมาก
แม้เขาจะชอบไปเที่ยวเล่นกินดื่มกับพวกเจิ้งโย่วที่กั๋วจื่อเจี้ยนบ้าง แต่ก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง
นานวันเข้า เขาก็เริ่มชินกับ "ความบันเทิง" บางอย่างของพวกเจิ้งโย่ว แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
มักจะถูกเจิ้งโย่ว สวีเหยียนกง และหลี่จิงชาง ล้อเลียนอยู่บ่อยๆ ว่าเขายังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ถึงขั้นเอาเรื่องที่เขายังไม่โตมาล้อเล่น
แต่จ้าวเจ๋อรู้ดีแก่ใจว่า หลินเซี่ยงอันคนนี้ คุยเรื่องงานก็คือคุยเรื่องงาน เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบเรื่องหยุมหยิมพวกนี้
โอกาสต่างกัน คนก็ต่างกัน
เจิ้งโย่วฟังแล้วรู้สึกอาย ฝืนยิ้มออกมา กำลังจะหาเรื่องคุยแก้เก้อ
ก็ได้ยินเสียง "ก๊อก ก๊อก" เคาะประตู
จากนั้นเด็กรับใช้ก็ยกอาหารเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
อาหารร้อนๆ ถูกวางเต็มโต๊ะอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมเตะจมูก สีสันน่าทาน
เจิ้งโย่วจึงหยิบตะเกียบขึ้นมา กระแอมเบาๆ แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มทักทาย:
"อาหารมาแล้ว มาๆๆ เริ่มลงมือกันเถอะ เริ่มลงมือกันเถอะ!"
เด็กรับใช้เสิร์ฟอาหารอย่างคล่องแคล่ว วางไปพลางแนะนำไปพลาง:
"จานนี้คือ วุ้นเนื้อกวางแก้ว ใช้เนื้อกวางดอกเหมยชั้นดีฉีกเป็นเส้น... จานนี้คือ อุ้งตีนหมีตุ๋นน้ำแดง อุ้งตีนหมีที่เตรียมไว้อย่างดี ต้มด้วยน้ำซุปเข้มข้นจากไก่แก่ แฮม และข้อศอกหมู... นี่คือ เนื้อกวางป่าย่างถ่าน ..."
ฟังคำบรรยายของเด็กรับใช้ หลินเซี่ยงอันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
แค่ชื่ออาหาร ก็รู้แล้วว่าไม่ถูก
ล้วนเป็นอาหารป่ารสเลิศขนานแท้ของทางเหนือ
อาหารบนโต๊ะนี้แทบทุกจานล้วนเป็น "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ในยุคปัจจุบันทั้งสิ้น
ช่างเป็นแกนหลักจริงๆ!
เจิ้งโย่วแม้จะไม่ถนัดเรื่องเรียน แต่ถ้าพูดเรื่องกิน เขาถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ปกติมีแต่คนคอยปรนนิบัติ แต่วันนี้เพื่อกู้หน้า จึงเป็นฝ่ายจัดการเชิญชวนทุกคนให้กินอาหาร แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว
กลัวหลินหย่วนและหวังเหอซิ่นจะเกร็ง หลินเซี่ยงอันจึงให้ท้้งสองนั่งระหว่างเขากับจ้าวเจ๋อ
ดังนั้น ด้านขวาของหลินเซี่ยงอันคือหวังเหอซิ่น ด้านซ้ายเว้นที่ว่างหนึ่งที่ จึงเป็นหยางเต้า
ส่วนจ้าวเจ๋อนั่งอยู่อีกด้านของหลินหย่วน ติดกับเจิ้งโย่ว
มีหลินเซี่ยงอันและจ้าวเจ๋ออยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มทั้งสองก็ผ่อนคลายลงบ้าง
แต่โอกาสเช่นนี้ก็ไม่เหมาะที่จะพูดอะไร
ทั้งสองจึงก้มหน้าก้มตากิน
การกินดื่มบนโต๊ะอาหาร เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระชับความสัมพันธ์
สุราอุ่นๆ ไม่กี่จอกลงท้อง บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงมาก
หยางเต้าเคยฟังนโยบายของหลินเซี่ยงอันที่โรงน้ำชาวันนั้น และประทับใจมาตลอด เด็กคนนี้มีความคิดที่กล้าหาญ
แต่ทั้งสองไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน
วันนี้มีโอกาสได้นั่งกินข้าวด้วยกัน จึงเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุย เพื่อหารือเรื่องวิชาความรู้กับเขา
"พี่หลิน วันนั้นที่ท่านกล่าวว่า 'แสวงหาความรู้จากสิ่งของ รากฐานคือวิชาที่ใช้ได้จริง' ข้ายังจำได้แม่น ฟังแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก"
หยางเต้าเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาแฝงความจริงจัง
หลินเซี่ยงอันฟังแล้ว อดนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่โรงน้ำชาวันนั้นไม่ได้
ตอนนั้นเขาไม่เห็นหยางเต้า คาดว่าคงนั่งอยู่กับจ้าวเจ๋อในห้องรับรอง
จากครั้งแรกที่มาถึงเมืองหลวง เจอกันแค่แวบเดียวในเมืองชั้นใน จนถึงวันนี้ที่ได้พบกันอีกครั้ง แม้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงสั้นๆ แต่หลินเซี่ยงอันก็สังเกตเห็นเรื่องหนึ่ง
หยางเต้าพูดน้อย แต่เป็นศูนย์กลางของคนกลุ่มนี้
หากเขาเอ่ยปาก คนอื่นๆ ก็จะเชื่อฟัง
เจิ้งโย่วและจ้าวเจ๋อมาจากตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ การพูดจาและทำตัวจึงค่อนข้างตรงไปตรงมา
ส่วนหลี่จิงชางและสวีเหยียนกงมีภูมิหลังคล้ายกับหยางเต้า แต่ก็ยอมฟังคำสั่งของเขา แสดงว่าเขามิบารมีในกลุ่มไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดา
หลินเซี่ยงอันยิ้มเล็กน้อย ตอบกลับอย่างนอบน้อม
"พี่หยางกล่าวเกินไปแล้ว เพียงแต่ระหว่างทางขึ้นเหนือ เห็นความแตกต่างของความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น จึงเกิดความคิดและได้ข้อคิดเห็นมาบ้างเท่านั้น"
จากเมืองน้ำในเจียงหนาน เดินทางขึ้นเหนือ ข้ามผ่านดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง
หลินเซี่ยงอันมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความเป็นจริงของชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างเหนือและใต้
ในความเป็นจริง ทางเหนือพึ่งพาเศรษฐกิจทางใต้เป็นอย่างมากในหลายด้าน
ยกตัวอย่างเช่น การเพาะปลูก ทางเหนือส่วนใหญ่ปลูกพืชทนแล้ง เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ข้าวโพด ด้านหนึ่งเพราะขาดแคลนน้ำ อีกด้านหนึ่งเพราะดินเค็ม ความร้อนไม่เพียงพอ และภัยแล้งในฤดูใบไม้ผลิที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้โครงสร้างการเพาะปลูกถูกจำกัดมาอย่างยาวนาน
แต่ถ้าเป็นยุคปัจจุบันล่ะ? สามเสาหลักได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้
หนึ่ง การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน เช่น โครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ การขุดเจาะบ่อบาดาล
สอง การปรับปรุงพันธุ์พืชที่ทนความหนาวและทนเค็ม
สาม นวัตกรรมทางการเกษตร เช่น ระบบน้ำหยด เทคโนโลยีคลุมดินด้วยพลาสติก
ที่ราบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขตชลประทานภาคเหนือ หรือแม้แต่โอเอซิสทางตะวันตกเฉียงเหนือ การปลูกข้าวได้ขยายตัวอย่างมาก และผลผลิตและคุณภาพของหลายสายพันธุ์ ก็ไม่ด้อยไปกว่าทางใต้
นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี