- หน้าแรก
- นรกส่งฉันมาทวงแค้น
- บทที่ 725 ความยึดติดในใจของจ้าวลู่ลู่
บทที่ 725 ความยึดติดในใจของจ้าวลู่ลู่
บทที่ 725 ความยึดติดในใจของจ้าวลู่ลู่
บทที่ 725 ความยึดติดในใจของจ้าวลู่ลู่
สถานะของเจ้าของร่างเดิมในบ้านหลังนี้ เป็นยังไงก็คงพอเดาได้
แต่ว่าห้องนี้จะตกแต่งยังไง ไน่เหอก็ไม่ใส่ใจ เพราะการที่เธอกลับมาไม่ใช่เพื่อใช้ชีวิตเหมือนที่คนตระกูลจ้าวคนอื่นใช้กัน แต่เพื่อให้คนตระกูลจ้าวคนอื่น ได้ใช้ชีวิตแบบที่เจ้าของร่างเดิมเคยใช้ต่างหาก
อีกอย่าง ห้องจะเป็นแบบไหนสำหรับเธอก็เหมือนกัน เพราะยังไงตอนกลางคืนเธอก็กลับไปนอนในมิติอยู่ดี
บ้านที่อยู่ในมิตินั้น เธอขนย้ายมาจากจวนบนแดนเทพ ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นข้างใน ล้วนเป็นของวิเศษที่ไม่มีทางหาได้บนโลกมนุษย์
......
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ก็มีเสียงรถแล่นเข้ามา ไน่เหอยืนมองลงมาจากชั้นบน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งลงจากรถ
นั่นคือแม่บุญธรรมของเจ้าของร่างเดิม
ไม่รู้ว่าแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับพูดอะไรกับหล่อน หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นมองมายังตำแหน่งห้องของไน่เหอ
ทันทีที่สายตาสบกัน หล่อนก็รีบละสายตากลับด้วยสีหน้าขยะแขยง
ผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีรถอีกคันแล่นเข้ามา พ่อบุญธรรมของเจ้าของร่างเดิมเดินลงมาจากรถ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงจ้าวกวางเย่าเปิดประตูเดินลงไปชั้นล่าง
พ่อแม่ลูกสามคนคุยอะไรกันอยู่ข้างล่างไม่รู้ สุดท้ายแม่บ้านก็ขึ้นมาตามไน่เหอ
"คุณหนู ลงไปทานข้าวเย็นได้แล้วค่ะ"
ไน่เหอไม่ตอบรับ เดินผ่านแม่บ้านคนนั้นมุ่งหน้าลงไปชั้นล่างทันที
พอเดินมาถึงหัวมุมบันได จู่ๆ เธอก็เบี่ยงตัวหลบ แล้วมองดูแม่บ้านคนนั้นกรีดร้อง แขนขาปัดป่ายไปมากลางอากาศ ก่อนจะล้มลงแล้วกลิ้งตกบันไดลงไป
ทุกขั้นบันไดที่กลิ้งลงไป มาพร้อมเสียง "ตุ้บตั้บๆ" และเสียงร้อง "โอ๊ยๆ"
พอกลิ้งลงไปกองอยู่ที่พื้นชั้นล่าง แม่บ้านก็นอนตัวงอ เอามือกุมเอวด้านหลัง ร้องครวญครางเหมือนจะขาดใจตาย
มุมปากของจ้าวกวางเย่ากระตุกยิกๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ชัดเจนว่าคนที่ตกบันไดคือแม่บ้าน แต่เขากลับรู้สึกเจ็บแทนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อกี้หลังจากเขาเล่าเรื่องที่เจอมาให้พ่อกับแม่ฟัง แม่บ้านก็รีบผสมโรงบอกว่า คุณหนูเปลี่ยนไปมากจริงๆ ไม่เหมือนคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายมีมารยาทเหมือนเมื่อก่อน วันนี้พอกลับมาถึง รองเท้าก็ไม่เปลี่ยน เดินดุ่มๆ ขึ้นห้องไปเลย
จากนั้นก็เสนอตัวว่าจะช่วยแก้แค้นให้คุณหนูได้ลิ้มรสความเจ็บปวดบ้าง เพื่อช่วยระบายแค้นให้นายน้อย
ตอนนั้น เขาก็รู้สึกว่าโอกาสสำเร็จช่างริบหรี่เหลือเกิน
คนตัวใหญ่ยักษ์ตั้งเจ็ดคนยังเอาไม่อยู่ ป้าแม่บ้านคนเดียวจะไปทำอะไรได้
แต่ป้าแกยืนยันหนักแน่น บอกว่าคุณหนูไม่ทันระวังตัวกับแกหรอก
ผลปรากฏว่า จะระวังตัวหรือไม่ ก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น
......
ไน่เหออมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เดินก้าวลงไปชั้นล่าง พอเดินผ่านแม่บ้านคนนั้น ก็ก้าวข้ามตัวแกไปหน้าตาเฉย มุ่งหน้าไปที่โต๊ะอาหาร
พอเห็นพฤติกรรมแบบนี้ แม่จ้าวก็ลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าไน่เหอ ตวาดด้วยความโกรธว่า "ทำไมเดี๋ยวนี้แกถึงได้มีจิตใจอำมหิตขนาดนี้ กล้าผลักคนตกบันได แกไม่กลัวฉันแจ้งตำรวจมาจับแกเข้าคุกหรือไง"
"ฉันเดินอยู่ข้างหน้า ป้าแกเดินอยู่ข้างหลัง แล้วบอกว่าฉันผลักแก? แน่ใจเหรอ?" ไน่เหอมองสบตาแม่จ้าว รอยยิ้มมุมปากยังคงเดิม
"ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายนะ"
"ต่อให้แกล้มเอง แกจะไม่ช่วยพยุงหน่อยหรือไง? แกยืนมองดูแกกลิ้งตกลงไปเฉยๆ แบบนั้นได้ยังไง! ทำไมแกถึงได้ใจดำอำมหิตขนาดนี้!"
เสียงของแม่จ้าวทั้งแหลมทั้งบาดหู น่ารำคาญพอๆ กับเสียงเครื่องเสียงรถยนต์ของจ้าวกวางเย่า
ไน่เหอเมินเฉยต่อการแสดงของหล่อนโดยสิ้นเชิง เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างไม่สนใจใคร
"ตาแก่ ดูมันสิ ตอนนี้ในสายตามันยังเห็นหัวพวกเราอยู่ไหม รู้งี้เราไม่น่ารับเลี้ยงมันมาเลย ต่อให้เลี้ยงดีส่งเสียดีแค่ไหน ยีนด้อยมันก็แก้ไม่ได้จริงๆ!"
หล่อนเพิ่งจะพูดจบ ไน่เหอก็หัวเราะออกมา
คำพูดพวกนี้ถ้าหลุดจากปากนายหญิงตระกูลผู้ดีเก่าแก่ ก็ยังพอน่าเชื่อถืออยู่บ้าง
แต่แม่จ้าวที่หนังสือหนังหาก็รู้อยู่ไม่กี่ตัว มัธยมปลายก็เรียนไม่จบ ดีเอ็นเอ โครโมโซมคืออะไรยังไม่รู้เรื่อง เป็นแค่เศรษฐีใหม่ ดันมาคุยเรื่องยีนกับเธอ
สีหน้าเย้ยหยันของไน่เหอ ทำเอาแม่จ้าวโกรธจนตัวสั่น หล่อนเบิกตากว้าง ง้างมือเตรียมจะตบหน้าไน่เหอ
จ้าวกวางเย่าที่อยู่ข้างๆ ตะโกนลั่นด้วยความตกใจ "อย่านะแม่!"
วินาทีถัดมา ข้อมือของแม่จ้าวก็ถูกไน่เหอคว้าหมับ หล่อนกรีดร้องออกมาทันที "โอ๊ย เจ็บๆๆ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!"
ไน่เหอสะบัดมือหล่อนทิ้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย หล่อนรีบยื่นข้อมือไปให้พ่อจ้าวดู
"ตาแก่ ดูมันสิ มันกล้าลงไม้ลงมือกับฉัน" แม่จ้าวยิ่งพูดยิ่งโมโห
"ตอนนี้มันกล้าตบตีกวางเย่า แล้วยังกล้ายื้อยุดฉุดกระชากฉัน พรุ่งนี้มันคงกล้าตบคุณแน่!"
สีหน้าของพ่อจ้าวมืดครึ้มจนน่ากลัว แก้วน้ำในมือถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง น้ำกระฉอกกระจายไปทั่ว
"นังลูกทรพี ตระกูลจ้าวเลี้ยงแกมาตั้งหลายปี การอบรมสั่งสอนแกเอาไปให้หมากินหมดแล้วรึไง? กล้าตบตีคุณชายอู๋ แล้วยังกล้าลงไม้ลงมือกับพี่ชายแถมแม่แกอีก ชักจะกำเริบเสิบสานใหญ่แล้วนะ!"
"บอกว่าเรียกฉันลงมากินข้าว แต่ดูจากทรงแล้ว พวกคุณไม่ได้จะกินข้าวกันสักนิด"
ไน่เหอมองอาหารบนโต๊ะ
ต้องยอมรับเลยว่า ถึงธุรกิจตระกูลจ้าวจะซวนเซ แต่เรื่องกินอยู่ปากท้องกลับไม่บกพร่องเลยแม้แต่น้อย
แม่บ้านคนนั้น ถึงนิสัยจะแย่ ชอบประจบสอพลอเหยียบย่ำคนอื่น แต่ฝีมือทำอาหารใช้ได้ทีเดียว นี่คงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แกทำงานในบ้านตระกูลจ้าวมาได้หลายปี
อาหารน่ากินตั้งมากมายขนาดนี้ น่าเสียดายจริงๆ
เห็นไน่เหอจ้องอาหารบนโต๊ะเขม็ง แม่จ้าวก็พูดด้วยน้ำเสียงถือดีว่า "กินอะไร วันนี้ถ้าแกไม่สำนึกผิด ข้าวสักคำแกก็อย่าหวังจะได้กิน"
"อ้อ? งั้นเหรอ?" น้ำเสียงของไน่เหอสงบนิ่งผิดปกติ สองมือวางทาบลงบนขอบโต๊ะหินอ่อน
"ในเมื่อไม่ให้ฉันกิน งั้นก็ไม่ต้องกินกันทั้งหมดนี่แหละ"
สิ้นเสียง หน้าโต๊ะอันหนักอึ้งก็ถูกเธอยกขึ้น
พริบตาเดียว จานชามถ้วยโถทั้งหมดบนโต๊ะ ก็เทกระจาดใส่ร่างแม่จ้าวที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ
ส่วนจ้าวกวางเย่าที่เดิมทีนั่งอยู่ข้างแม่จ้าว ตอนนี้กระโดดหนีไปไกลลิบแล้ว
แม่จ้าวกรีดร้องอย่างเสียสติ "นังสารเลว แกกล้าดียังไง! กรี๊ด! เสื้อผ้าฉัน! ฉันจะฆ่าแก! นังสารเลว!"
ไน่เหอก้มลงเก็บหมั่นโถวต้นหอมชิ้นเล็กจากพื้น แล้วยัดใส่ปากแม่จ้าวทันที
แม่จ้าวสำลักจนหน้าแดงก่ำ สองมือรีบควานเข้าไปในปาก หลังจากการไอและอาเจียนอย่างรุนแรง ในที่สุดก็ควักหมั่นโถวออกมาได้
หมั่นโถวก้อนนั้นปนเปื้อนทั้งน้ำลายและของอาเจียน ดูน่าขยะแขยงเป็นที่สุด
แม่จ้าวในตอนนี้เหมือนแม่สัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธ หรือเพราะน้ำแกงกระเด็นเข้าตา
หล่อนหอบหายใจแรง ปากพ่นคำหยาบคายด่าทอไม่หยุด มือคว้าเศษกระเบื้องจากพื้น เดินตรงปรี่เข้าไปหาไน่เหอที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
จ้าวกวางเย่าที่อยู่ข้างๆ อยากจะเข้าไปห้าม แต่พอเห็นคราบสกปรกบนตัวแม่ ก็ชะงักเท้าทันที
"พอได้แล้ว ดูสภาพคุณตอนนี้สิ ยังไม่รีบกลับไปล้างเนื้อล้างตัวอีก"
พ่อจ้าวตวาดแม่จ้าวที่ร้องเสียงหลงเหมือนไก่โอ๊ก แล้วหันมามองไน่เหอ
เมื่อกี้ตอนได้ยินลูกชายบอกว่าจ้าวลู่ลู่นิสัยเปลี่ยนไปมาก เดิมทีเขาไม่เชื่อ
เพราะลูกบุญธรรมคนนี้หลายปีมานี้ เป็นคนหัวอ่อนยอมคน ยอมจำนนต่อโชคชะตา เป็นคนที่ควบคุมง่าย คนนิสัยแบบนี้ต่อให้ถูกกระตุ้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาอาละวาดใหญ่โตขนาดนี้
แต่ ณ วินาทีนี้ เขาเชื่อคำพูดลูกชายเข้าเต็มเปาแล้ว