- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่เส้นทางบรรณาธิการการ์ตูน
- บทที่ 10 เกมสาวสวย
บทที่ 10 เกมสาวสวย
บทที่ 10 เกมสาวสวย
บทที่ 10 เกมสาวสวย
ในความเป็นจริง ตอนนี้ถังเหยาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก
ถึงแม้จะดูเหมือนมีโอกาสทำเงินมากมาย แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของเธอแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเชื่อถือไม่ได้...
เหตุผลหลักก็คือ เธอไม่ได้มีความมั่นใจมากพอที่จะแบกรับความเสี่ยง และถูกจำกัดด้วยกรอบความรู้จากชาติก่อน ประกอบกับความคลาดเคลื่อนของโลกคู่ขนาน ทำให้มีตัวแปรมากเกินไป
ทิศทางที่เธอรู้สึกว่าพอจะเชื่อถือได้มีอยู่ไม่กี่ทาง แนวทางอนุรักษนิยมคือการวาดการ์ตูนเรื่องยาวและเป็นนักเขียนการ์ตูน ส่วนแนวทางเสี่ยงโชคคือการลองทำเกมมือถือ
ถ้าเธอตัวคนเดียว เธอคงไม่รังเกียจที่จะเลือกทางที่ปลอดภัยกว่า วาดการ์ตูนสักสองปีก่อนค่อยว่ากัน
แต่เธอไม่ได้ตัวคนเดียว วิธีที่ปลอดภัยนั้นช้าเกินไป ต่อให้ลาออกทันทีแล้วคว้ารางวัลหน้าใหม่ จากนั้นก็เตรียมงานเรื่องยาวทันทีโดยลดขั้นตอนการประสานงานและการเตรียมตัวช่วงแรกให้น้อยที่สุด แล้วฝ่าฟันสิบตอนแรกที่เป็นตายร้ายดีไปได้ ก็คงต้องรอจนรวมเล่มออกขายนั่นแหละ ถึงจะเริ่มทำเงินเป็นกอบเป็นกำได้
ถึงตอนนั้น ซวินก็คงเรียนจบพอดี
ระหว่างนั้น เธอคงทำงานไม่ได้ สองพี่น้องคงต้องกัดก้อนเกลือกินเงินเก็บเก่าไปวันๆ
ยิ่งไปกว่านั้น กว่าจะผ่านกระบวนการที่ว่ามา อินเทอร์เน็ตบนมือถือก็คงเริ่มบูมไปแล้ว
ดังนั้น ถังเหยาจึงเอนเอียงไปทางเสี่ยงโชคมากกว่า—สร้างเกมมือถือขึ้นมาก่อนที่คนส่วนใหญ่จะทันตั้งตัว ใช้ความได้เปรียบของการเป็นผู้บุกเบิกโกยเงินก้อนโตอย่างรวดเร็ว
ด้วยวิธีนี้ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ นี่คือวิธีหาเงินด่วนที่ง่ายที่สุดเท่าที่เธอจะคิดออก... เธอต้องการเงินอย่างมาก
อันที่จริง หลังจากยอมรับตัวตนใหม่ ถังเหยาก็คิดหาความเป็นไปได้ต่างๆ มาตลอด ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ขวนขวายหาความรู้เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกนี้หรอก
สาเหตุที่เธอให้ความสำคัญกับโบนัสปลายปีนั่นมากก็เพราะเหตุนี้ เงินเก็บที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้เธอมั่นใจในการเสี่ยงมากขึ้น
เพียงแต่แผนการมักตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
เธอได้ยินเรื่องเซิร์ฟเวอร์คลาวด์จากคังหมิง... โอกาสแบบนี้หาได้ยากยิ่ง เพราะเมื่อบริการคลาวด์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ การเช่าพลังประมวลผลคงไม่ง่ายแบบนี้
เพราะการที่บริการคลาวด์เป็นรูปเป็นร่าง หมายความว่าฉางลี่กรุ๊ปที่เป็นนายทุนผู้ออกเงินวิจัยและพัฒนา จะต้องให้ความสำคัญกับแผนกภายในของตัวเองได้ทดลองใช้ก่อน
อยากเช่าตอนนั้นเหรอ?
รอให้มีเหลือเฟือก่อนเถอะ!
ตอนนี้คลาวด์เพิ่งสร้างเสร็จและอยู่ในช่วงทดสอบ ไม่รู้ทำไมทางฉางลี่กรุ๊ปถึงไม่อยากให้แผนกภายในเป็นหนูทดลอง เลยต้องพึ่งพาการเปิดให้บริการภายนอกเพื่อทดสอบระบบ อาจเรียกได้ว่าเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต
นี่หมายความว่าถ้าถังเหยาอยากทำเกมมือถือจริงๆ เธอไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งเซิร์ฟเวอร์ออฟไลน์ แถมพิจารณาจากแพลตฟอร์มต่อสู้ห่วยๆ ของคังหมิงที่ยังเช่าเซิร์ฟเวอร์ได้ ราคาค่าเช่าก็น่าจะย่อมเยามาก และเมื่อราคาย่อมเยาแถมไม่มีต้นทุนเซิร์ฟเวอร์ออฟไลน์... บั๊ก ช่องโหว่ หรือปัญหาเบื้องต้นของบริการคลาวด์จะยังเป็นปัญหาอยู่อีกเหรอ?
ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
นี่เป็นเหตุผลที่จู่ๆ ถังเหยาก็เอ่ยปากเรื่องอยากทำธุรกิจกับคุณหลี่เสวี่ยในวันนี้
แน่นอน
แม้แผนจะฟังดูดี แต่ปัญหาในการลงมือปฏิบัติจริงก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
ยกตัวอย่างเช่น... มันค่อนข้างยากที่จะโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อว่าเกมมือถือทำเงินได้
เหตุผลที่ถังเหยาคิดแบบนี้และเชื่อมั่นว่าเกมมือถือทำเงินได้ ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ในชาติก่อน แต่สำหรับคนพื้นเมืองของโลกนี้ มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับทันทีว่าเกมมือถือสามารถสร้างรายได้มหาศาล
เหมือนกับคุณหลี่ที่อยู่ตรงหน้าเธอ
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บุกเบิกตัวจริงมีน้อย และเมื่อนับรวมคนที่ล้มเหลวกลางทาง ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
ความจริงแล้ว แม้แต่ในชาติก่อนของถังเหยา คนส่วนใหญ่ที่ทำเงินจากอุปกรณ์มือถือได้ ก็คือคนที่มีไหวพริบเฉียบแหลมและเกาะกระแส เข้าสู่ตลาดในช่วงตักตวงผลประโยชน์ได้ทันเวลาเท่านั้นเอง
แม้แค่นั้นก็ถือว่าสุดยอดมากๆ แล้วก็ตาม...
"กะแล้วเชียว..."
"กะแล้วเชียวอะไรคะ?"
คุณหลี่เสวี่ยมองถังเหยาที่ตกอยู่ในภวังค์แล้วจู่ๆ ก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เธอเขย่าแขนถังเหยาเบาๆ
เธอค่อนข้างกังวลว่าถังเหยาจะคิดมากเกินไป
เพราะเธอก็รู้ดีว่าถังเหยาร้อนเงินจริงๆ
แต่ต่อให้ร้อนเงินแค่ไหน ก็จะมาปิ๊งไอเดียปุบปับแบบนี้ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?
"คุณหลี่เสวี่ย ฉันไม่เป็นไรค่ะ... แต่คุณไม่สังเกตเหรอคะ?"
ถังเหยาหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าแล้วแกว่งเบาๆ ตรงหน้าคุณหลี่เสวี่ย แม้โทรศัพท์ของเธอจะไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่นอกจากอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องแล้ว มันก็ดูเหมือนสมาร์ทโฟนเต็มตัวแล้ว "ประสิทธิภาพของโทรศัพท์มือถือดีขึ้นเรื่อยๆ และคาดการณ์ได้เลยว่าจะพัฒนาต่อไปอีก การเอามาใช้แค่โทรเข้าออกกับเล่นโซเชียล มันดูหรูหราเกินความจำเป็นไปหน่อยไหมคะ?
และที่สำคัญที่สุด ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ไม่เหมือน PC โทรศัพท์พกพาไปได้ทุกที่ทุกเวลา – ระหว่างเดินทาง ก่อนนอน ช่วงพักเบรก... ถ้าเราสามารถนำเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้ฆ่าเวลาในช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านี้ได้ คุณไม่คิดว่าศักยภาพมันมหาศาลเหรอคะ?"
"..."
คุณหลี่เสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น แล้วพูดว่า "คุณกำลังจะบอกว่าอุปกรณ์มือถือจะมาแรงเหรอ? ฉันจำได้ว่ามีคนเคยบอกฉันคล้ายๆ กันว่าอุปกรณ์มือถือจะเป็นอนาคตอะไรทำนองนั้น แต่เกมเนี่ยนะ... มันจะไม่ก้าวกระโดดไปหน่อยเหรอ ในเมื่อ PC เครื่องเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนั้น?"
พูดพลาง
พี่สาวคนสวยก็ยกแขนทำท่าประกอบ 'ใหญ่ขนาดนั้น' แล้วชี้ไปที่โทรศัพท์ของถังเหยา "แล้วโทรศัพท์ก็เล็กนิดเดียว ถ้าทำได้แค่เกมเล็กๆ ผู้เล่นเล่นครั้งเดียวก็คงไม่อยากเปิดอีก ในสถานการณ์แบบนี้ มีไม่กี่คนหรอกที่จะทำเงินได้..."
"ใครบอกคะว่าเราจะทำเกมเล็กๆ ที่เปิดแค่ครั้งเดียว?"
ถังเหยายิ้ม "เกมออนไลน์ย้ายมาลงมือถือไม่ได้เหรอคะ?"
คุณหลี่เสวี่ยแทบจะปฏิเสธทันที "ไม่ได้หรอกมั้ง? สเกลของเกมออนไลน์..."
ถังเหยาตบไหล่คุณหลี่เสวี่ยเบาๆ ขัดจังหวะ "งั้นเรามาสร้างเกมประเภทเฉพาะสำหรับมือถือกันเถอะค่ะ ตัวอย่างเช่น... เกมกาชาสาวสวย"
คุณหลี่เสวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับโดยไม่รู้ตัว "... เกมที่มีคุณเป็นจุดขายเหรอ?"
"... ไม่ใช่ค่ะ! ฉันจะเป็นจุดขายได้ยังไง?"
ถังเหยาตกใจ ก่อนที่แก้มจะขึ้นสีระเรื่อและรีบอธิบาย "เกมสาวสวยที่ฉันพูดถึงหมายถึงเกมที่คุณสะสมสาวสวยน่ะค่ะ"
"สะสมสาวสวย... จะสะสมยังไง?"
"นั่นคือที่มาของระบบกาชาอันชั่วร้ายและค่ายเหลี่ยม (Square Enix) อันชั่วร้ายไงคะ"
ถังเหยาดูเหมือนจะนึกเรื่องน่าสนใจออก เธอส่ายหน้าเบาๆ แล้วอธิบายสั้นๆ ถึงความแตกต่างของเกมกาชาแนว 2D (อนิเมะ) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเกมออนไลน์ที่เน้นให้ผู้เล่นต่อสู้กันและจัดอันดับ
นี่เป็นแนวเกมที่เธอพิจารณามานานแล้วด้วย
ส่วนทำไมต้องเป็นแนวนี้...
ก็เพราะบังเอิญว่าในชาติก่อน ถังเหยาเป็นนักวาดที่วาดสาวสวยให้กับเกมกาชาเกรดต่ำน่ะสิ
แถมแนวนี้ต้นทุนยังค่อนข้างต่ำด้วย
"..."
ขณะที่ถังเหยาพูด คุณหลี่เสวี่ยรู้สึกเหมือนโลกใบใหม่ได้เปิดออก ทำเอาเธออึ้งไปเลย
พอถังเหยาพูดจบ เธอก็เหมือนจะเข้าใจ แล้วรีบพูดทันที "ไม่ได้นะ! นี่มันก็แค่ให้ผู้เล่นจ่ายเงินเพราะความชอบล้วนๆ ไม่ใช่เหรอ? ใครจะยอมจ่ายเงินให้ตัวละครกระดาษล่ะ? ฉันไม่คิดว่าจะมีใครเห็นดีเห็นงามด้วยหรอกนะ..."
"เหมือนกันเปี๊ยบเลยค่ะ"
ถังเหยาไม่แปลกใจที่ได้ยินคุณหลี่เสวี่ยพูดแบบนี้ แต่เธอก็อดรู้สึกตื้นตันใจไม่ได้
ตอนนั้นที่ Square Enix เปิดตัว Million Arthur ต้นตำรับเกมกาชาแนว 2D ก็ไม่มีใครเห็นดีเห็นงามเหมือนกัน
เพราะมันขัดกับแนวคิดการดำเนินงานของเกมออนไลน์ในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง
แต่พรายได้ของเกมออกมา ทุกคนก็ต้องตกตะลึง
ทันใดนั้น มันก็จุดกระแสคลั่งไคล้เกมกาชาขึ้นมา
ในช่วงเวลานั้น บริษัทที่เรียกตัวเองว่าบริษัทเกมมือถือผุดขึ้นราวดอกเห็ดหลังฝนตก และเกมมือถือคุณภาพต่ำหลากหลายรูปแบบก็ถูกผลิตออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนต่างอยากได้ส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้
อย่างไรก็ตาม ถังเหยาไม่ได้ตั้งใจจะโต้เถียง เพราะการยอมรับสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องยากจริงๆ
เธอไม่อยากให้คุณหลี่เสวี่ยคิดมากไปกว่านี้ด้วย
"ก็นะคะ นั่นคือตอนที่ผลงานต้นฉบับยอดฮิตต้องแสดงอิทธิพลแล้วล่ะค่ะ"
ถังเหยาไม่ต่อความยาวสาวความยืดในหัวข้อเดิม แต่มองไปที่ซองเอกสารที่เธอเตรียมมา เปลี่ยนเรื่องคุย "ยกตัวอย่างเช่น มังงะที่มีเสน่ห์สักเรื่อง..."
ใช่แล้ว
เหตุผลที่เธอเลือกเกมกาชาก็เกี่ยวข้องกับอาชีพบรรณาธิการการ์ตูนของเธอด้วย
ถ้าเธอสามารถวาดมังงะที่มีเสน่ห์และเคยโด่งดังในชาติก่อนได้ บางทีมันอาจจะสร้างกระแสให้กับเกมได้ แผนเดิมของเธอคือใช้เส้นสายจ้างคนอื่นวาด แต่ตอนนี้เธออาจจะวาดเองก็ได้ ในเมื่อลองวาดดูแล้ว...
นี่อาจนำความนิยมมหาศาลมาสู่เกมกาชาที่ใช้ตัวละครเป็นจุดขาย
ส่วนจะวาดเรื่องอะไร... มีตัวเลือกเพียบเลย
"มังงะที่มีเสน่ห์..."
พูดตามตรง
คุณหลี่เสวี่ยเริ่มตามความคิดของถังเหยาไม่ทันแล้ว เธอถอนหายใจ มองหน้าจริงจังของถังเหยา จับแขนเธอเบาๆ แล้วเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "คุณกำลังจะบอกว่าอยากให้นักอ่านการ์ตูนจ่ายเงินเหรอ? ถังเหยา มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเสี่ยงเกินไป หลุดโลกเกินไป..."
"ฉันรู้ค่ะ"
ถังเหยามองคุณหลี่เสวี่ยที่ยังคงกังวล รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย "จริงๆ แล้วมันก็แค่แผน ฉันทำได้แค่คิดไปก่อน เพราะฉันไม่มีเงิน ไม่มีเงินลงทุน ถึงฉันจะวาดสาวสวยส่วนใหญ่ได้เอง หรือกระทั่งวาดมังงะคนเดียวได้ แต่ถ้าไม่มีเงินทุนพอ มันก็ไปไม่รอดแน่นอนค่ะ"
ใช่
แม้ไอเดียจะดี
แต่ปัญหาคือไม่มีเงินทุนตั้งต้น
ถังเหยามองพี่สาวขี้กังวลตรงหน้า แล้วพูดทีเล่นทีจริง "พูดตามตรงนะคะคุณหลี่ ฉันหวังว่าคุณจะรู้จักใครในวงการกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่พอจะแนะนำให้ฉันได้บ้างจัง"
เดิมที
ถังเหยาแค่พูดเล่น
แต่ผิดคาด
คุณหลี่เสวี่ยได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า "คนในวงการกองทุนร่วมลงทุน... ฉันรู้จักอยู่คนหนึ่งนะ"