- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 250 - กุนซือผู้บ้าคลั่ง
บทที่ 250 - กุนซือผู้บ้าคลั่ง
บทที่ 250 - กุนซือผู้บ้าคลั่ง
บทที่ 250 - กุนซือผู้บ้าคลั่ง
"อันนี้จำไม่ได้จริงๆ ครับ"
หลิวจินซงทำท่าเหมือนใช้สมองหนักเกินไป ก้มหน้านวดหว่างคิ้ว พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็พูดอย่างลังเลว่า
"ผมจำได้ลางๆ ว่าคนพวกนั้นมีไม่น้อย น่าจะไม่ต่ำกว่าสิบคน"
แค่นี้ก็ใช่แล้ว... อวี๋ต้าจางโล่งอก
ถ้าจำนวนคนน้อยเกินไป หรือน้อยกว่าเก้าคน ก็ไม่จำเป็นต้องถามต่อแล้ว
มีแต่ต้องมากกว่าหรือเท่ากับเลข "9" เท่านั้น กลุ่มเล็กๆ กลุ่มนั้นถึงจะมีโอกาสตรงกับเก้าคนนี้
"ต่อไปผมจะพูดชื่อคนออกมาหลายชื่อ"
อวี๋ต้าจางมองหลิวจินซงแล้วพูดว่า
"ถ้าคุณคุ้นชื่อไหน บอกให้หยุดได้ทันที"
"ได้ครับ" หลิวจินซงพยักหน้า ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
จากนั้น อวี๋ต้าจางก็ไล่อ่านรายชื่อผู้เสียหายอีกแปดคนนอกจากหลี่หย่งออกมาทีละชื่อ
อ่านจนครบชื่อสุดท้าย หลิวจินซงก็ยังไม่บอกให้หยุด
"ชื่อพวกนี้ ผมไม่มีความทรงจำเลยสักนิด" หลิวจินซงขมวดคิ้วพูด
เปลี่ยนตัวคนเล่นละกัน... อวี๋ต้าจางก็หมดมุกแล้ว
ให้คนนึกเรื่องเมื่อสิบหกปีก่อน มันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ
ถามสิ่งที่ควรถามไปหมดแล้ว ถึงเวลาให้มืออาชีพออกโรง
อวี๋ต้าจางหันไปพูดกับเย่จื้ออวี่
"นายจัดการที"
แล้วถามต่ออีกประโยค
"ต้องให้ฉันออกไปไหม?"
เย่จื้ออวี่ไม่เกรงใจ ตอบทันทีว่า
"คุณออกไปรอข้างนอกดีกว่า ผมจะได้มีสมาธิมากขึ้น"
ต่อหน้าคนนอก ไม่ไว้หน้ากันหน่อยเหรอ... อวี๋ต้าจางกัดฟันกรอด แล้วหันไปยิ้มให้หลิวจินซง
"เขามาช่วยคุณฟื้นความจำ ให้ความร่วมมือดีๆ ล่ะ"
หลิวจินซงพยักหน้า แล้วขอบคุณเย่จื้ออวี่
"รบกวนด้วยนะครับ"
ออกมาข้างนอก อวี๋ต้าจางปิดประตูห้องสอบสวน แล้วยืนพิงผนังฝั่งตรงข้าม
ผนังห้องสอบสวนในเรือนจำบุวัสดุซับเสียงและกันกระแทกอย่างดี
แค่ปิดประตู ต่อให้คนข้างในตะโกนคอแตก ข้างนอกก็ไม่ได้ยิน
อย่าคิดลึก
หลักๆ เพราะบทสนทนาในห้องสอบสวนมักจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญ จึงต้องป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกและป้องกันข้อมูลรั่วไหล
อวี๋ต้าจางเคยลองแล้ว ข้างนอกไม่ได้ยินเสียงข้างในจริงๆ
ตอนนี้ว่างงาน เขายืนพิงผนัง สมองแล่นเร็วรี่ เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา
เมื่อกี้ตอนคุยกับหลิวจินซง เขาจับสังเกตรายละเอียดได้อย่างหนึ่ง
รายละเอียดที่เขาละเลยมาตลอด
ในกลุ่มของหลี่หย่ง มีคนเก่งอยู่
หรือพูดให้ถูกคือ มีคนฉลาดไอคิวสูงที่ชอบวางแผนอยู่คนหนึ่ง
เพราะมีคนคนนี้อยู่ พวกเขาถึงรอดคุกมาได้
ที่ละเลยไป เพราะอวี๋ต้าจางดูแคลนกลุ่มเล็กๆ นั่นมาตั้งแต่ต้น
ในสายตาเขา กลุ่มที่เด็กนักเรียนรวมตัวกัน ก็เหมือนเด็กเล่นขายของ
เรียกว่าฝูงชนไร้ระเบียบยังให้เกียรติเกินไปเลย
นี่แหละที่เรียกว่าประมาทคู่ต่อสู้
"ที่แท้ฉันกับติงเฟิง ต่างก็โดนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วบังตา" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
สามเดือน ทำคนบ้าไปเก้าคนติด
ดูภายนอก คนร้ายเก่งกาจมาก ความสามารถในการต่อต้านการสืบสวนสูงลิบ
แต่ความจริงมีอีกด้านหนึ่ง
คนที่ติดตามเรื่องนี้ จะเผลอคิดไปเองว่าผู้เสียหายทั้งเก้าคนโง่เง่า
"ถ้าเย่จื้ออวี่อยู่ คงพูดว่า ปรากฏการณ์แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร "
อวี๋ต้าจางยิ้มเยาะตัวเอง
ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คนในโลกแก้ไม่หายสักทีไอ้นิสัยที่คิดว่าผู้แพ้คือคนโง่ คนไร้ความสามารถ
แต่ตอนนี้รู้ตัวก็ยังไม่สาย
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของอวี๋ต้าจางค่อยๆ เหม่อลอย
ถึงบางเรื่องยังยืนยันไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งสมมติฐานจากข้อมูลที่มีอยู่
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
"สมมติว่าฉันเป็นคนวางแผนคนนั้น..."
"เพื่อสร้างความแตกต่างจากกลุ่มอื่น วิธีที่ดีที่สุดคือสร้างความสามัคคีในทีม"
"สามัคคีคือพลัง เด็กนักเรียนสมัยนั้นรู้ประโยคนี้ทุกคน"
"แล้วจะแก้ปัญหาความสามัคคีอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้ยังไง?"
"ปลายยุค 90 ได้รับอิทธิพลจากทั้งหนังและนิยาย วิธีที่ฉันนึกออกคือ..."
ฆ่าคน, ใส่ร้ายป้ายสี, แก๊ง... ผสมผสานสิ่งที่คนพวกนี้เคยทำ แววตาอวี๋ต้าจางฉายแววบ้าคลั่ง
ใบเบิกทางโจร (เครื่องพิสูจน์ความภักดี - โถวหมิงจว้าง)!
"ใช่ ต้องเป็นแบบนี้แน่!"
"ใช้วิธี 'ใบเบิกทางโจร' ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความมุ่งมั่นและความภักดี ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมส่วนบุคคล"
"เพราะใบเบิกทางโจรไม่ใช่แค่สัญญาใจ แต่เป็นจุดตายที่กุมชะตาชีวิตไว้"
"ใครก็ตามที่เข้ามาในกลุ่มนี้ ต้องผ่านขั้นตอนนี้หมด หมายความว่า เข้าแล้วออกไม่ได้ตลอดชีวิต"
อวี๋ต้าจางยิ่งคิดยิ่งลื่นไหล
งั้นเรื่องราวต่อจากนั้นก็เข้าใจง่ายแล้ว
วิธีการรวมกลุ่มแบบนี้ จำนวนคนย่อมไม่เยอะ
สิบกว่าคนก็เต็มกลืนแล้ว
คดีฆาตกรรมเก่าสุดคือสิบหกปีก่อน ล่าสุดคือสิบสามปีก่อน
อวี๋ต้าจางคำนวณในใจ
หมายความว่า แค่รวมกลุ่มก็ใช้เวลาสามปี
สามปีรวมคนได้แค่สิบกว่าคน แสดงว่าการจะเข้ากลุ่มนี้ได้ มีกำแพงกั้นอยู่
และกำแพงนั้นคือ ภูมิหลังทางครอบครัว!
ต่อจากนั้น...
เขาสวมบทบาทฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง พิจารณาสถานการณ์ในตอนนั้น
"เมื่ออายุมากขึ้น ฉันตระหนักว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันต้องพัง"
"ถึงรวมตัวกันจะดูเท่ แต่ก็แค่ในสมัยเรียน"
"พอเข้าสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ"
"ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด ฉันสั่งให้สมาชิกทุกคนตัดขาดการติดต่อระหว่างกัน"
"ทำแบบนี้ ต่อให้ใครสักคนก่อเรื่อง ก็จะไม่ลามไปถึงคนอื่น ขณะเดียวกันคนอื่นก็สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้"
"ไม่สิ ยื่นมือเข้าช่วยไม่ได้!"
อวี๋ต้าจางพบจุดบอดทางตรรกะ
ถ้าคนอื่นยื่นมือเข้าช่วยคนที่ก่อเรื่อง ก็เท่ากับเปิดเผยตัวตน
การตัดขาดการติดต่อก่อนหน้านี้ก็จะไร้ความหมาย
ดังนั้น คนวางแผนคนนั้นต้องใช้วิธีอื่นที่แนบเนียนกว่า และเหนือชั้นกว่า ในการควบคุมกลุ่มนี้
จะควบคุมยังไง โดยที่ความสามัคคีไม่สั่นคลอน?
ทำอย่างไรถึงจะควบคุมพวกเขา และยังรักษาความเป็นปึกแผ่นนี้ไว้ได้?
อวี๋ต้าจางรู้สึกเหมือนแตะขอบความจริงแล้ว แต่ยังเปิดผ้าคลุมชั้นสุดท้ายไม่ออก
"ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่มีทางปล่อยปละละเลยกลุ่มนี้เด็ดขาด ไม่งั้นถ้ามีใครก่อเรื่อง จะซัดทอดคนอื่นทันที"
"กลุ่มแบบนี้ดูเหมือนสามัคคี แต่ก็ตายหมู่ได้ง่ายที่สุด"
"ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ฉันต้องทำให้พวกเขารู้ว่า ต่อให้ก่อเรื่อง กลุ่มนี้ก็จะยื่นมือเข้าช่วย จะไม่ทิ้งกันแน่นอน"
"วิธีนี้จะทำให้คนที่ก่อเรื่องปิดปากเงียบ"
"แต่ว่า จะทำยังไงดีนะ..."
เวลานี้อวี๋ต้าจางเริ่มจะนับถือไอคิวของคนวางแผนคนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
ถ้าเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ ความสามารถในการจัดตั้งและวางแผนของคนคนนั้น เข้าขั้นน่ากลัว
ไม่ใช่แค่น่ากลัว แต่บ้าคลั่งด้วย
แค่คิดวิธีใช้ 'ใบเบิกทางโจร' มาสร้างความสามัคคีในทีมได้ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าคนคนนี้บ้าและไม่กลัวตายขนาดไหน
อวี๋ต้าจางกำลังคิดเพลินๆ ประตูห้องสอบสวนก็เปิดออก เย่จื้ออวี่เดินออกมา
"รอนานเลยสิ"
เขายิ้มให้อวี๋ต้าจาง
"ปีมันเก่าเกินไป เลยใช้เวลานานหน่อย"
(จบแล้ว)