- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 80 - ทำไมต้องใช้แผนยั่วโมโห
บทที่ 80 - ทำไมต้องใช้แผนยั่วโมโห
บทที่ 80 - ทำไมต้องใช้แผนยั่วโมโห
บทที่ 80 - ทำไมต้องใช้แผนยั่วโมโห
ชื่อนี้โหดเอาเรื่อง... อวี๋ต้าจางรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้น
เรื่องที่ไม่แน่ใจก่อนหน้านี้ ตอนนี้ดูเหมือนจะยืนยันได้แล้ว
มิน่าล่ะจางเซินถึงตื่นเต้นขนาดนี้ เป็นใครได้ยินชื่อนี้ก็ต้องสะดุ้งทั้งนั้น
"ชื่อนี้ ใครเป็นคนตั้ง?" อวี๋ต้าจางยังอยากยืนยันอีกครั้ง
"อันนี้ไม่รู้" จางเซินดูจนปัญญาเหมือนกัน
"มีป้าคนหนึ่งบอกฉัน แกบอกว่าหลายปีก่อนมีกลุ่มคนในตำบลมีเรื่องขัดแย้งกับคนบนเขาพวกนั้น"
"หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคนเรียกหมู่บ้านบนเขานั่นแบบนี้ลับหลัง"
ไม่น่าจะใช่เรื่องเท็จ... อวี๋ต้าจางตัดสินใจในสมองอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้พวกคุณลุงกลุ่มนั้นก็พูดถึงเรื่องตีกัน
เพียงแต่ไม่ได้พูดถึงชื่อหมู่บ้านนี้ สงสัยเขากลับมาเร็วไป พวกแกเลยยังคุยไปไม่ถึงประเด็นนั้น
นี่คือข้อดีของการแยกกันไปสืบข่าว
หนึ่งคือได้ข้อมูลที่แตกต่างกัน
สองคือถ้าได้ข้อมูลที่เหมือนกัน ก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือได้
ตอนนี้อวี๋ต้าจางมั่นใจได้แล้วว่า ตำรวจที่หายไปสองนายนั้นต้องสืบเจอข้อมูลทำนองนี้แน่ๆ ถึงได้ตัดสินใจขึ้นเขาไปในที่สุด
ไม่ต้องสงสัยเลย หมู่บ้านสุ่ยโส่วอิ๋งจื่อคือสถานที่สุดท้ายของพวกเขา
ตอนนี้เบาะแสทั้งหมดชี้ไปที่หมู่บ้านนั้น
คดีสืบมาถึงขั้นนี้ อวี๋ต้าจางกลับเริ่มลังเล
วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือรายงานสถานการณ์ให้เบื้องบนทราบ แต่พวกเขาไม่มีหลักฐานโดยตรง
จนถึงตอนนี้ สิ่งที่พวกเขามีเป็นเพียงเบาะแส
และเบาะแสกับหลักฐานมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง
ทำเหมือนตำรวจที่หายไปสองนายนั้น ขึ้นเขาไปหาหลักฐาน
เป็นวิธีที่ดี แต่อวี๋ต้าจางกล้าแค่คิดในหัวเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเขาปอดแหก แต่มีบทเรียนให้เห็นอยู่ทนโท่ การเสี่ยงขึ้นเขาไปอีกก็เท่ากับรนหาที่ตาย
อ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคนคิดในใจว่า
ปี 2014 แล้ว ยังมีเรื่องไร้สาระแบบนี้อยู่อีกเหรอ?
ทำอย่างกับเป็นแดนมิคสัญญี
ไม่เพียงแต่มี ยังมีเยอะด้วย
ลองไปค้นในเน็ตดูเองเถอะ หนังและละครหลายเรื่องก็สร้างมาจากเรื่องจริง
จะไม่ยกตัวอย่างให้ดูแล้วกัน
อวี๋ต้าจางสืบรู้ที่มาของสุ่ยโส่วอิ๋งจื่อจากพวกคุณลุงมาก่อนหน้านี้
เขาได้วิเคราะห์ข้อมูลสำคัญบางอย่างออกมาจากเรื่องเล่านั้น
คนที่เดินเรือมาตลอดทั้งปีมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง
หนึ่ง เคยไปมาแล้วหลายประเทศ
ถึงจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเหล่านั้นนานๆ แต่ประสบการณ์โลกกว้างย่อมมากกว่าคนทั่วไปแน่
เพราะความรู้กว้างขวางนี่แหละ ถ้าคิดจะทำเรื่องชั่วๆ ก็อาจจะทำเรื่องที่คนอื่นนึกไม่ถึงได้
สอง งานนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตสมรส
คนเราเป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึก
แม้ว่าระยะทางจะทำให้เกิดความคิดถึง การจากลากันเล็กน้อยจะทำให้รักกันหวานชื่นเหมือนเพิ่งแต่งงาน แต่ถ้านานไปก็ไม่ไหว
ฝ่ายหญิงอยู่บ้านจะรู้สึกเหงา หรืออาจเจอสิ่งยั่วยุจากภายนอก
ฝ่ายชายอยู่บนเรือนานๆ ก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน พอเทียบท่าที่ไหนสักแห่ง ก็ง่ายที่จะถูกยั่วยวน
ระหว่างแต่งงานแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสวมเขาให้อีกฝ่ายก็แย่แล้ว ถ้าสวมเขาให้กันและกัน ชีวิตคู่จะไปรอดได้ยังไง
นี่ทำให้คนที่เดินเรือมานานปี หาคู่ครองยากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อรวมสองข้อนี้เข้าด้วยกัน อวี๋ต้าจางก็ได้ข้อสรุปของตัวเอง
กลุ่มคนที่ร่อนเร่อยู่ในทะเลมานานปี กลับมาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านร้างบนเขา
ไม่เดินเรือแล้ว แหล่งรายได้ของพวกเขาคืออะไร?
พวกเขาต้องหาช่องทางทำมาหากินใหม่เจอแล้วแน่ๆ
ทำไมต้องเลือกบนเขา?
ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล (ไกลปืนเที่ยง)
ช่องทางทำกินของพวกเขาเก้าในสิบส่วนต้องผิดกฎหมาย
ถ้าใช้คำพูดสมัยนี้ก็คือ: ยิ่งพื้นที่ห่างไกล จิตสำนึกด้านกฎหมายของผู้คนยิ่งเบาบาง
ความจริงเป็นอย่างนั้นเหรอ?
ต่อให้จิตสำนึกด้านกฎหมายเบาาง แต่แยกแยะถูกผิดดีชั่วไม่ออกหรือไง
ดังนั้น อวี๋ต้าจางจึงสรุปสุดท้ายในใจว่า คนบนเขาพวกนั้นวางแผนมานานแล้ว
"พี่เซิน รายงานสถานการณ์ให้กองกำกับการทราบเถอะ"
ตอนนี้ทำได้แค่นี้แล้ว
อวี๋ต้าจางเชื่อว่าพอผู้บังคับบัญชาทราบสถานการณ์ ย่อมตัดสินใจได้เอง
ตอนนี้พวกเขาสองคนเป็นทีมเดียวกัน ก่อนจะรายงานเขาก็ต้องบอกจางเซินก่อน
"ไม่สืบต่อแล้ว?" จางเซินตาโต
ดูท่าทางเขา เหมือนยังอยากจะสืบต่อ
"ที่ควรสืบก็สืบหมดแล้ว" อวี๋ต้าจางถอนหายใจ
"พี่ก็เห็นแล้ว เบาะแสทั้งหมดชี้ไปที่หมู่บ้านสุ่ยโส่วอิ๋งจื่อ แต่ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่เราสองคนจะไปได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมเถอะ"
ดูออกว่าเขาเองก็จนใจ
ขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าจางเซินคิดอะไรอยู่ ก็แค่อยากหาหลักฐานโดยตรงด้วยตัวเอง จะได้รีบช่วยตำรวจที่หายไปออกมา
พูดตรงๆ คือ จางเซินอยากช่วยอาจารย์ตัวเอง
มีเรื่องอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง
ถ้าตำรวจสองนายนั้นเป็นแค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาของจางเซิน เขาคงไม่คิดจะเสี่ยงแน่
ความจริงพูดกันตามตรง จางเซินไม่ควรเข้าร่วมการสืบสวนคดีนี้ด้วยซ้ำ
"ทำไมไปไม่ได้?" จางเซินจ้องอวี๋ต้าจางเขม็ง
"เราสองคนมีปืนสองกระบอก ยังต้องกลัวพวกมันอีกเหรอ?"
ตำรวจสองนายที่หายไปก็คิดแบบนี้แหละ... อวี๋ต้าจางไม่อยากทำลายความมั่นใจของเขา ได้แต่ปลอบว่า
"ผมรู้ว่าพี่รีบ แต่พี่ใจเย็นก่อน พี่ทำแบบนี้จะเสียการใหญ่ ลัทธิฮีโร่ฉายเดี่ยวมันใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ"
"อย่ามาไม้นี้กับฉัน" จางเซินเปลี่ยนสีหน้า ชี้หน้าเขาถามคาดคั้น
"นายกลัวใช่ไหม?!"
อวี๋ต้าจางอยากจะต่อยหน้าเขาจริงๆ
เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ความสัมพันธ์ก็ดี ทำไมยังต้องใช้แผนยั่วโมโหกันอีก
"ใช่ๆๆ ผมกลัว ผมกลัวแล้วพอใจยัง" เขาข่มความโกรธ พยายามใช้น้ำเสียงราบเรียบพูดว่า
"พี่เซิน หมู่บ้านบนเขาบางแห่งเป็นสวรรค์บนดิน แต่บางแห่ง... มันคือนรกบนดิน"
ในสายตาคนทั่วไป การค้ามนุษย์มีแค่สองแบบ
การค้ามนุษย์ผู้หญิงเพื่อจุดประสงค์ในการแต่งงาน
การค้ามนุษย์เด็กเพื่อจุดประสงค์ในการสืบทอดทายาท
ในความเป็นจริง สองแบบนี้เป็นแค่เปลือกนอก
ความจริงซับซ้อนกว่า มืดมนกว่า และโหดร้ายกว่านั้นมาก
ในระดับโลก แต่ละปีมีคนประมาณสามแสนคนถูกขายไปยุโรป
ผู้หญิงรับแขก ผู้ชายใช้แรงงาน
คำว่าแรงงานนี่คือคำสวยหรู จริงๆ แล้วก็คือทาส
ทำไมผู้หญิงถึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการค้ามนุษย์?
เพราะราคาสูง ควบคุมง่าย
ผู้หญิงสาวคนหนึ่งสามารถทำเงินให้นายหน้าได้อย่างน้อยเดือนละแสน
พวกเธอถูกบังคับให้รับแขกทุกวัน ใช้ชีวิตอยู่ในนรก
ความจริงมันโหดร้ายมาก ในที่ที่เรามองไม่เห็น มีอาชญากรรมที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมาย
ก่อนหน้านี้อวี๋ต้าจางเคยขบคิดปัญหาข้อหนึ่ง
ทำไมตำรวจถึงไม่เคยเจอเลย?
ไกลปืนเที่ยงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ยังไม่พอ
ที่สำคัญที่สุดคือ ช่องทางการจำหน่าย
ถ้าพวกเขาขายเหยื่อที่ลักพาตัวมาไปทั่วประเทศ ป่านนี้คงโดนจับได้นานแล้ว
คดีค้ามนุษย์ที่คลี่คลายได้ในประเทศแต่ละปีมีนับไม่ถ้วน
ขอแค่ช่วยเหยื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านนี้ออกมาได้สักคนสองคน ที่นี่ก็ความแตกแล้ว
ความน่าจะเป็นสูงมาก
แต่ถ้าส่งคนออกนอกประเทศ ผลลัพธ์ก็จะต่างออกไป
สำหรับภายในประเทศ คนคนนี้ก็เท่ากับระเหยหายไปจากโลก
(จบแล้ว)