เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 - ยังมีอะไรต้องพูดอีก กินข้าวก่อนเถอะ

บทที่ 61 - ยังมีอะไรต้องพูดอีก กินข้าวก่อนเถอะ

บทที่ 61 - ยังมีอะไรต้องพูดอีก กินข้าวก่อนเถอะ


บทที่ 61 - ยังมีอะไรต้องพูดอีก กินข้าวก่อนเถอะ

นับดูแล้วนี่เป็นครั้งที่สองที่อวี๋ต้าจางมาบ้านตระกูลฉวี

ครั้งแรกไม่ได้เข้าบ้าน แค่จูบฉวีทัวทัวข้างนอก แล้วแบกคนขับรถของบ้านเธอกลับไป

การมาครั้งนี้ ถึงแม้เขาจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดตกตะลึงกับการตกแต่งที่หรูหราตรงหน้าไม่ได้

อวี๋ต้าจางไม่ใช่ไม่เคยเห็นคฤหาสน์หรู ในคลิปสั้นมีคฤหาสน์แบบไหนบ้างที่เขาไม่เคยเห็น

แต่เมื่อตัวเองได้เข้าไปอยู่ข้างในจริงๆ ความรู้สึกมันต่างกันโดยสิ้นเชิง

เดินเข้ามาข้างใน เขาอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวา

คนที่ใส่เสื้อกั๊กสีดำนั่นคงเป็นพ่อบ้านสินะ

โฮ้~ ผูกหูกระต่ายด้วย

ผู้หญิงพวกนั้นเป็นพี่เลี้ยงหรือสาวใช้?

ความรู้สึกนี้ เหมือนเดินเข้าไปในล็อบบี้ร้านคาราโอเกะที่เพิ่งเปิดใหม่เลย

อวี๋ต้าจางเดินตามฉวีทัวทัวมาจนถึงห้องอาหารชั้นล่าง เห็นบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด

นี่คงเป็นไข่ปลาคาเวียร์ในตำนานสินะ... อวี๋ต้าจางแค่เหลือบมองแวบเดียว สายตาก็ถูกดึงดูดด้วยอาหารรสเลิศบนโต๊ะ

นั่นมันปูอลาสก้า!

เห็ดทรัฟเฟิล? นั่นใช่เห็ดทรัฟเฟิลหรือเปล่า?

กุ้งมังกรตัวเบ้อเริ่มเลย~

ปูม้าของโปรดของเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขึ้นโต๊ะด้วยซ้ำ

ขณะที่อวี๋ต้าจางกำลังอ้าปากค้างด้วยความตะลึง สองสามีภรรยาฉวีว่านเนียนก็เดินเข้ามา

ตามหลักแล้ว ทั้งสองคนควรจะมาถึงห้องอาหารก่อน

แต่ติดที่ว่าเมื่อครู่นี้ที่หน้าต่างชั้นสอง พวกเขาถูกแฟนคนแรกของลูกสาวทำเอาช็อกจนเกรียมไปทั้งตัว อารมณ์ยังไม่สงบลงง่ายๆ

สองสามีภรรยายืนอึ้งอยู่เป็นนาทีกว่าจะดึงสติกลับมาได้

อวี๋ต้าจางจำได้ทันทีว่าทั้งสองคือพ่อแม่ของฉวีทัวทัว

กำลังจะอ้าปากทักทาย แต่กลับเห็นฉวีว่านเนียนหันข้างให้ แล้วส่งเสียง "หึ" หนักๆ ออกมาทีหนึ่ง

อวี๋ต้าจางชะงัก

คุณจะ "หึ" หาพระแสงอะไร ผมไปแย่งคุณกินหรือไงถึงได้มา "หึ" ใส่

เขาคิดจะแย่งเรากินหรือเปล่า?

เดี๋ยวต้องจับตาดูให้ดี นี่คือคู่แข่งตัวฉกาจ

เวลาคนเราหิว ความปรารถนาในอาหารจะรุนแรงมาก และตอนนี้อวี๋ต้าจางก็กำลังอยู่ในสภาวะนั้น

บวกกับจิตใจที่ผ่อนคลาย เขาจึงไม่มีความกดดันเลยสักนิด

มาที่นี่ก็เพื่อช่วยฉวีทัวทัวตบตาพ่อแม่เธอ แล้วตัวเองก็ถือโอกาสกินมื้อใหญ่

ไม่ได้คบกันจริงๆ สักหน่อย ดังนั้นอวี๋ต้าจางจึงไม่ใส่ใจท่าทีของพ่อแม่เธอเลย

กลับเป็นแม่ฉวีที่แสดงท่าทีต้อนรับอย่างอบอุ่น

หลังจากฉวีทัวทัวแนะนำตัว แม่ฉวีก็ถามถึงสถานะทางบ้านของอวี๋ต้าจางเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะยังไง ดูจากภายนอกก็ถือว่าให้ความสำคัญกับแฟนหนุ่มของลูกสาวพอสมควร

พอนั่งลง อวี๋ต้าจางก็ก้มหน้า จ้องมองอาหารเต็มโต๊ะตาเป็นมัน

สองสามีภรรยาฉวีว่านเนียนต่างคิดว่าเขาประหม่าเพราะมาบ้านครั้งแรก

นี่เป็นเรื่องปกติ แสดงว่าเขาแคร์ลูกสาวของตน มีแต่คนที่ใส่ใจเท่านั้นถึงจะเป็นแบบนี้

เพียงแต่หุ่นนี่สิ... พอเห็นอวี๋ต้าจางที่นั่งอยู่ตรงข้าม ฉวีว่านเนียนก็ "หึ" ออกมาอีกรอบ

ฉวีทัวทัวทนดูไม่ไหว จึงพูดขึ้นว่า

"พ่อคะ พ่อเป็นคนเชิญเขามาเป็นแขกที่บ้านนะ หรือว่าตระกูลฉวีของเราต้อนรับแขกกันแบบนี้?"

ฉวีว่านเนียนไม่รับมุก แต่ถลึงตาใส่ลูกสาวแทน

ฉวีทัวทัวจ้องตอบพ่ออย่างไม่ยอมลดละ บรรยากาศระหว่างพ่อลูกตึงเครียดขึ้นมาทันที

ทำไมยังไม่เริ่มกินกันสักที... อวี๋ต้าจางหิวจนเหงื่อกาฬแตกแล้ว

ถึงเขาจะเป็นแขก แต่บนโต๊ะมีผู้ใหญ่อยู่สองคน

ตามธรรมเนียม ต้องให้ฉวีว่านเนียนที่เป็นเจ้าบ้านเริ่มคีบก่อน เขาถึงจะตามได้ ไม่อย่างนั้นจะดูเสียมารยาทเกินไป

ไม่ใส่ใจก็ส่วนไม่ใส่ใจ แต่มารยาทก็ต้องมี นี่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังอยู่ในกระดูกของอวี๋ต้าจางมาตั้งแต่เด็ก

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ สถานการณ์ไหน ก็ต้องปฏิบัติตาม

"คนหนูก็พามาแล้ว พ่อก็เห็นแล้ว" ฉวีทัวทัวจ้องหน้าฉวีว่านเนียนอย่างไม่ยอมแพ้

"ถ้าไม่ต้อนรับ พวกเราจะกลับเดี๋ยวนี้"

อย่าเพิ่งสิ ยังไม่ได้กินสักคำจะกลับแล้วเหรอ งั้นก็มาเสียเที่ยวสิ... อวี๋ต้าจางหันไปมองฉวีทัวทัวด้วยสีหน้าว่างเปล่า

พวกคุณพ่อลูกจงใจแกล้งกันใช่ไหมเนี่ย!

"นี่ นายหนักเท่าไหร่?" ฉวีว่านเนียนเอ่ยปากแล้ว แต่เป็นการถามอวี๋ต้าจาง น้ำเสียงไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

เราคุยไปกินไปได้ไหม... อวี๋ต้าจางยิ้มซื่อๆ

"น่าจะสามร้อยกว่านิดหน่อยครับ อีกเดี๋ยวก็ไม่ถึงสามร้อยแล้ว"

เขาอยากจะเตือนฉวีว่านเนียนทางอ้อมว่าควรเริ่มกินได้แล้ว เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด

"ทำไมไม่ลดน้ำหนัก?" เห็นได้ชัดว่าฉวีว่านเนียนยังอยากจะจี้จุดเรื่องน้ำหนักต่อไป

แถมสีหน้าเขายังจริงจังมาก อวี๋ต้าจางถึงกับรู้สึกว่าถ้าตอบผิด เขาจะสั่งให้คนยกอาหารออกไป

"คุณอาครับ ผมเพิ่งจะอ้วนเอง ยังไม่ถึงขั้นตอนลดน้ำหนักครับ"

ตอบแบบนี้น่าจะไม่มีปัญหานะ... อวี๋ต้าจางปลอบใจตัวเอง แล้วจ้องมองฉวีว่านเนียนด้วยสายตาคาดหวัง

พูดให้ถูกคือ จ้องมองมือของเขา

เพราะเขาไม่แน่ใจว่าฉวีว่านเนียนถนัดใช้ตะเกียบมือไหน

"พ่อคะ พ่อเกินไปแล้วนะ" ฉวีทัวทัวพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

"อ้วนหน่อยแล้วมันทำไม อ้วนได้ก็ผอมได้ ต่อให้เขาเป็นแบบนี้ตลอดไปหนูก็ชอบ"

พอคำพูดนี้หลุดออกไป สองสามีภรรยาฉวีว่านเนียนก็ขมวดคิ้วแน่น

ที่แท้ลูกสาวชอบคนอ้วนเหรอเนี่ย

มิน่าตอนอยู่โรงเรียนถึงไม่มีความรัก เพราะในโรงเรียนไม่มีคนอ้วนขนาดนี้นี่เอง

นั่นมันเรียกว่าอ้วนหน่อยเหรอ?

หุ่นแบบนั้น ยัดพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกเข้าไปได้เลยนะ

ฉวีว่านเนียนยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้าท่า มือที่เดิมทีหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้ว จู่ๆ ก็ตบลงบนโต๊ะ

"พ่อไม่เห็นด้วย!"

อวี๋ต้าจางเห็นเขาหยิบตะเกียบ นึกว่าจะได้เริ่มกินแล้ว กำลังเตรียมจะลงมือ นึกไม่ถึงว่าเขาจะตบตะเกียบกลับลงไปอีก

ตะเกียบนั่นไปทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจนักหนา?

อย่าตบมันเลย มาตบผมเถอะ

ไม่ไหวแล้ว มือหิวจนสั่นไปหมดแล้ว

"พ่อคะ เรื่องอื่นหนูฟังพ่อได้หมด แต่เรื่องนี้ไม่ได้" ฉวีทัวทัวไม่สนใจสีหน้าดำทะมึนของฉวีว่านเนียน

"หนูเชื่อสายตาตัวเอง หนูดูคนไม่ผิดแน่"

พูดจบ เธอก็หันไปมองอวี๋ต้าจางที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเขาจ้องมองโต๊ะอาหารตาค้าง เหมือนได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอะไรสักอย่าง

เห็นเขาเป็นแบบนี้ ฉวีทัวทัวก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้

รู้งี้ไม่พาเขามาดีกว่า

นึกไม่ถึงว่าพ่อจะทำเกินไปขนาดนี้ ไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด

เขาต้องมารับความน้อยเนื้อต่ำใจขนาดนี้เพื่อเธอ แต่กลับไม่ปริปากบ่นสักคำ... ฉวีทัวทัวยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดต่อเขา

"ต้าจาง นายคิดยังไงก็พูดออกมาเถอะ"

เธอมองผู้ชายที่เงียบขรึมตรงหน้า พบว่าบนหน้าผากเขามีเหงื่อผุดออกมาแล้ว

"กินข้าวก่อนเถอะครับ" อวี๋ต้าจางทำหน้าสิ้นหวัง

ขนาดนี้แล้ว ยังเห็นแก่ส่วนรวมอีก... ฉวีว่านเนียนอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

พร้อมกันนั้นเขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง

สี่สิบนาทีต่อมา

สองสามีภรรยาฉวีว่านเนียนมองส่งลูกสาวและอวี๋ต้าจางเดินออกจากประตู

"ตอนมาถึงฉันนึกว่าเขาแววตาว่างเปล่า ที่แท้เขาจ้องโต๊ะอาหารอยู่ตลอดเลยเหรอเนี่ย"

ฉวีว่านเนียนเองก็สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากสองมือเปล่า เคยผ่านทั้งค่ายทหารและไซต์งานก่อสร้าง สมัยก่อนขึ้นชื่อเรื่องกินข้าวเร็ว

นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะถูกเด็กรุ่นหลังบดขยี้คาโต๊ะอาหาร

ไม่เห็นเขาคีบอะไรเท่าไหร่เลยนี่นา

ทำไมแค่เดี๋ยวเดียว อาหารเต็มโต๊ะถึงเหลือแต่ก้นจาน

ยอดฝีมือ นี่มันยอดฝีมือชัดๆ

"ทำมาแบบเดิมอีกโต๊ะหนึ่ง" ฉวีว่านเนียนสั่งพ่อบ้าน

"เลิกงอนได้แล้ว" แม่ฉวีเกลี้ยกล่อม

"คุณจะกินหมดเหรอ?"

ฉวีว่านเนียนสายตามุ่งมั่น เหงื่อกาฬผุดเต็มหน้าผาก

"ผมคิดว่าผมไหว หลายปีมานี้ผมไม่เคยหิวเท่าวันนี้มาก่อนเลย"

.

ขากลับ

ทั้งสองนั่งอยู่เบาะหลังรถตู้หรูของตระกูลฉวี ฉวีทัวทัวบ่นอุบอิบว่า

"นายมาทำกินโชว์ที่บ้านฉันเหรอ?"

เมื่อกี้บนโต๊ะอาหาร แม้แต่เธอยังได้กินไม่กี่คำ ความเร็วในการกินของหมอนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้

ตอนนี้นี้อวี๋ต้าจางที่กินอิ่มดื่มหนำแล้วก็เริ่มได้สติ

ที่แท้ฉวีว่านเนียนตั้งใจจะฉีกหน้าเขามาตลอด

แม่งเอ๊ย กินของเขาแล้วปากมันหนักจริงๆ... อวี๋ต้าจางยิ่งคิดยิ่งโมโห อดไม่ได้ที่จะพูดว่า

"คุณน้าทนพ่อเธอได้ยังไง ความอดทนระดับนี้ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ"

"ไม่ได้เวอร์ขนาดนั้นหรอก" ฉวีทัวทัวแก้ตัว "พ่อฉันแค่หวงฉันมากเกินไป"

"คุณน้าคนนี้ไม่ธรรมดา" อวี๋ต้าจางทำหน้าเคร่งเครียด

"พอได้แล้ว"

"คุณน้าต้องทำการใหญ่ได้แน่"

"เลิกพล่ามได้แล้ว"

"คุณน้าเคยบำบัดยาเสพติดหรือเปล่า?"

"หุบปาก!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 61 - ยังมีอะไรต้องพูดอีก กินข้าวก่อนเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว