- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 28 - เรื่องบางเรื่องหยุดกลางคันไม่ได้
บทที่ 28 - เรื่องบางเรื่องหยุดกลางคันไม่ได้
บทที่ 28 - เรื่องบางเรื่องหยุดกลางคันไม่ได้
บทที่ 28 - เรื่องบางเรื่องหยุดกลางคันไม่ได้
มองดูเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคยปรากฏบนหน้าจอ หัวใจของฉวีทัวทัวเต้นรัวเร็วขึ้นมาทันที จนทำตัวไม่ถูก
สูดหายใจเข้าลึกๆ เธอเลื่อนนิ้วไปกดปุ่มรับสาย
"ฮัลโหล?"
"มีธุระอะไร รีบพูดมา ผมกินข้าวอยู่"
ได้ยินน้ำเสียงรำคาญของอวี๋ต้าจาง ฉวีทัวทัวก็ผ่อนคลายลงทันที พูดสวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
"ไม่มีธุระโทรหาไม่ได้หรือไง?"
"เอ่อ... ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น" อวี๋ต้าจางยอมอ่อนข้อให้อย่างไว
พอรู้สึกว่าเขากลัวตัวเองอยู่บ้าง ฉวีทัวทัวก็เริ่มได้ใจ
"กินข้าวที่ไหน?"
"บ้าน"
"กินไปเท่าไหร่แล้ว?"
ถามทำไมเนี่ย ทำยังกับครูอนุบาลถามเด็กน้อย... อวี๋ต้าจางข่มใจตอบกลับไป
"ครึ่งท้องแล้วมั้ง"
ความหมายที่เขาต้องการสื่อคือ: เลิกพูดมากได้แล้ว การรบกวนเวลากินข้าวชาวบ้านมันผิดศีลธรรมนะ
ใครจะคิดว่าฉวีทัวทัวไม่ได้คิดไปในทางนั้นเลย
พอได้ยินว่าอวี๋ต้าจางเพิ่งกินไปครึ่งท้อง เธอกลับดีใจ พูดว่า
"งั้นนายหยุดกินก่อน เก็บอีกครึ่งท้องไว้มากินเป็นเพื่อนฉัน"
"ไม่มีทาง" อวี๋ต้าจางปฏิเสธทันควัน
"เรื่องกินข้าวก็เหมือนเรื่องอย่างว่านั่นแหละ หยุดกลางคันไม่ได้"
ฉวีทัวทัว: ????
เขาพูดอะไรของเขา?
เรื่องอย่างว่าอะไรกัน?
กำลังจะถามให้รู้เรื่อง อวี๋ต้าจางก็ชิงพูดขึ้นก่อน
"สองสามวันนี้ผมยุ่งมาก รอว่างๆ ก่อนเดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวนะ"
"จริงเหรอ?" ฉวีทัวทัวรู้สึกเหมือนเขากำลังปัดรำคาญ
"แค่ข้าวเมื้อเดียว ผมจะเบี้ยวทำไม" เสียงของอวี๋ต้าจางเริ่มอู้อี้ฟังไม่ชัด
"วางใจเถอะ รับรองว่าจะพาไปกินของดีๆ"
ประโยคหลังๆ ฉวีทัวทัวเริ่มฟังไม่ค่อยออกแล้ว แต่ก็พอเดาได้ว่าเขาพูดอะไร
ไอ้คนเลว แอบยัดข้าวเข้าปากแน่ๆ... เธอข่มความโกรธแล้วพูดว่า
"งั้นตกลงตามนี้นะ"
"อื้อๆๆ เคๆ กู๊ดบาย"
วางสายเสร็จ อวี๋ต้าจางก็ตั้งหน้าตั้งตาโซ้ยแหลกต่อ
หลี่เสวี่ยเหอที่นั่งอยู่ข้างๆ มองลูกชายตาเป็นประกาย
"เมื่อกี้เสียงผู้หญิงที่ไหน?"
เนื้อหาที่คุยกันเธอฟังไม่ถนัด แต่เสียงผู้หญิงน่ะฟังออกชัดเจน
พอคิดว่าลูกชายอาจจะกำลังมีความรัก หัวใจคนเป็นแม่ก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
อวี๋ต้าจางคิดสักพัก อธิบายยากแฮะ แต่แม่ถามแล้ว ยังไงก็ต้องให้คำตอบ
"เพื่อนที่ยังนับเป็นเพื่อนไม่ได้น่ะแม่"
"อะไรของแก!" หลี่เสวี่ยเหอยื่นมือไปดึงจานกับข้าวตรงหน้าลูกชายออก
"พูดจาให้มันดีๆ หน่อย"
อวี๋ต้าจางยื่นตะเกียบไปที่จานนั้นค้างไว้ เห็นแม่ทำท่าแข็งขัน ก็จำใจอธิบาย
"ผู้เสียหายในคดีก่อนหน้านี้ พอช่วยไว้ได้เขาก็ซาบซึ้งใจผมน่ะ ไม่ได้สนิทอะไรกันมาก แค่พอรู้จักกันเฉยๆ"
ถึงจะเล่าไม่ละเอียด แต่เขาไม่ได้โกหก
สรุปคร่าวๆ มันก็ประมาณนั้นแหละ
"ไม่ใช่มั้ง" หลี่เสวี่ยเหอไม่ได้หลอกง่ายๆ เธอจ้องหน้าลูกชายเขม็ง
"เมื่อกี้แม่ได้ยินแกบอกว่าจะเลี้ยงข้าวแม่หนูคนนั้น แถมยังบอกว่าจะพาไปกินของดีๆ อีก"
ผู้หญิงเป็นฝ่ายโทรมาหาก่อน แล้วยังจะนัดกินข้าวกัน แบบนี้จะเรียกว่าคนแค่พอรู้จักกันได้ยังไง?
เธอก็หวังให้ลูกชายได้เจอผู้หญิงดีๆ สักคน อายุอานามก็สมควรแก่เวลาแล้ว
ฝ่ายหญิงขอแค่เป็นคนปกติ ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ก็พอแล้ว ลูกชายหุ่นแบบนี้จะไปเลือกมากได้ที่ไหน
"แม่ครับ..."
อวี๋ต้าจางวางตะเกียบลง มองหน้าหลี่เสวี่ยเหออย่างจริงจัง
"แม่ฟังไม่ออกเหรอว่านั่นมันแค่คำพูดตามมารยาท ผมจะบอกให้นะ บ้านเขากับบ้านเราน่ะ คนละชั้นกันเลย"
อวี๋ต้าจางในชาติก่อนอายุสามสิบกว่าแล้ว ผ่านวัยที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่านมานานโข
ซาบซึ้งกับประโยคที่ว่า "ในนิทานหลอกเด็กทั้งเพ" เป็นอย่างดี
บวกกับอาชีพตำรวจสืบสวน ทำให้เขามีเหตุผลและเยือกเย็นกว่าคนทั่วไป
แต่พอหลี่เสวี่ยเหอได้ยินว่าฐานะดี ความสนใจยิ่งพุ่งปรี๊ด
"เล่าละเอียดๆ หน่อยสิ บ้านเขาทำธุรกิจเล็กๆ เหรอ?"
โธ่แม่... คำว่า 'ฐานะดี' ของแม่ยังหยุดอยู่ที่ยุคเศรษฐีเงินหมื่นสินะ... อวี๋ต้าจางจนปัญญา ต้องอธิบายให้เห็นภาพ
"บ้านเขาหลังใหญ่ขนาด..." เขาทำท่ากางแขนออกกว้างๆ
"คฤหาสน์น่ะรู้จักไหม กะด้วยสายตาอย่างน้อยก็ห้าชั้น รถหรู คนขับรถประจำตัว เอ้อ คนขับรถช่างมันเถอะ เอาเป็นว่ารวย รวยโคตรๆ"
หลี่เสวี่ยเหอมองท่าทางประกอบใหญ่โตของลูกชาย ฟังน้ำเสียงเวอร์วังนั่น ในหัวเริ่มจินตนาการเป็นภาพ
"รวยแล้วไง" หลี่เสวี่ยเหอยืดตัวตรง ทำหน้าไม่ยอมแพ้
"บ้านเราก็ไม่ได้หน้าเงินสักหน่อย พวกแกคนหนุ่มสาวก็คบหากันไปตามปกติ เข้ากันได้ก็คบ เข้ากันไม่ได้ก็เลิก"
โอ้โห... แรงต้านทานสูงใช้ได้... อวี๋ต้าจางตัดสินใจทำให้แม่ตัดใจในครั้งเดียว
ช่วยไม่ได้ ถ้าวันนี้ไม่เคลียร์ให้ชัด วันหน้าแม่ต้องตามจิกไม่เลิกแน่
"บอกแม่อย่างนี้ละกัน ผมเลี้ยงข้าวเขาแค่มื้อเดียว ต้องใช้เงินเก็บวัยเกษียณของพ่อกับแม่จนเกลี้ยงเลยนะ"
หลี่เสวี่ยเหอ: !!!!
"กินอะไรกัน ทำไมแพงขนาดนั้น?"
อวี๋ต้าจางเห็นแม่ทำหน้าช็อก ก็รู้ว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
แม่ถอดใจแล้ว ที่ถามประโยคนี้ก็แค่สงสัยล้วนๆ
"แม่อยู่เมืองซงไห่มาตั้งกี่ปี ข้าวเมืองนี้มื้อละเป็นหมื่นมันแปลกตรงไหน?"
"มะ... มันก็จริง" หลี่เสวี่ยเหอคอตก
เธอรู้ดี บ้านเราจ่ายไม่ไหว ไม่ได้แปลว่าบ้านอื่นเขาจ่ายไม่ได้
ได้ยินว่าพวกครอบครัวคนรวย แค่ค่ากินอย่างเดียวเดือนๆ หนึ่งก็ปาเข้าไปหลักแสน
นี่ยังไม่รวมค่าสังสรรค์ข้างนอก ถ้าคิดรวมหมด หลี่เสวี่ยเหอไม่อยากจะคิด กลัวหัวใจวาย
เพราะงั้นแหละ ถึงบอกว่าประตูบ้านต้องสมกันมันสำคัญมาก
นึกว่าเกี่ยวดองกับคนรวยแล้วจะสบายเหรอ?
เหอะ ถึงเวลาคบหากันจริงๆ สายตาที่พวกเขามองมา ก็เหมือนมองจูหยวนจางก่อนก่อการกบฏนั่นแหละ
ถ้าใจไม่แข็งจริง ทนสายตาแบบนั้นไม่ได้หรอก
.
วันรุ่งขึ้น ห้องประชุมกองปราบปราม
อวี๋ต้าจางหิ้วมื้อเช้าเดินแจกสมาชิกทีมสืบสวนพิเศษทีละคน
"อาจารย์ครับ นี่ ซาลาเปาเนื้อของโปรด"
หลวี่จงซินบิดขี้เกียจ หมุนคอไปมา
หยิบเสื้อคลุมที่ห่มตัวอยู่วางพาดพนักเก้าอี้ แล้วถึงยื่นมือไปรับมื้อเช้าจากอวี๋ต้าจาง
"ที่ฉันกินซาลาเปาทุกเช้าเพราะมันสะดวก ไม่ได้แปลว่าฉันชอบกิน"
นี่คือเคืองผมสินะ... อวี๋ต้าจางฟังออกว่าในน้ำเสียงอาจารย์มีความไม่พอใจแฝงอยู่
ต้องตำหนิที่เมื่อวานเขารีบกลับบ้านไปก่อนแน่ๆ
ดูท่าทางแล้ว สมาชิกทีมทุกคนยกเว้นเขา คงนอนค้างที่ห้องประชุมกันหมด
"เมื่อคืนสอบสวนถึงไหนแล้วครับ?"
อวี๋ต้าจางแกล้งทำมึน พูดไปพลางคว้ามือหลวี่จงซินไว้
หลวี่จงซินชะงัก รู้สึกสัมผัสที่มือแปลกๆ
ก้มลงดู มือของอวี๋ต้าจางชักกลับไปแล้ว ทิ้งซองบุหรี่ไว้ในมือเขาหนึ่งซอง
"ยังยื้อกันอยู่" หลวี่จงซินวางบุหรี่ลงบนโต๊ะ หยิบซาลาเปามากัดคำหนึ่ง
กินซาลาเปาหมดลูกหนึ่ง เขาถึงพูดต่อ
"คาดว่าอีกสักวันน่าจะรู้ผล"
"ประสิทธิภาพสูงจริงๆ" อวี๋ต้าจางชมเปาะ
ไม่ได้ประจบ แต่คิดแบบนั้นจริงๆ
ในความคิดเขา สงครามประสาทครั้งนี้น่าจะยืดเยื้ออย่างน้อยสองวัน
ที่คืบหน้าเร็วขึ้น ก็เพราะพวกหลวี่จงซินอดหลับอดนอนเร่งเครื่องกันนั่นแหละ
รออีกพักหนึ่ง อวี๋ต้าจางเห็นทุกคนกินเสร็จแล้ว ก็ลุกขึ้นยืน
"ผมจะขอแจงภารกิจวันนี้หน่อยครับ"
(จบแล้ว)