- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 20 - หลวงพี่เจ้าขา มาเล่นกับข้าสิ
บทที่ 20 - หลวงพี่เจ้าขา มาเล่นกับข้าสิ
บทที่ 20 - หลวงพี่เจ้าขา มาเล่นกับข้าสิ
บทที่ 20 - หลวงพี่เจ้าขา มาเล่นกับข้าสิ
ชาติที่แล้วหลวี่จงซินพลาดท่าเสียทีให้กับคดีนี้จริงๆ
สถานการณ์ตอนนั้นเหมือนกับตอนนี้เปี๊ยบ ทีมเฉพาะกิจลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าข่งลิ่งเจี๋ยที่หายตัวไปคือผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ข่งลิ่งเจี๋ยก็ถูกจับได้ในโรงแรมเล็กๆ แถวนั้น
ราบรื่นกว่าที่คิด ตอนสอบปากคำ ผู้ต้องหารับสารภาพหมดเปลือก ยอมรับว่าเห็นผู้ตายหน้าตาดีเลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบ
ระหว่างที่จางเหยียนเลิกเรียนกลับบ้าน เขาจี้บังคับพาไปที่ห้องเช่าเพื่อจะข่มขืน
แต่จางเหยียนขัดขืนสุดชีวิต ยอมตายไม่ยอมจำนน ข่งลิ่งเจี๋ยโมโหเลยบีบคอเธอจนตาย
ทีมเฉพาะกิจเห็นว่าข้อเท็จจริงชัดเจน หลักฐานแน่นหนาเพียงพอ
สามารถยืนยันได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ต้องรับโทษทางอาญา
ต่อไปก็ส่งอัยการฟ้อง
ชาติก่อนคดีนี้ราบรื่นขนาดนี้แหละ
สิ่งเดียวที่ทำให้ทีมเฉพาะกิจรู้สึกทะแม่งๆ คือขั้นตอนการพิจารณาคดี
จำเลย หรือก็คือข่งลิ่งเจี๋ย ดันจ้างทนายชื่อดังมาคนหนึ่ง
ใช้เหตุผลว่ายอมรับผิดด้วยดี ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ขอให้ศาลลดโทษ
ผลคือศาลตัดสินประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญา
นึกว่าเรื่องจบแค่นี้ใช่ไหม?
ตอนนั้นคนที่รู้เรื่องคดีนี้ก็คิดแบบนั้น
ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องมหัศจรรย์ของจริงเพิ่งจะเริ่ม
ข่งลิ่งเจี๋ยทำตัวดีในคุก ไม่ก่อเรื่อง ระหว่างรอลงอาญา สองปีต่อมาเลยได้ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต
ผ่านไปอีกปี หรือก็คือปีที่สามที่ข่งลิ่งเจี๋ยติดคุก... เขากลับคำให้การ
ติดคุกอยู่กลับคำให้การได้ด้วยเหรอ?
แน่นอน ไม่ใช่แค่ระหว่างติดคุก ต่อให้รับโทษเสร็จแล้วก็ทำได้
ทนายชื่อดังที่ช่วยข่งลิ่งเจี๋ยรอดโทษประหารเมื่อสามปีก่อนปรากฏตัวอีกครั้ง
คราวนี้เขางัดหลักฐานใหม่ออกมา: พยานหลักฐานที่อยู่ของข่งลิ่งเจี๋ย
จากรายงานชันสูตร เวลาตายของจางเหยียนคือวันที่ 5 มิถุนายน 2014 ระหว่าง 14.00 น. ถึง 17.00 น.
เนื่องจากพบศพหลังเสียชีวิตสี่วัน เวลาตายจึงกำหนดได้แค่ช่วงกว้างสามชั่วโมง
ทนายยื่นหลักฐานภาพและเสียง เป็นคลิปกล้องวงจรปิดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
เวลาในกล้องเริ่มที่ 15.20 น. ของวันที่ 5 มิถุนายน 2014
ในคลิป ข่งลิ่งเจี๋ยเดินวนเวียนอยู่ชั้นสี่ของห้างอย่างน้อยสิบนาที
สุดท้ายแวะร้านเสื้อผ้าผู้ชายสิบสองนาที และซื้อเสื้อคลุมผู้ชายหนึ่งตัว
และห้างนี้... ไม่อยู่ในเมืองซงไห่!
ระยะทางห่างกัน 240 กิโลเมตร
ระยะทางนี้บอกอะไร?
สมมติขับรถเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทาง 240 กิโลเมตรขาเดียวต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที
และต้องวิ่งบนทางด่วนเท่านั้นถึงจะทำเวลานี้ได้
ความเป็นจริง เวลาต้องบวกเพิ่มอีกอย่างน้อย 20 นาที เพราะการขึ้นลงทางด่วนต้องใช้เวลา
หมายความว่า ในช่วงเวลาที่จางเหยียนเสียชีวิต ข่งลิ่งเจี๋ยไม่มีทางอยู่ที่ซงไห่เด็ดขาด!
ยังไม่จบ ทนายยังงัดใบเสร็จและใบกำกับภาษีที่ข่งลิ่งเจี๋ยซื้อเสื้อผ้าในห้างออกมา
จากนั้นก็เอาคลิปวงจรปิดในร้านเสื้อผ้ามายืนยันอีก
แค่นี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ว่าหลักฐานที่อยู่ของข่งลิ่งเจี๋ยเป็นของจริง
งั้นปัญหาก็มา ในเมื่อตอนนั้นไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ ทำไมตอนสอบสวนถึงรับสารภาพหมดเปลือก?
คำอธิบายของข่งลิ่งเจี๋ยคือ: โดนซ้อมทรมานให้รับสารภาพ
และชี้เป้าไปที่หลวี่จงซิน ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าตำรวจแซ่หลวี่คนนี้แหละที่ซ้อมและบังคับให้เขารับสารภาพ แถมบอกวิธีกระทำอย่างละเอียด
ละเอียดถึงขั้นจำคำพูดทุกคำของหลวี่จงซินได้
เช่นประโยคที่ว่า: "ว่ามา ทำไมแกถึงฆ่าจางเหยียน?"
นี่คือการชี้นำคำตอบแบบคลาสสิก
ให้คำตอบมาเลยว่า: แกคือฆาตกรฆ่าจางเหยียน ไม่ต้องให้แกยอมรับ แค่บอกเหตุผลที่ฆ่ามาก็พอ
แน่นอนไม่ได้มีแค่ประโยคนี้ ยังมี...
"เจ้าของบ้านชี้ตัวแล้ว แกจะยอมรับหรือไม่ก็มีความผิดอยู่ดี ถ้าไม่ให้ความร่วมมือโทษอาจจะหนักกว่าเดิม"
นี่คือการหลอกล่อ
"เล่าเรื่องมาให้ชัดเจน ถือว่าแกมอบตัว เราจะช่วยพูดกับศาลว่าแกสำนึกผิด ให้ศาลรอลงอาญา"
นี่คือการล่อลวง
ทั้งหมดนี้อยู่ในข่ายการสอบสวนโดยมิชอบ
และหลวี่จงซินใช้เกือบทุกวิธี
คุณอาจจะสงสัย ในหนังในละครก็เห็นบ่อยๆ นี่นา
ตำรวจในทีวีก็ถามคนร้ายแบบนี้ทั้งนั้น
นั่นแสดงว่าอะไร?
คนเขียนบทไม่รู้กฎหมายไง
อีกอย่าง ไม่มีใครหวังจะเห็นกระบวนการสอบสวนจริงๆ ในละครหรอก ส่วนใหญ่ก็ดูเอาเนื้อเรื่อง
ขนาดหนังสงครามเวอร์ๆ ยังดูได้สนุกสนาน นับประสาอะไรกับหนังตำรวจจับผู้ร้าย
ผ่านไปสามปี ข่งลิ่งเจี๋ยกลับจำคำพูดของหลวี่จงซินได้แม่นยำแทบทุกตัวอักษร
ตอนศาลรื้อคดีเอาคลิปสอบสวนมาเปิดดู ก็ตรงกับที่ข่งลิ่งเจี๋ยพูดเป๊ะ
คิดว่าแค่นี้น่ากลัวแล้วใช่ไหม
ยังไม่จบ ที่น่ากลัวกว่านั้นรออยู่
เขายังกล่าวหาว่าหลวี่จงซินใช้กำลังทรมานเขา
แต่ศาลดูคลิปสอบสวนแล้ว ไม่พบว่าหลวี่จงซินใช้ความรุนแรงใดๆ
ข่งลิ่งเจี๋ยเลยบอกวิธีการ
ตอนสอบสวน เขาบ่นหิว หลวี่จงซินต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ถ้วยหนึ่ง
ตอนกินเขารู้สึกว่าน้ำซุปเค็มมาก น่าจะใส่เกลือเพิ่ม
หลังจากนั้นน้ำที่เอามาให้กินก็ผสมเกลือ ยิ่งกินยิ่งหิวน้ำ
แถมเขาได้กลิ่นน้ำมันงาแรงมากในอาหาร ทำให้เขาท้องเสียทุกวัน กินข้าวไปแล้วก็ยังหิวโซ
นานวันเข้าเขาก็ทนไม่ไหว ยอมรับสารภาพในสิ่งที่ไม่ได้ทำ
นี่คือความไร้ร่องรอยของการทรมาน
ของแบบนี้มันเป็นดาบสองคม คุณไม่มีร่องรอย เขาก็ไม่มีร่องรอย ผ่านไปสามปี หลวี่จงซินมีปากก็พูดไม่ออก
คุณปฏิเสธปากเปล่าไม่ได้ ต้องเอาหลักฐานมาแย้ง
อีกฝ่ายเล่นแผนซ้อนแผน
ตอนนั้นหลวี่จงซินได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองสืบสวนแล้ว ซึ่งจริงๆ ก็ได้อานิสงส์จากความสำเร็จของคดีนี้นั่นแหละ
แต่พอผลกรรมตีกลับ ตำรวจสืบสวนรุ่นเก๋าที่ทำงานตรงไปตรงมาคนนี้รับไม่ไหว
เขาอาจจะไม่แคร์ชีวิต แต่เขาแคร์ชื่อเสียง
เมื่อกระทะดำใบใหญ่ร่วงลงมาจากฟ้า สาดโคลนใส่ตัวเขาจนเปื้อน หลวี่จงซินเลือกใช้ชีวิตล้างมลทินให้ตัวเอง
เขาฆ่าตัวตาย
ก่อนตายเขาเอาปืนและอุปกรณ์ตำรวจทั้งหมดวางไว้ที่กองปราบ แม้แต่เครื่องแบบก็พับเรียบร้อยวางไว้บนเตียงในหอพัก
เขาใส่ชุดลำลองที่ใส่ประจำ กระโดดลงมาจากสะพานใหญ่
อวี๋ต้าจางในชาติก่อนซึมไปเป็นเดือน
ต่อมาหลังจากทบทวนเหตุการณ์ เขาได้ข้อสรุปดังนี้
ตอนหลวี่จงซินรับทำคดีนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความก้าวหน้าในอาชีพ
ดังนั้นคดีนี้จึงหอมหวานมากสำหรับเขา
ทำให้หลวี่จงซินใจร้อน หวังผลสัมฤทธิ์เร็วเกินไป จนใช้เทคนิคการสอบสวนที่หมิ่นเหม่ในช่วงสอบปากคำ
เปรียบเหมือนปีศาจจิ้งจอกยั่วยวนพระถังซัมจั๋ง: หลวงพี่เจ้าขา มาเล่นกับข้าสิ
พอพระถังฯ หลงกล อีกฝ่ายกลับเผยโฉมหน้าแท้จริง: อย่านะคะ หลวงพี่โปรดสำรวม
คุณคิดว่าพระถังฯ จะกลืนความแค้นนี้ลงคอได้ไหมล่ะ~
แต่อวี๋ต้าจางมั่นใจว่า อาจารย์ไม่มีทางใช้วิธีสกปรกอย่าง 'ใส่เกลือในมาม่า' แน่นอน
หลวี่จงซินอาจจะพลาดเรื่องคำพูด แต่ไม่มีทางทำผิดหลักการ
และเขาก็เชื่อมั่นว่าอาจารย์จะไม่ทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้น
ถ้าหลวี่จงซินเป็นคนแบบนั้นจริง ชาติก่อนคงไม่ตัดสินใจฆ่าตัวตายอย่างเด็ดเดี่ยว
ดังนั้น ข่งลิ่งเจี๋ยโกหกชัวร์
เพื่อจะวางกับดักหลวี่จงซิน ให้ตัวเองหลุดคดี เขาใช้เวลาวางแผนถึงสามปี
เพราะชาติก่อนไม่ได้อยู่ในทีมเฉพาะกิจ อวี๋ต้าจางเลยทำได้แค่สันนิษฐาน
ชาตินี้ไม่เหมือนกัน เขาไม่เพียงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ยังได้เข้าทีมเฉพาะกิจด้วย
ในเมื่ออาจารย์ยังเลือกจะรับคดีนี้ ก็ขอร่วมหัวจมท้ายบ้าไปกับแกสักครั้ง
"อาจารย์ครับ..." อวี๋ต้าจางยืนอยู่บนระเบียงทางเดิน พึมพำกับตัวเอง
"ชาตินี้ผมจะพยายามไม่ให้อาจารย์เป็นพระถังซัมจั๋งนะครับ"
(จบแล้ว)