- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปฝึกยุทธ์ในโลกจีนกำลังภายในบนโลกยุคปัจจุบัน
- บทที่ 382 - ข้าเฉินจั๋ว ผู้เฝ้าเมืองเพียงลำพัง
บทที่ 382 - ข้าเฉินจั๋ว ผู้เฝ้าเมืองเพียงลำพัง
บทที่ 382 - ข้าเฉินจั๋ว ผู้เฝ้าเมืองเพียงลำพัง
บทที่ 382 - ข้าเฉินจั๋ว ผู้เฝ้าเมืองเพียงลำพัง
อสูรพยัคฆ์สวรรค์และอสูรเฟยเทียนโฮ่ว สองราชาอสูรระดับแปด ต่างตกอยู่ในสภาวะระแวงตนเองและสติเริ่มเลอะเลือน
นี่คือโอกาสทองในการลงมือ!
ส่วนสัตว์อสูรระดับราชาขั้นเจ็ดอีกสองตัวที่เหลือ เฉินจั๋วไม่ได้มองว่าพวกมันเป็นภัยคุกคามเลยแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาถูกสองราชาอสูรระดับแปดรุมล้อม จึงไม่มีเวลาไปจัดการพวกมันเท่านั้น
ขอเพียงสังหารอสูรพยัคฆ์สวรรค์และอสูรเฟยเทียนโฮ่วได้ การจะฆ่าระดับราชาขั้นเจ็ดอีกสองตัวก็อยู่เพียงแค่การพลิกฝ่ามือ
“สังหาร!”
เฉินจั๋วคำรามลั่น กระบี่เจ็ดดาราฟันลงไปที่อสูรเฟยเทียนโฮ่วอีกครั้ง
อสูรเฟยเทียนโฮ่วสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง: “ทำไมถึงเป็นข้าอีกแล้ว?”
ใช่แล้ว!
ต้องเป็นเจ้านั่นแหละ!
ไม่จัดการเจ้าแล้วจะจัดการใคร?
ในตอนนี้อสูรพยัคฆ์สวรรค์แทบจะไร้รอยขีดข่วน แต่อสูรเฟยเทียนโฮ่วถูกเฉินจั๋วฟันจนบาดเจ็บสาหัสไปถึงสองกระบี่ มีเพียงการสังหารมันให้เร็วที่สุดเท่านั้น เฉินจั๋วถึงจะสามารถทุ่มสมาธิไปจัดการกับอสูรพยัคฆ์สวรรค์ได้อย่างเต็มที่
วื้ด—— กระบี่ยาวส่งเสียงสั่นสะเทือนแหลมเล็กกลางความว่างเปล่า พกพาไอสังหารอันล้นปรี่พุ่งเข้าใส่อสูรเฟยเทียนโฮ่ว
ทว่าเมื่อเห็นการจู่โจมของเฉินจั๋ว สิ่งแรกที่อสูรพยัคฆ์สวรรค์ทำกลับไม่ใช่การเข้าขัดขวาง ทว่ากลับแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความระแวงออกมา: “นี่เป็นโลกมายาหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่!”
อสูรเฟยเทียนโฮ่วแทบจะก่นด่าออกมา โลกมายาบ้านเจ้าสิ
เรื่องแค่นี้ยังมองไม่ออกอีกหรือ?
“ไม่ใช่จริงๆ หรือ?”
อสูรพยัคฆ์สวรรค์ขมวดคิ้ว “เจ้ารีบเปิดห้วงสำนึกซะ ให้ข้าลองสั่นสะเทือนดวงวิญญาณดูที”
“……”
อสูรเฟยเทียนโฮ่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันไม่ได้เปิดห้วงสำนึกออก
การแบ่งปันห้วงสำนึกของสัตว์อสูรทั้งสองตัว ดำเนินไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็ต้องประกาศความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกมันไม่มีใครสามารถยืนยันได้เลยว่า ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในสภาวะสติเลอะเลือนไปแล้วหรือไม่
การเปิดห้วงสำนึกให้แก่พันธมิตรที่สติเลอะเลือนนั้น ถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ
“เหอะ!”
อสูรพยัคฆ์สวรรค์แค่นเสียงเย็น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่าเพียงช่วงเวลาแห่งความลังเลนั้นเอง
กระบี่เจ็ดดาราของเฉินจั๋วก็ได้ฟันลงมาถึงตัวแล้ว
ครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้วิชามายาวิญญาณ เพราะดวงวิญญาณที่เหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดทำให้เขาไม่อาจปลดปล่อยวิชามายาวิญญาณออกมาได้อีก
ทว่า!
เพียงเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว!
ฟิ้ว!
กระบี่เจ็ดดาราเมื่อถูกเติมเต็มด้วยปราณโลหิตของเฉินจั๋ว ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันสูงส่งที่ทำให้ผู้คนอยากกราบไหว้ พริบตาเดียวก็กดข่มกลิ่นอายพลังของอสูรเฟยเทียนโฮ่วไว้จนมิด
โดยเฉพาะตามร่างกายของเฉินจั๋วที่ปรากฏกระดูกให้เห็นในบางจุด กระดูกหยกที่ทอแสงสีขาวจางๆ นั้นวาววับล้อแสงตะวันอย่างงดงาม
กระดูกเหล่านั้นแผ่ซ่านกลิ่นอายอันทรงพลังออกมาอย่างไร้รูป ประดุจการจุติของจักรพรรดิเทพ
แม้จะบาดเจ็บสาหัส ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยบารมี
เสียงคำรามทางวิญญาณของอสูรเฟยเทียนโฮ่วเริ่มแหบพร่า: “พยัคฆ์สวรรค์ ลงมือสิ!”
การถูกเฉินจั๋วทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสถึงสองครั้ง แม้ความสามารถในการรักษาของมันจะเหนือกว่ามนุษย์มากนัก ทว่าเมื่อเทียบกับความสามารถในการรักษาของกายหยกน้ำแข็งแล้ว กลับต่างกันราวฟ้ากับดิน
ในตอนนี้มันเพียงแค่ห้ามเลือดไว้ได้เท่านั้น ทว่าบาดแผลยังแทบไม่ได้รับการฟื้นฟูเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นบาดแผลภายนอกของเฉินจั๋วหายไปจนเกือบหมดสิ้น อสูรเฟยเทียนโฮ่วก็ได้แต่ลอบด่าในใจว่าตัวประหลาด พร้อมกับรีบถอยร่นอย่างรวดเร็ว ทว่าด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส มันย่อมไม่อาจหลบเลี่ยงเฉินจั๋วพ้น ภายใต้วิชาท่าร่างระดับเข้าถึงสภาวะ เฉินจั๋วติดตามมันไปประดุจเงาตามตัว
อสูรเฟยเทียนโฮ่วไม่มีทางสลัดการจู่โจมของเฉินจั๋วหลุดไปได้เลย
“มาแล้ว!”
ในที่สุดอสูรพยัคฆ์สวรรค์ก็มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ตกอยู่ในโลกมายา มันใจหายวูบ รีบเหาะเหินเดินอากาศขึ้นมา หมายจะเข้าขวางเฉินจั๋วไว้
เฉินจั๋วแค่นยิ้มเย็น เพิ่งจะคิดมาช่วยตอนนี้งั้นหรือ?
วับ!
ท่ามกลางแววตาอันสิ้นหวังของอสูรเฟยเทียนโฮ่ว เจตจำนงสังหารก็เข้าปกคลุมร่างของมันไว้ กระบี่เจ็ดดาราทิ่มทะลวงเข้าสู่ทรวงอกของอสูรเฟยเทียนโฮ่วอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ เล็งเป้าเข้าที่หัวใจอย่างแม่นยำ
ตูม!
ปราณโลหิตที่ม้วนตลบประดุจน้ำป่าไหลหลากพุ่งเข้าสู่หัวใจของมัน ก่อนจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
แววตาของอสูรเฟยเทียนโฮ่วฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยว ในวินาทีที่กระบี่ทิ่มทะลุหัวใจ หางยาวของมันก็สะบัดวับเข้าใส่เฉินจั๋วทันที
นี่คือการจู่โจมแบบแลกชีวิต!
ปราณกระบี่ที่แฝงอยู่ในตัวกระบี่ ได้พรากเอาพละกำลังและชีวิตของอสูรเฟยเทียนโฮ่วไปในชั่วพริบตา
ทว่าหางของมัน ก็ฟาดเข้าใส่ร่างของเฉินจั๋วเช่นกัน
ตูม!
ร่างของเฉินจั๋วถูกซัดจนปลิวไปอีกครั้ง เขาฝืนกลืนเลือดที่ทะลักออกมาลงไป พร้อมกับเคลื่อนไหวท่าร่างหลบหลีกการโจมตีซึ่งหน้าของอสูรพยัคฆ์สวรรค์ในนาทีชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นในระหว่างที่กำลังถอยร่น เขาก็จัดแจงต่อกระดูกหลายท่อนที่ถูกอสูรเฟยเทียนโฮ่วฟาดจนหักเข้าด้วยกันอย่างชำนาญ โดยมีสีหน้าเรียบเฉย
การถูกระดับราชาขั้นแปดโจมตีเข้าอย่างจังถึงสองครั้ง ต่อให้เป็นเฉินจั๋ก็ยังแทบทนไม่ไหว
จากนั้น เขาก็ล้วงเอาหินโลหิตวิญญาณออกมาหนึ่งกำมือ เขาไม่ได้กลืนพวกมันลงไป ทว่ากลับยัดพวกมันเข้าไปในรูแผลที่เอวโดยตรง พลังปราณที่แฝงอยู่ในหินโลหิตวิญญาณถูกร่างกายดูดซับไปในทันที
เมื่อสัมผัสได้ว่าปราณโลหิตเริ่มฟื้นตัว เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง หรี่ตาลงและจ้องมองไปที่สัตว์อสูรระดับราชาขั้นแปดตัวสุดท้าย: อสูรพยัคฆ์สวรรค์
สามราชาอสูรระดับแปด บัดนี้ถูกเขาสังหารไปแล้วถึงสองตัว
ร่างกายอันมหึมาของอสูรเฟยเทียนโฮ่วร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า กระแทกพื้นดินจนเป็นหลุมลึก
ในวินาทีนี้
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันนิ่งเงียบ
เฉินจั๋วอาศัยระดับพลังยุทธ์เพียงระดับหกขั้นสูงสุด สังหารสัตว์อสูรระดับราชาขั้นแปดไปถึงสองตัว ผลลัพธ์ในครั้งนี้มันเหนือชั้นกว่าขอบเขตจินตนาการของทุกคนไปไกลมาก
เหลือเพียงความทึ่งอย่างที่สุดเท่านั้น
“เหลือแค่เจ้าแล้ว!”
เฉินจั๋วจ้องเขม็งไปที่อสูรพยัคฆ์สวรรค์ แววตาฉายชัดถึงเจตจำนงสังหาร
ที่อยู่ข้างๆ สัตว์อสูรระดับราชาขั้นเจ็ดสองตัวที่มีท่าทีดุร้ายก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับมีสีหน้าอึดอัดใจเป็นที่สุด บ้าจริง... เห็นพวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรหรืออย่างไร?
ทว่าในการต่อสู้ที่ผ่านมา พวกมันกลับไม่มีผลงานใดๆ เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ระลอกคลื่นจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย ก็ทำให้พวกมันรู้สึกใจสั่นแล้ว ส่วนเรื่องที่จะทำร้ายเฉินจั๋วนั้น? ภายใต้วิชาท่าร่างระดับเข้าถึงสภาวะของเฉินจั๋ว พวกมันแม้แต่เส้นขนของเฉินจั๋วก็ยังแตะไม่โดนเลยด้วยซ้ำ
“โฮก!”
“โฮก!”
สองราชาอสูรระดับเจ็ดพากันคำรามด้วยความโกรธแค้น เพื่อแสดงถึงความไม่พอใจของตน
ทว่า มันก็เป็นเพียงแค่ความไม่พอใจเท่านั้นเอง
อสูรพยัคฆ์สวรรค์เมื่อเห็นอสูรเฟยเทียนโฮ่วสิ้นชีพไปแล้ว รูม่านตาของมันก็หดแคบลง ทว่าในไม่ช้าทั่วร่างของมันก็แผ่ซ่านด้วยไอสังหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น มันก้าวเท้าเดินท่ามกลางความว่างเปล่ามุ่งหน้าหาเฉินจั๋ว พร้อมกันนั้นเสียงของมันก็ดังกึกก้อง: “เฉินจั๋ว อย่าคิดจะถ่วงเวลาเลย กายหยกน้ำแข็งไม่ใช่สิ่งสารพัดนึกหรอกนะ อีกทั้งวิธีการโจมตีทางจิตวิญญาณที่พิสดารของเจ้านั้น ข้าก็หาวิธีรับมือได้แล้ว ในตอนนี้เจ้าบาดเจ็บสาหัส พละกำลังลดหายไปมาก ต่อจากนี้ไปคือวันตายของเจ้า!”
มันก้าวเท้าหน้าออกมา เหยียบย่ำจนความว่างเปล่าส่งเสียงดังกึกก้อง
เฉินจั๋วมีสีหน้าเรียบเฉย เตรียมจะชูกระบี่พุ่งเข้าปะทะ
ทันใดนั้นเอง เขาก็ส่งเสียงอุทานเบาๆ ในลำคอ พร้อมกับเงยหน้ามองไปในที่ไกลๆ จากนั้นบนใบหน้าของเขาก็ปรากฏสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทึ่ง และความประหลาดใจแกมยินดีสายหนึ่ง
เห็นเพียงบนเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น เฮยฉิวกำลังเหาะเหินเดินอากาศกลับมาอย่างสบายอารมณ์ เจ้าตัวนี้เดินไปพลางส่ายตัวไปมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจสุดขีด หางของมันแทบจะชูขึ้นฟ้าอยู่แล้ว
ทว่าสัตว์อสูรระดับราชาขั้นเก้าสองตัวที่ถูกมันล่อไปก่อนหน้านี้ กลับไร้ซึ่งว่องรอย
“เช็ดเข้!”
เฉินจั๋วกลืนน้ำลายลงคอ พยายามระงับหัวใจที่สั่นระรัวอย่างหนัก
มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าเฮยฉิวจะจัดการระดับราชาขั้นเก้าไปได้ถึงสองตัวเลยอย่างนั้นหรือ?
“เหอะ! เจ้ายังกล้าเสียสมาธิอีกหรือ?”
อสูรพยัคฆ์สวรรค์เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินจั๋ว ก็รู้สึกโกรธแค้นเป็นที่สุด มันพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนสิ่งใด กลิ่นอายพลังอันมหาศาลทำให้แม้แต่เฉินจั๋วเองก็ยังสีหน้าเปลี่ยนไป
นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิต!
อสูรพยัคฆ์สวรรค์คำรามต่อเนื่อง มันไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆ เลย ทว่ากลับอาศัยร่างกายอันมหึมาของมันเข้าบดขยี้เฉินจั๋ว ร่างกายที่มีน้ำหนักนับหลายสิบตัน ประกอบกับความเร็วที่เหนือชั้นกว่าเสียงหลายเท่า พลังมหาศาลเช่นนี้สามารถทะลวงภูเขาได้ทั้งลูกเลยทีเดียว
ในใจของเฉินจั๋วพลันเกิดวิกฤตอันแรงกล้า พลังจิตวิญญาณของเขาเหือดแห้งไปจนหมดสิ้นแล้ว ทำได้เพียงอาศัยวรยุทธ์ทางวิถีแห่งกำลังเข้าห้ำหั่นกับอสูรพยัคฆ์สวรรค์เท่านั้น
“อันตราย!”
“สังหาร!”
พลังอันไพศาลของอสูรพยัคฆ์สวรรค์โถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ วิชาท่าร่างระดับเข้าถึงสภาวะภายใต้พลังที่บดขยี้เช่นนี้ย่อมลดทอนประสิทธิภาพลงไปมาก
แววตาของเฉินจั๋วฉายชัดถึงความเคร่งเครียด ปราณโลหิตพุ่งทะยานออกมาอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้พลังที่ครอบคลุมไปทั่วเช่นนี้ เขาไร้ทางหนีพ้น และต้องปะทะกันซึ่งหน้าเท่านั้น มิฉะนั้นหากเขาถอยร่น อสูรพยัคฆ์สวรรค์ย่อมชิงความได้เปรียบไปได้ทันที
หากเสียท่าเพียงก้าวเดียว ย่อมต้องพ่ายแพ้ในก้าวต่อๆ ไป
หากอสูรพยัคฆ์สวรรค์ชิงความได้เปรียบไปได้ เช่นนั้นเขาย่อมต้องถูกกดทับและถูกจู่โจมอยู่ฝ่ายเดียว เฉินจั๋วที่บาดเจ็บหนักย่อมไม่มีทางพลิกสถานการณ์การรบได้ และมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะถูกพลังอันมหาศาลของอสูรพยัคฆ์สวรรค์บดขยี้จนตายทั้งเป็น
ตูม!
วินาทีต่อมา กระบี่ของเฉินจั๋วก็ปะทะเข้ากับอสูรพยัคฆ์สวรรค์
พลังที่แข็งแกร่งจนทำให้เฉินจั๋วหัวใจสั่นสะท้านพุ่งทะลวงผ่านกระบี่เข้าสู่ร่างกายของเขา
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
เสียงกระดูกแตกละเอียดดังระรัวอยู่ภายในร่างกายของเฉินจั๋ว เลือดสาดกระจายออกจากร่างกายที่พรุนราวกับตะแกรงไปทุกทิศทุกทาง และร่างของเขาก็ถูกซัดจนปลิวออกไปไกล
‘แย่แล้ว!’
เฉินจั๋วแอบตระหนกในใจ บาดแผลในครั้งนี้รุนแรงเกินไปจริงๆ หากอสูรพยัคฆ์สวรรค์รุกไล่ตามมาอีกครั้ง เขาคงยากจะต้านทานไหว
ทว่าวินาทีต่อมา แววตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เห็นเพียงอสูรพยัคฆ์สวรรค์หลังจากถูกกระบี่เจ็ดดาราฟันเข้าให้แล้ว กลับกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายอันมหึมาของมันถูกซัดปลิวไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก พร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด: “เฉินจั๋ว ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะซ่อนพลังไว้จริงๆ เจ้ามนุษย์ที่ชั่วร้าย เจ้ามีพลังระดับเหนือระดับอยู่ชัดๆ ทว่ากลับแสร้งเป็นหมูมาหลอกกินเสือ กระบี่เดียวของเจ้าเกือบจะพรากชีวิตข้าไปแล้ว เจ้าไม่ใช่สิ่งที่เทพอสูรระดับราชาขั้นแปดอย่างข้าจะสังหารได้ รอข้ากลับไปรายงานเรื่องนี้ต่อเยาหวงก่อนเถอะ จะต้องส่งเทพอสูรระดับเก้ามาสังหารเจ้าให้จงได้!”
วูบ!
อสูรพยัคฆ์สวรรค์ตะเกียกตะกายหนีไปกลางอากาศ ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางยาวบนท้องฟ้า ก่อนจะหายลับไปในพริบตา
นี่มัน...
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
เฉินจั๋วถึงกับอึ้งไป กระบี่เมื่อกี้ของเขามีอานุภาพมากขนาดนั้นเชียวหรือ?
อีกอย่าง เขาไปซ่อนพลังไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน? เขาในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่พลังใกล้จะมอดไหม้จนหยดสุดท้ายแล้ว จิตวิญญาณเหือดแห้ง กระดูกทั่วร่างแทบจะแตกละเอียด บาดแผลรุนแรงจนยากจะบรรยาย กระบี่เมื่อครู่นั้น แม้แต่จะทำให้อสูรพยัคฆ์สวรรค์บาดเจ็บเขายังทำไม่ได้เลย แล้วจะไปทำร้ายมันจนสาหัสได้อย่างไร
เขาหันไปมอง และเห็นเฮยฉิวที่เหาะเหินเดินอากาศกลับมาพอดี
ในใจของเฉินจั๋วพลันเข้าใจถึงสาเหตุที่อสูรพยัคฆ์สวรรค์หนีไปได้ทันที
‘สัตว์อสูรเจ้าเล่ห์ตัวนั้น ต้องถูกเฮยฉิวทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อแน่นอน มันคงจะจงใจพูดปั้นแต่งให้พลังของข้าสูงส่งเกินจริง เพื่อหาข้ออ้างให้ตนเองหนีเอาตัวรอดไปได้ และจะได้ไม่ต้องถูกเยาหวงลงโทษในภายหลัง...
อย่างไรก็ตาม การที่มันหนีไปได้ ก็นับว่าช่วยลดปัญหาให้ข้าไปได้มากทีเดียว’
เฉินจั๋วกวาดสายตาเย็นเยียบไปรอบๆ และเห็นว่าระดับราชาขั้นเจ็ดอีกสองตัวที่เหลือก็ตั้งใจจะหนีเช่นกัน
“พวกเจ้าคิดจะหนีพ้นอย่างนั้นหรือ?”
เฉินจั๋วแผดร้องเรียกเบาๆ: “เฮยฉิว!”
เฮยฉิวที่บินมาถึงเข้าใจความหมายในทันที มันปลดปล่อยแรงกดดันที่ทัดเทียมกับระดับราชาขั้นเก้าออกมาในชั่วพริบตา
สัญชาตญาณความกลัวที่ฝังอยู่ในสายเลือด ทำให้สัตว์อสูรระดับราชาขั้นเจ็ดทั้งสองตัวถึงกับหมอบลงกับพื้นทันที ในแววตาฉายชัดถึงความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
เฉินจั๋วแค่นเสียงเย็น กระบี่เจ็ดดาราฟันออกไปเป็นรุ้งกินน้ำสองสาย แฝงไว้ด้วยคลื่นจู่โจมทางจิตวิญญาณสองสายสุดท้ายที่เขารวบรวมออกมาได้ ทิ่มทะลวงเข้าสู่ร่างกายของระดับราชาขั้นเจ็ดทั้งสองตัวพร้อมกัน
ฉึก!
ฉึก!
ระดับราชาขั้นเจ็ดทั้งสองตัวไม่มีแม้แต่โอกาสจะส่งเสียงร้องโหยหวน ทว่ากลับถูกเฉินจั๋วปลิดชีพทิ้งไปในทันที
เฮยฉิวเมื่อเห็นศพของระดับราชาขั้นแปดสองตัว และระดับราชาขั้นเจ็ดสามตัวที่นอนอยู่บนพื้น แววตาของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียววูบวาบพราวระยับ มันพุ่งลงจากท้องฟ้ามุ่งตรงไปที่ซากศพเหล่านั้น และเริ่มดูดซับแก่นโลหิตอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนเฉินจั๋วกลับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กวาดสายตาไปรอบๆ หนึ่งรอบ ก่อนจะทะยานร่างมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกทันที
ที่นั่น เซียวจงอาศัยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสและการต่อสู้แลกชีวิต ฝืนยื้อสัตว์อสูรระดับราชาขั้นเจ็ดตัวหนึ่งไว้ได้จนถึงตอนนี้ ในวินาทีนี้เซียวจงแทบจะอาศัยเพียงเจตจำนงอันแรงกล้าเท่านั้นในการยืนหยัดอยู่ได้
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เฉินจั๋วก็ก้าวข้ามระยะทางหลายพันเมตรมาถึง และฟันกระบี่เจ็ดดาราลงไปอย่างหนักหน่วง
ระดับราชาขั้นเจ็ดตัวนั้นสัมผัสได้ถึงการมาของเฉินจั๋วนานแล้ว มันหันกายขวับและหนีไปอย่างไร้ความลังเลทันที
ไม่หนีก็รอโดนเชือดอย่างนั้นหรือ?
ขนาดอสูรพยัคฆ์สวรรค์ยังหนีไปแล้ว การที่มันจะหนีตอนนี้ก็คงไม่เป็นไรกระมัง? ขืนอยู่ต่อก็มีแต่ไปหาที่ตายเท่านั้น มันทำเต็มที่แล้ว เยาหวงย่อมต้องเข้าใจมันแน่นอน
เฉินจั๋วพุ่งฝ่าอากาศเข้ามา โดยไม่ได้หันมองสัตว์อสูรที่หนีไปเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขารีบเข้าไปประคองเซียวจงไว้: “ปรมาจารย์เซียว ท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“ข้าไม่เป็นไร”
เซียวจงหอบหายใจอย่างหนัก กระอักเลือดออกมาหลายคำ ก่อนจะหันมามองเฉินจั๋วด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
เฉินจั่วยิ้มกล่าว: “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ ปรมาจารย์เซียว วิกฤตของเมืองฉานเฉิงคลี่คลายลงชั่วคราวแล้ว ท่านรีบลงไปรักษาตัวเถอะครับ เรื่องที่เหลือหลังจากนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
“ได้”
เซียวจงไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ส่วนความคิดที่จะพลีชีพเพื่อแสดงอุดมการณ์นั้นก็ได้อันตรธานหายไปนานแล้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สลัดศีรษะที่มึนงงไปมา ก่อนจะเหาะลงมาจากท้องฟ้าด้วยตนเอง และกลับเข้าสู่เมืองฉานเฉิง
เฉินจั๋วหันมองเฮยฉิวที่กำลังหมอบอยู่บนร่างมหึมาของอสูรเหลือมเกล็ดดำและกำลังดูดซับแก่นโลหิตอย่างเมามันหนึ่งแวบ ก่อนจะดึงสายตากลับมา
จากนั้น
เขาก็พยายามข่มกลั้นอาการบาดเจ็บของร่างกายไว้ ยืนตระหง่านอยู่เหนือเมืองฉานเฉิงเพียงลำพัง เสียงที่แฝงไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณดังกึกก้องไปทั่วความว่างเปล่า: “กริฟฟิน สังหารพวกมันซะ!”
วูบ! วูบ! วูบ!
กริฟฟินยี่สิบกว่าตัวที่บินวนเวียนอยู่บนเก้าชั้นฟ้า ต่างพากันร่อนลงมาด้วยเสียงคำรามกึกก้อง กลิ่นอายพลังอันมหาศาลเข้าครอบคลุมทั่วทั้งสมรภูมิ ในสมรภูมิที่ไร้ซึ่งสัตว์อสูรระดับราชามาคอยคุมเชิง จ้าวเวหาเหล่านี้จึงเปลี่ยนโหมดกลายเป็นเครื่องจักรสังหารในทันที
กริฟฟินแต่ละตัวเมื่อพุ่งลงมาจู่โจมหนึ่งครั้ง ย่อมก่อให้เกิดคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจ กริฟฟินทั้งยี่สิบกว่าตัวก็ได้เปิดเส้นทางโลหิตขึ้นท่ามกลางฝูงสัตว์อสูรที่หนาแน่นอยู่นอกเมือง
จากนั้น เสียงตะโกนกึกก้องก็นับไม่ถ้วนดังกึกก้องขึ้นจากทั่วทุกสารทิศในเมืองฉานเฉิง
“ฆ่ามัน!”
“บุกออกไป สังหารพวกสัตว์เดรัจฉานพวกนี้ให้สิ้น!”
“ลุยเลย...”
“ตามฝูงกริฟฟินไป ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
เสียงที่เริ่มจากการตะโกนอย่างสับสนวุ่นวาย ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปถึงสรวงสวรรค์
ผู้คนนับไม่ถ้วนพากันพุ่งออกมา!
นำโดยอัจฉริยะหลายร้อยคนจากสถาบันหวงผู่ อัจฉริยะเหล่านี้แต่ละคนต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เป็นครั้งแรกที่พวกเขากล้าบุกออกมานอกเมือง เพื่อเข้าห้ำหั่นกับฝูงสัตว์อสูรนับพันล้าน
ส่วนที่ตามหลังมานั้น คือประชาชนชาวเมืองฉานเฉิงนับหมื่นนับแสนคน!
ทุกคนพากันออกมาจนหมดสิ้น!
ขวัญและกำลังใจพุ่งทะยานถึงขีดสุด!
ทุกคนต่างหยิบอาวุธนานาชนิดออกมา และเริ่มบุกโจมตีสัตว์อสูรอย่างหนักหน่วง
ที่ด้านหน้าสุด คือจางฮ่าวและผีเหิงหยาง สองอัจฉริยะระดับแนวหน้า
คนหนึ่งถือหอก อีกคนหนึ่งถือดาบ ประดุจลิ่มที่แหลมคมที่สุดสองสาย ทิ่มทะลวงเข้าสู่ฝูงสัตว์อสูรนับพันล้าน และสร้างเส้นทางโลหิตที่เต็มไปด้วยซากศพสัตว์อสูรขึ้นมาสองสาย
เพียงเวลาไม่กี่นาที
ฝูงสัตว์อสูรนับพันล้านที่อยู่นอกเมืองก็เริ่มแตกพ่าย สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนต่างพากันวิ่งหนีกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง
หนึ่งนาที... สองนาที... เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พื้นที่นอกเมืองฉานเฉิงทั้งหมด ฝูงสัตว์อสูรก็ได้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ทิ้งซากศพไว้เกลื่อนกราดทั่วท้องทุ่ง!
ชนะแล้ว!
ที่ตรงกลางเซ็นจูรี่พลาซ่า บนหน้าจอขนาดใหญ่ แม้แต่เหล่ายอดฝีมือที่ปกติจะถือตัวหยิ่งผยอง ต่างก็มีสีหน้ายินดีปรากฏออกมาบนใบหน้า
ส่วนประชาชนนับพันล้านคนทั่วโลกที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดนี้ ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องยินดีจนสั่นสะเทือนฟ้าดิน
“ชนะแล้ว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเราชนะแล้ว”
“เป็นการได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”
“ยอดเยี่ยมที่สุด เฉินจั๋วอาศัยพลังของตนเพียงคนเดียวพลิกสถานการณ์การรบที่เมืองฉานเฉิงได้จริงๆ”
“ข้าดูจนเลือดเดือดไปหมดแล้ว เฉินจั๋วใช้กำลังเพียงลำพัง สังหารระดับราชาขั้นแปดไปสองตัว และระดับราชาขั้นเจ็ดอีกสามตัว ผลงานการรบครั้งนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือกณา! ก่อนหน้านี้ยังมีคนสงสัยเรื่องที่เฉินจั๋วกล่าวหาลวี่เหวินเซวียนว่าเป็นคนทรยศอยู่อีก วีรบุรุษเช่นเขาจะไปใส่ร้ายคนอื่นทำไมกัน? ไม่ไหวแล้ว ข้าตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกจริงๆ”
“ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้น? นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของเมืองฉานเฉิงเท่านั้น ทว่ามันคือชัยชนะของมวลมนุษยชาติ!”
“……”
เฮยเกเยตบต้นขาตนเองอย่างแรง: “เจ้าเด็กคนนี้ดีจริงๆ!”
จ้านเทียนเหยาแววตาฉายประกายเจิดจ้า: “การถ่ายทอดสดครั้งนี้ ข้าเดิมพันถูกแล้ว! การศึกที่เมืองฉานเฉิงครั้งเดียว มีค่ามากกว่าคำพูดปลุกใจนับล้านคำ เฉินจั๋วเจ้าเด็กนี่ ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
ในขณะนี้
เหนือท้องฟ้าเมืองฉานเฉิง เฉินจั๋วยืนตระหง่านเหาะเหินเดินอากาศอยู่อย่างสง่างาม สายตาของเขามองข้ามสรรพสิ่ง มือทั้งสองข้างไพล่หลัง
การรักษาบาดแผลผ่านไปครึ่งชั่วโมง อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นฟูไปได้กว่าครึ่งแล้ว
เสียงโห่ร้องยินดีนับไม่ถ้วนทั้งภายในและภายนอกเมืองฉานเฉิงดังเข้าสู่หูของเขา
เฉินจั๋วเฝ้าฟังเสียงเหล่านั้นเงียบๆ ทันใดนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แววตาอันเฉียบคมมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า เสียงอันก้องกังวานประดุจคลื่นยักษ์กระจายออกไปรอบทิศทาง: “เมืองฉานเฉิง! ชนะแล้ว!”
“ชนะแล้ว!”
“ชนะแล้ว!”
“ชนะแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงของเขา ทุกคนต่างพากันส่งเสียงโห่ร้อง บนใบหน้าของแต่ละคนฉายชัดถึงความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บกั้นไว้ได้ ต่างพากันโบกไม้โบกมือเพื่อระบายความตื้นตันในทรวงอกออกมา
ในวันนี้
เฉินจั๋วเพียงคนเดียว สามารถปกปักรักษาเมืองไว้ได้ทั้งเมือง!
(จบแล้ว)